โลกสวย ดัชนี 1700 จุด!

ปัจจัยการได้รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดที่มีเสถียรภาพ ภายหลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ส่งผลต่อการจัดอันดับเครดิตประเทศไทย และตลาดหุ้นไทยไม่น้อย
สถาบันจัดอันดับเครดิตเอสแอนด์พี ยังคงอันดับเครดิตที่ BBB+ และคง Outlook อันหมายถึงแนวโน้มเครดิตในอนาคตที่มีเสถียรภาพ (stable) เมื่อ 18 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา
ส่วนมูดีส์นี่เริ่ดเลย ยังคงอันดับเครดิตที่ Baa1 แต่ปรับเอาท์ลุคจาก “Negative” เป็น “สเตเปิล” ในการจัดอันดับล่าสุดเมื่อเม.ย. 69 ที่ผ่านมา และอันดับเครดิตของทั้งคู่ก็ถือว่าอยู่ในอันดับน่าลงทุน (Investment Grade)
อันดับเครดิตที่สถาบันระดับโลกมองเข้ามา ก็มีส่วนไม่น้อย ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาสู่แผนที่การลงทุนของโลก และตลาดหุ้นไทย ก็ทะยานมาไกลกว่า 350 จุดหรือปรับตัวขึ้นเกือบ 30% นับจากต้นปีมา
การเดินทางของดัชนีหลักทรัพย์ไทย ณ จุดสิ้นสุดปี 2569 จะเป็นเช่นไร จึงน่าสนใจติดตาม
บริษัทหลักทรัพย์ เครดิตสวิสหรือ CLSA มองโลกสวยที่สุดที่ 1,700 จุด โดยปรับเป้าหมายเดิมจาก 1,620 จุด ปัจจัยบวกที่สำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยหนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศ
นอกจากนั้นยังมีปัจจัยหนุนจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (แผน PDP) อัตราเงินปันผลที่น่าสนใจของ “หุ้นวัฏจักร” ที่ขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center)
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) หรือ UOBAM โดยนายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการสายการลงทุน มองว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากผลประกอบการของบจ.กลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง
กำไรโตต่อเนื่องกันมา 6 ไตรมาสแล้ว ปรับประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) เป็น 100 บาท จากค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา 10 ปีที่ 90 บาท
UOBAM ประเมินดัชนีสิ้นปี 69 ที่กรอบ 1,650-1,750 จุด โดยแบ่งเป็น 3 กรณี
กรณีฐาน (Base Case) ให้น้ำหนักมากที่สุดที่ 1,650 จุด ภายใต้สมมติฐานสงครามต่างประเทศอาจยืดเยื้อ แต่สามารถคลี่คลายได้ภายในปลายปี และรัฐบาลสามารถผ่านพ้นประเด็นทางการเมืองได้
กรณีดีที่สุด (Bull Case) ประเมินไว้ที่ 1,750 จุด หากสงครามจบเร็ว ราคาน้ำมันปรับลดลงเร็ว การลงทุนเป็นไปตามคาด และรัฐบาลมีเสถียรภาพสูง
กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ประเมินไว้ที่ 1,540 จุด หากสงครามยืดเยื้อจนทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง อันส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ และรัฐบาลเผชิญปัญหาด้านเสถียรภาพ
ผมว่าคุณณัฐพลแห่ง UOBAM แยกแยะการประเมินความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดอย่างเป็นระบบระเบียบไว้ดีมาก
แน่นอน อย่าว่าแต่นักลงทุนเลย แม้แต่ประชาชนทั่วไปก็อยากเห็นกรณีดีที่สุดคือ ดัชนี 1,750 จุด เพราะตลาดหุ้นคือฟันเฟืองหลักในการระดมทุนของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นตัวสร้างภาพทางเศรษฐกิจที่คึกคักอีกด้วย
ส่วนกรณีรองลงมาที่ระดับ 1,650 จุด ก็ยังถือว่าพอรับได้น่า เพราะหากย้อนหลังไปช่วง 9 เดือน-12 เดือนที่แล้ว ดัชนีก็ยังเคลื่อนไหวในระดับ 1,200-1,300 กว่าจุดเอง มันไม่ใช่ 1,600 กว่าจุดเช่นเดี๋ยวนี้
หากกรณีเลวร้ายสุด ดัชนีไหลลึกสู่ระดับ 1,540 จุด ก็คงเป็นไปตามเขาว่านั่นแหละ เหตุจากปัจจัยภายนอกคือสงคราม ส่วนเหตุจากปัจจัยภายในก็คือ รัฐบาลขาดเสถียรภาพ
เท่าที่ดูก็เห็นว่า รัฐบาลออกจะติดประมาทอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะ ดูจะเย็นชาไปหน่อยทั้งเรื่องการใช้อำนาจและเรื่องราวการทุจริต