classicliterature.it.com

ไขรหัสตั้ง ผบ.ตร. ‘ความสามารถ vs อาวุโส’ และอนาคตการปฏิรูปสีกากี กับ พล.ต.อ. เอก อังสนานนท์

HIGHLIGHTS

หลังจากการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 ผ่านพ้นไป สังคมยังคงตั้งคำถามถึงทิศทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่เป็นแกนกลางในการจัดระเบียบองค์กรสีกากี

THE STANDARD ชวนคุยเจาะลึกกับ พล.ต.อ. เอก อังสนานนท์ อดีต ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อหาคำตอบถึงระบบโครงสร้างการแต่งตั้ง มาตรฐานที่สังคมตั้งคำถาม ไปจนถึงก้าวต่อไปของการปฏิรูปตำรวจไทย

หมดยุค ‘อาวุโส’ ชี้ชะตา การรักษาสมดุลกับ ‘ความสามารถ’

ประเด็นสำคัญที่ THE STANDARD หยิบยกมาสอบถาม คือ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรี ต้องพิจารณาถึงความอาวุโสควบคู่ไปกับความรู้ความสามารถ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าในโลกความเป็นจริง เราจะสร้างสมดุลอย่างไรไม่ให้คำว่าความรู้ความสามารถ ถูกใช้เป็นข้ออ้างหรือช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อเอาชนะความอาวุโสและเอื้อประโยชน์ให้กับระบบอุปถัมภ์

  • หมดยุค ‘อาวุโส’ ชี้ชะตา การรักษาสมดุลกับ ‘ความสามารถ’
  • มาตรวัด (KPI) และทางออกเพื่อความโปร่งใส
  • ปรากฏการณ์ ผบ.ตร. 7 ปี กับ ภาวะคอขวดในองค์กร
  • ความจริงของการ ‘ปฏิรูปตำรวจ’ ในสายตาประชาชน

พล.ต.อ. เอก มองว่าในภาพรวม ณ เวลานี้ การแต่งตั้งอาจจะยังไม่ตอบโจทย์เจตนารมณ์ของกฎหมายได้อย่างเต็มที่นัก แม้เจตนารมณ์ใหม่จะต้องการให้ความสำคัญกับระบบคุณธรรม แต่ในรายละเอียดกลับให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้ดุลพินิจพิจารณาแต่เพียงผู้เดียว ส่วนคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง โดยไม่มีอำนาจเสนอชื่อแคนดิเดต

ยิ่งไปกว่านั้น องค์ประกอบของ ก.ตร. ทั้ง 16 คน มีสัดส่วนของกรรมการโดยตำแหน่งที่เป็นข้าราชการประจำถึง 10 คน และมาจากการเลือกตั้งหรือคนนอกเพียง 6 คน โครงสร้างเช่นนี้จึงเกิดข้อจำกัดในการสร้างความเป็นธรรมาภิบาล

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งโดยไม่ได้ใช้ผู้ที่มีอาวุโสอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนไปตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา มีนายกฯ หลายยุคที่คัดเลือกผู้ที่ไม่ได้มีอาวุโสสูงสุดขึ้นเป็น ผบ.ตร. ซึ่งมักจะให้เหตุผลเรื่องศักยภาพหรือความโดดเด่นที่ตอบสนองนโยบายได้

ปัญหาคือปัจจุบันยังไม่มีบรรทัดฐานที่เป็นตัวเลขชัดเจนว่า อาวุโสหรือความสามารถควรมีสัดส่วนกี่คะแนน ทุกอย่างจึงยังคงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาสูงสุด

มาตรวัด (KPI) และทางออกเพื่อความโปร่งใส

เมื่อกฎหมายไม่ได้ดูแค่อาวุโสเพียงอย่างเดียว สังคมจึงตั้งคำถามถึงมาตรวัดความสามารถ (KPI) ที่โปร่งใสและเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการยอมรับในหมู่ข้าราชการตำรวจ

พล.ต.อ. เอก ได้เสนอทางออกเพื่อแก้ปัญหานี้ว่า ควรมีการตั้งคณะกรรมการอิสระที่อาจมาจากบุคคลภายนอกหรือผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเข้ามาคัดเลือกและเปิดเวทีให้แคนดิเดตมาแสดงวิสัยทัศน์ตอบคำถาม และเปิดเผยผลงานต่อสาธารณชน เพื่อให้ประชาชนได้เห็นศักยภาพอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ หากมีข้อกังขา กฎหมายปัจจุบันยังเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้ และหากผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่พอใจ ก็สามารถฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ ซึ่งถือเป็นกลไกการถ่วงดุลอำนาจที่มีอยู่

ปรากฏการณ์ ผบ.ตร. 7 ปี กับ ภาวะคอขวดในองค์กร

อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16 จะมีวาระการดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 7 ปี ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะคอขวดในการแต่งตั้งโยกย้าย และอาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของนายตำรวจระดับสูงท่านอื่นๆ

สำหรับเรื่องนี้ พล.ต.อ. เอก มองว่าการคาดเดาล่วงหน้าถึง 7 ปีอาจจะเร็วเกินไป เพราะสถานการณ์การเมืองและรัฐบาลเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ส่วนในมุมของขวัญกำลังใจ พล.ต.อ. เอก เชื่อมั่นว่าข้าราชการตำรวจส่วนใหญ่ทำงานด้วยความมุ่งมั่นและแพสชัน การได้เติบโตมาจนถึงระดับนายพลก็ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดแล้ว การจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่าง ผบ.ตร. บางครั้งเป็นเรื่องของจังหวะเวลาหรือบุญวาสนา เมื่อผู้บังคับบัญชาตัดสินใจเลือกแล้ว ทุกคนก็ต้องรักษาสปิริตและกลับมาร่วมมือกันทำงาน เพราะผู้นำองค์กรไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว

ความจริงของการ ‘ปฏิรูปตำรวจ’ ในสายตาประชาชน

ท่ามกลางข่าวคราวที่บั่นทอนความเชื่อมั่น หลายคนตั้งคำถามว่าสังคมไทยมาถึงจุดที่เหนื่อยล้ากับคำว่า ปฏิรูปตำรวจ หรือไม่ และวันนี้เราเดินเข้าใกล้คำว่าปฏิรูปตำรวจสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

พล.ต.อ. เอก ประเมินว่า พ.ร.บ.ตำรวจฯ พ.ศ. 2565 ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี โดยเฉพาะการกำเนิดของ ก.พ.ค.ตร. และ ก.ร.ตร. (คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ) ซึ่งเป็นความหวังใหม่ในการให้ความเป็นธรรม แต่กระดุมเม็ดแรกที่ยังติดผิดและต้องแก้ไขคือ โครงสร้างขององค์กรกลาง อย่างเช่น คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่ขับเคลื่อนไม่ได้จริง และ ก.ตร. ที่ควรปรับลดสัดส่วนของข้าราชการประจำลง เพื่อให้เป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมืองอย่างแท้จริง

ในท้ายที่สุด พล.ต.อ. เอก เชื่อมั่นว่าความขัดแย้งรุนแรงของผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ทำให้องค์กรเสียหายในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นเพียงกรณีพิเศษและไม่น่าจะหวนกลับมาอีก เพราะในยุคดิจิทัล ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้และตรวจสอบได้ ทำให้ทุกคนต้องทำงานด้วยความระมัดระวังและโปร่งใสมากขึ้น

Update: 2026-08-06
Tags: