classicliterature.it.com

Vital Café ร้านกาแฟเจนซีเนียร์ในลำปาง ที่บอกว่าผู้สูงวัย ‘สามารถเป็นได้ทุกอย่าง’


มองอย่างผิวเผินในคราวแรก ‘Vital Café’ แทบไม่ต่างอะไรจากคาเฟ่ยอดนิยมทั่วไป

หลังผลักประตูกระจกติดโลโก้ร้านสีสันสดใส จะพบกับพื้นที่ภายในซึ่งออกแบบและตกแต่งให้ดูอบอุ่นเป็นมิตรด้วยผนังสีขาว เครื่องเรือนไม้สีน้ำตาลอ่อน พร้อมไฟสีเหลืองนวลตา กว้างขวางพอจะจุโต๊ะเก้าอี้จำนวนมากให้คนได้เลือกมุมนั่งทำงานตามชอบใจ และยังกว้างพอให้กั้นห้องส่วนหนึ่งไว้ใช้เป็นพื้นที่ประชุมส่วนตัว โดยมีกลิ่นอวลบางเบาของกาแฟและเสียงครึ่กครั่กจากสารพัดเครื่องบด เครื่องปั่น ระหว่างการชงเครื่องดื่มของบาริสต้าเป็นฉากหลัง

ทั้งยังมีชั้นวางกลางร้านที่เชิญชวนให้คนหยุดมองบรรดาขนมไทยถ้วยเล็กถ้วยน้อยใต้ฝาครอบพลาสติกใส และอาหารทานเล่นรสคาวหวานหน้าตาน่ารับประทานบรรจุในถุง ในกล่อง ถุงเมล็ดกาแฟและของที่ระลึกจำพวกเสื้อยืด แก้วน้ำ วางจำหน่ายไว้ใกล้เคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่มและตู้แช่เย็นสำหรับขนมจำพวกเค้ก ไม่ว่ามองมุมไหน ก็เรียกได้ว่าตรงตามตำราคาเฟ่ ‘ถูกจริต’ ของคนยุคนี้

จะผิดแผกอยู่บ้างตรงที่บาริสต้าและพนักงานบริการ คือคุณป้า คุณย่าคุณยายอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปีแทบทั้งหมด

Vital Café ตั้งอยู่บริเวณโครงการ Lampang Gateway ใกล้กับลานพระบรมราชานุเสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาลำปาง และศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) อบจ.ลำปาง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยอายุ 60-80 ปี ได้เข้ามาเรียนรู้ สร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต – สมกับชื่อร้าน Vital ที่มาจากคำว่า ‘วัยเฒ่า’


ช่วงบ่ายของวันที่เราเข้าไปนั่งหลบแดดร้อนในคาเฟ่แห่งนี้ ประจวบเหมาะได้เจอกับ ‘แม่ๆ’ ผู้สูงวัยจำนวนสี่คนกำลังจับกลุ่มพูดคุยกับบาริสต้ารุ่นราวคราวเดียวกันพอดี บทสนทนาของเราจึงเริ่มต้นจากการทักทาย เรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป ก่อนมาถึงการแนะนำตัวที่ทำให้รู้ว่าตรงหน้าเรา คือประธานและคณะกรรมการ ศพอส. ระดับจังหวัดลำปาง ผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้เกิดคาเฟ่แห่งนี้ และคอยบริหารจัดการกิจการให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น

สบโอกาสทั้งทีไม่รอช้า เราขอเวลาว่างจากบรรดาแม่ๆ สักชั่วโมง เพื่อนั่งคุยทำความรู้จักคาเฟ่วัยเฒ่าให้มากขึ้น ไล่เรื่อยถึงการทำงานของเครือข่ายผู้สูงอายุในจังหวัดลำปาง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนประชากรสูงอายุต่อประชากรทั้งหมดสูงที่สุดในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ก็เลื่องลือเรื่องความก้าวหน้าและความเข้มแข็งของ ศพอส.


จากการทำงานของ ศพอส. ลำปาง สู่การบริหารคาเฟ่วัยเก๋า


จินดา โพธิ์ทอง หรือ แม่ยี่ เป็นคุณยายร่างเล็กอายุ 83 ปีที่ยังเดินเหินคล่องแคล่ว มีรอยยิ้มสดใส และพูดจาฉะฉานติดสำเนียงอ่อนหวานอย่างคนเหนือ เธอย้อนความว่า Vital Café นี้ถือกำเนิดขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มผู้สูงอายุในลำปางร่วมมือกันทำงานในนามของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุอย่างแข็งขันและยินดีมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ อย่างกระตือรือร้นเป็นทุนเดิม

โดยแม่ยี่แนะนำเพิ่มเติมว่าศูนย์ดังกล่าวมีที่ทำการใกล้กับมิวเซียมลำปาง บนถนนบุญวาทย์ ในอำเภอเมือง มีหน้าที่หลักคือเป็นศูนย์กลางจัดกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุ ทั้งสันทนาการอย่างการเล่นดนตรี ขับร้องประสานเสียง กิจกรรมออกกำลังกาย เช่น รำไทเก๊ก เต้นลีลาศ และสอนทักษะอาชีพ เช่น ทำอาหาร อบขนม ปลูกพืชสมุนไพร

