Zoom In: พิชิตทางรอดธุรกิจไทย ฝ่ามรสุมเกณฑ์สิ่งแวดล้อม-โลกเดือด
ภาคธุรกิจไทยต้องขับเคลื่อนท่ามกลางพายุวิกฤตรอบด้าน ทั้งเกณฑ์สิ่งแวดล้อมสุดเข้มงวด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความเปราะบางในโครงสร้างเดิมของไทยกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก ดังนั้น ขีดความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจ กลายเป็นตัวแปรชี้ชะตาว่าใครจะอยู่รอดในเวทีโลก
น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมและทิศทางของภาคธุรกิจไทยที่กำลังเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้าน ว่า ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั่วโลก กำลังเผชิญกับปัจจัยลบที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งแม้ทุกประเทศจะได้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่ไทยมีความเปราะบางในโครงสร้างเดิมมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ความแตกต่าง จะขึ้นอยู่กับระดับการเปิดรับความเสี่ยง (Exposure) และความสามารถในการปรับตัวของแต่ละประเทศ
- 3 ความท้าทายหลักที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญในปัจจุบัน
1. กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น (Transition Risk):
กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อกลุ่มสินค้าของไทย โดยเฉพาะเหล็ก และอะลูมิเนียม นอกจาก CBAM แล้ว ยังมีกฎเกณฑ์อื่น ๆ ที่เริ่มขยับเข้ามา เช่น เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นเรื่องบรรจุภัณฑ์ และพลาสติก รวมถึงกฎเกณฑ์ด้านป่าไม้ ที่ไม่ยอมรับสินค้าที่ทำลายพื้นที่ป่า (EU Deforestation-free Regulations: EUDR) ซึ่งไม่ใช่แค่ EU เท่านั้น ประเทศออสเตรเลีย ก็เริ่มออกเกณฑ์เกี่ยวกับรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนสูง ซึ่งหากไม่ผ่านเกณฑ์ก็จะไม่สามารถนำเข้าได้
สำหรับประเทศไทย แม้ในเบื้องต้นสินค้าอย่างไฟฟ้า ไฮโดรเจน ปุ๋ย หรือปูนซีเมนต์ อาจจะไม่ได้มี Exposure มากนัก แต่กลุ่มเหล็ก และอะลูมิเนียม ถือเป็นกลุ่มที่น่ากังวล หากผู้ประกอบการไทยปล่อยคาร์บอนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่งผลกระทบต่อกำไร (Margin) ทันที
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากคู่ค้าไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องต้นทุนได้ หรือตัดสินใจเปลี่ยนไปนำเข้าจากประเทศอื่นที่มีต้นทุนคาร์บอนต่ำกว่า ผู้ประกอบการไทยก็จะตกที่นั่งลำบาก
2. ภัยธรรมชาติ และความแปรปรวนของสภาพอากาศ (Physical Risk):
นอกจากความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านแล้ว ธุรกิจยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) หรือภัยธรรมชาติที่รุนแรง และแปรปรวนมากขึ้น ในส่วนของประเทศไทย ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมฉับพลัน จากซูเปอร์เอลนีโญ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย
โดยเมื่อผลผลิตทางการเกษตรน้อยลงจากสภาวะอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ราคาวัตถุดิบก็จะพุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้ส่งผลกระทบเป็นทอด ๆ ไปยังผู้ผลิตที่ต้องใช้ซัพพลายเชนเหล่านี้ ทำให้ต้องเผชิญกับต้นทุนที่แพงขึ้น และต้องแย่งชิงวัตถุดิบ หากผู้ประกอบการไม่สามารถกระจายแหล่งวัตถุดิบได้หลากหลาย หรือไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ ธุรกิจก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากรายได้ลดลง แต่ไม่สามารถปรับตัวไปปลูกพืชชนิดอื่นได้ทัน
3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics):
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (อิหร่าน-สหรัฐฯ) หรือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงมาตรการภาษีสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ทำให้ซัพพลายเชนทั่วโลกชะงัก ผลกระทบที่เห็นชัดเจน คือค่าขนส่งที่แพงขึ้น ราคาพลังงานและน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตสินค้า
ประเทศไทย ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ย่อมมีความเปราะบางต่อสถานการณ์เหล่านี้ แม้ไทยจะพอมีแหล่งพลังงานสำรองหรือผลิตเองได้บ้าง แต่ในภาพรวม ความเปราะบางของธุรกิจไทยโดยเฉพาะ SMEs นั้นสูงกว่าในอดีต เนื่องจากเจอวิกฤตซ้ำเติมต่อเนื่องมาตั้งแต่โควิด-19 จนถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- ทิศทางเศรษฐกิจไทย: ผลกระทบ 3 ระยะ
ระยะสั้น: สถานการณ์สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ เริ่มเบาลงทำให้ราคาน้ำมันไม่ได้ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นเวลานาน แต่ต้นทุนวัตถุดิบบางชนิดยังคงค้างอยู่ในระดับสูง ขณะที่ CBAM เริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมกลุ่มเหล็ก และอะลูมิเนียมแล้ว สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 69 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 70 ไทยจะเผชิญกับสภาวะภัยแล้ง ซึ่งกดดันผลผลิตเกษตร ภาพรวมธุรกิจจึงยังคงเจอแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวอย่างจำกัด กระทบต่อยอดขาย และอัตรากำไร
ระยะกลาง และระยะยาว: ความสามารถในการอยู่รอดของภาคธุรกิจ ขึ้นอยู่กับการปรับตัว และการเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส เช่น การปรับกระบวนการผลิตไปสู่ Green หรือ ESG การลดคาร์บอนเพื่อรักษาตลาดส่งออก หรือการปรับมาใช้พลังงานสะอาดและวัตถุดิบในประเทศ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การนำเทคโนโลยีมาใช้หรือการปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรมยังเห็นได้น้อย และยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ
ประมาณการเติบโต (GDP): ศักยภาพการเติบโตของไทย (Potential GDP) ยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างเดิมที่ยังมีความเปราะบางสูง คาดว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า มีโอกาสที่จะเติบโตได้ต่ำกว่า 2% ในส่วนของปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2% โดยมีแรงหนุนระยะสั้นจากมาตรการภาครัฐ และสถานการณ์สงครามที่ยังไม่ลุกลาม แต่ภาพรวมยังคงท้าทายจากกำลังซื้อครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัว
- กลยุทธ์การปรับตัว: จากความเสี่ยงสู่โอกาส
ภายใต้ความท้าทายนี้ ธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น และปรับตัวได้เร็วกว่าจะเป็นผู้ที่อยู่รอด โดยมีแนวทางการปรับตัว อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยการนำเทคโนโลยี และ AI มาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่ม Productivity รวมถึงการกระจายตลาด ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เช่น การหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดที่โดนเกณฑ์ CBAM หรือภาษีการค้า
- ผลกระทบในแต่ละภาคธุรกิจ
ภาคการผลิต: น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และการเปลี่ยนแปลงของซัพพลายเชนโลกโดยตรง รวมถึงกลุ่มเกษตรแปรรูป
ภาคบริการและการค้า: ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากพึ่งพากำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้จะได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว แต่ฝั่งอุปทาน (Supply) มีผู้เล่นในตลาดจำนวนมากจนเกิดความไม่สมดุลกับอุปสงค์
กลุ่มที่มีโอกาสเติบโต: ธุรกิจที่อิงกับเทรนด์ระยะกลางถึงยาว เช่น พลังงานสะอาด (Solar, EV), เทรนด์สุขภาพ, เทคโนโลยี (AI, ซอฟต์แวร์, ฮาร์ดแวร์) และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยผู้ที่จะประสบความสำเร็จต้องมีจุดแข็งด้านต้นทุน มีสินค้าที่ตอบโจทย์ และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว
- ข้อเสนอแนะต่อบทบาทภาครัฐ
ภาครัฐต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและเป็นพลวัต (Dynamic) โดยต้องดำเนินการใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
ติดตามและเตือนภัย: มอนิเตอร์เกณฑ์การค้าและเทรนด์โลกให้เท่าทัน เพื่อแจ้งเตือนและเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการได้ทันท่วงที
ลดต้นทุนแฝง: อำนวยความสะดวกและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ออกแบบนโยบายตรงจุด: ดีไซน์มาตรการยืดหยุ่นที่สามารถส่งเสริมกลุ่มที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบแก่กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเหมาะสม
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์