มาดามเดียร์ เปิดงบบุคลากรรัฐ พุ่ง 1.5 ล้านล้าน กว่า 40% ของงบประมาณ
มาดามเดียร์ เปิดงบบุคลากรรัฐ พุ่ง 1.5 ล้านล้าน กว่า 40% ของงบประมาณ ห่วงประเทศจะไปทางไหน งบที่เหลือจะสร้างอนาคตอย่างไร
วันที่ 15 ส.ค. 2569 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.วทันยา บุนนาค กรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมสัมมนาในหัวข้อ “ส่องเบื้องหลังการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่คนนอกไม่รู้”
โดยกล่าวถึงพัฒนาการของกระบวนการพิจารณางบประมาณว่า ปัจจุบันประชาชนสามารถติดตามการพิจารณางบประมาณผ่านการถ่ายทอดสดได้ ทำให้เกิดความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบมากขึ้น
น.ส.วทันยา กล่าวว่า อีกพัฒนาการที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือ สำนักงบประมาณได้จัดส่งข้อมูลร่างงบประมาณทั้งในรูปแบบ PDF และ Excel ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบและวิเคราะห์รายละเอียดงบประมาณทำได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แม้อาจยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมด แต่สะท้อนถึงความพยายามในการเปิดเผยข้อมูลและลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ
น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณกลุ่มจังหวัดในปีนี้ พบว่าถูกปรับลดลงอย่างมาก โดยบางส่วนถูกตัดเกือบ 80% ซึ่งในมุมหนึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลมีความกล้าตัดสินใจในการทบทวนและลดงบประมาณที่อาจมีความซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องติดตามว่าการลดงบดังกล่าวจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนภารกิจและการพัฒนาพื้นที่อย่างไร
น.ส.วทันยา ยังตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างงบประมาณภาครัฐว่า แม้หลายกระทรวงและกรมจะถูกปรับลดงบประมาณ โดยเฉพาะงบดำเนินงาน แต่รายจ่ายด้านบุคลากรยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดได้ยาก โดยเมื่อรวมเงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จบำนาญ สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าจ้างเหมาบริการและผู้ช่วยปฏิบัติงานที่แฝงอยู่ในงบดำเนินงาน
“คาดว่ารายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 40% ของงบประมาณทั้งหมด”
ขณะเดียวกัน ยังพบว่ารายจ่ายบางรายการมีการตั้งงบประมาณต่ำกว่าการใช้จ่ายจริง เช่น งบค่ารักษาพยาบาลที่ตั้งไว้ประมาณ 97,000 ล้านบาท แต่ในปี 2568 มีการใช้จ่ายจริงสูงกว่าแสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าภาระด้านบุคลากรและสวัสดิการอาจสูงกว่าตัวเลขที่ปรากฏในกรอบงบประมาณ
น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า การพิจารณางบประมาณในปีนี้ไม่ควรมองเพียงการตัดหรือเพิ่มงบประมาณเป็นรายโครงการ แต่ควรมองถึง การจัดสรรงบประมาณทั้งระบบว่ากำลังนำประเทศไปสู่เป้าหมายใด เพราะในภาคเอกชน โครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรของบริษัทสะท้อนวิสัยทัศน์และทิศทางว่าบริษัทต้องการเดินไปทางไหน ขณะที่งบประมาณของประเทศก็ควรสะท้อนเช่นเดียวกันว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งไปสู่จุดใด
“สิ่งสำคัญคือ เราไม่ได้มองเพียงว่าปีนี้จะตัดงบโครงการไหน แต่ต้องมองว่า งบประมาณทั้งหมดกำลังถูกจัดสรรไปเพื่อสร้างอนาคตของประเทศอย่างไร เพราะหากงบประมาณถึง 40% ต้องใช้กับบุคลากร ก็จำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า งบประมาณส่วนที่เหลือจะถูกนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนประเทศในทิศทางใด” น.ส.วทันยา กล่าว