“อีกอาชีพของลำปางที่กำลังเด่นๆ คือย้อมผ้าครั่ง ย้อมแล้วก็นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ” แม่ยี่ชี้ให้ดูว่าบริเวณจำหน่ายของที่ระลึกในคาเฟ่ก็มีขายผ้าย้อมครั่งฝีมือผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับขนมและอาหารทานเล่นต่างๆ ก็มาจากรสมือคุณย่าคุณยายหลายคนฝากวางขายหารายได้เสริม

กิจกรรมต่างๆ ของ ศพอส.จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลา เน้นความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้เลือกเข้าร่วมตามความสนใจ เพื่อสร้างความสุขในวัยบั้นปลายมากกว่าจุดประสงค์ทางอื่น

“มีความสุขแล้ว จะส่งผลให้อายุยืน” หญิงชราส่งยิ้ม เธอสนับสนุนให้คนวัยเดียวกันออกจากบ้านมาทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่แค่เพราะอยากให้เข้าสังคม ลดความเหงา ความโดดเดี่ยวเท่านั้น แต่การที่ผู้สูงวัยไม่พบปะผู้คน อยู่แค่ในบ้าน ไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย อาจทำให้สุขภาพถดถอย ถึงขั้นช่วยเหลือตนเองไม่ได้จนต้องพึ่งพาลูกหลานคอยดูแล ซึ่งดูจะเป็นภาพที่ผู้สูงวัยทุกคนต่างไม่พึงปรารถนา

แม่ยี่ ในฐานะประธาน จึงพยายามอย่างยิ่งในการพัฒนาเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมที่ครอบคลุมความต้องการของผู้สูงอายุทั่วทั้ง 13 อำเภอในลำปางให้ได้มากที่สุด ความที่ว่า ศพอส. ใต้สังกัด อบจ.ลำปาง นี้เป็นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่เติบโตจนทำงานในระดับจังหวัด ต่างจากที่อื่นๆ ซึ่งมี ศพอส. เพียงระดับตำบลหรืออำเภอ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ที่ “เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย” – แม่ยี่กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ

แม่ยี่ – จินดา โพธิ์ทอง


จากรากฐานความเข้มแข็งดังกล่าว นำมาสู่การพัฒนาต่อยอดได้อีกมากมาย เช่นเมื่อ นายก อบจ.ลำปางได้เห็นตัวอย่างในต่างประเทศว่ามีผู้สูงอายุสามารถทำงานเป็นบาริสต้า จึงสนใจแนวคิดเรื่องการทำคาเฟ่ที่บริการโดยกลุ่มผู้สูงอายุ ประกอบกับตัวแทนอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาลำปาง ได้เสนอโครงการเกี่ยวกับ Vital Café ทั้งสองฝ่ายจึงติดต่อกับประธาน ศพอส. โดยเชื่อว่าคาเฟ่แห่งนี้จะเกิดขึ้นได้จริง

แน่นอน แม่ยี่ก็เชื่อเช่นนั้น เธอกล่าวอย่างหนักแน่นว่าผู้สูงวัยสามารถเป็นอะไรก็ได้ กระทั่งอาชีพที่ดู ‘สมัยใหม่’ ไม่คุ้นเคยในยุคของพวกเธออย่างบาริสต้า ทั้งยังมองว่าการทำงานคาเฟ่ ฝึกชงกาแฟ ทำเครื่องดื่ม น่าจะท้าทายเหล่าผู้สูงวัยที่ยังกระฉับกระเฉง และพัฒนาศักยภาพได้ดี หากทดลองทำแล้วประสบความสำเร็จ อาจกลายเป็นต้นแบบให้ผู้สูงวัยในพื้นที่อื่นเกิดแรงบันดาลใจ หรือไม่ก็แสดงให้สังคมได้เห็นผ่านสื่อโซเชียลว่า ‘วัยเฒ่า’ ทำอะไรได้มากกว่าที่ใครหลายคนเคยคิด

หลังผ่านการวางแผน ออกแบบ และก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย Vital Café จึงได้ฤกษ์เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2568

“กลายเป็นที่โด่งดัง ใครๆ ก็อยากมาชม มาดูงานของผู้สูงอายุ บางคนก็ว่า โอ้โห ทำไมเก่งจังเลย มีความสามารถ” แม่ยี่กล่าวขณะมีรอยยิ้มเปื้อนหน้า “มันก็สร้างคุณค่าให้พวกเราผู้สูงอายุ รู้สึกมีคุณค่า รู้สึกภูมิใจ”   

ในตอนที่เราคุยกัน ทิศทางการพัฒนาและแผนดำเนินการต่างๆ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของคณะอาจารย์เจ้าของโครงการจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส่วนประธานและคณะกรรมการ ศพอส. อย่างแม่ยี่และเพื่อนๆ นั้นรับหน้าที่เข้ามาดูแลการจัดการภายในร้าน เช่น เรื่องการจัดซื้อวัตถุดิบ จัดการบัญชีการเงิน เป็นคนกลางนำผลิตภัณฑ์และงานฝีมือของผู้สูงอายุหลังผ่านการฝึกอาชีพมาวางขายในร้าน เป็นต้น

ครั้นเลียบเคียงลองถามว่าการทำงานบริหารคาเฟ่ทำให้บรรดาแม่ๆ ต้องกลับมา ‘รีสกิล’ หรือ ‘อัปสกิล’ ส่วนไหนบ้างไหม หลายคนกลับตอบว่างานส่วนมากเป็นสิ่งที่พวกเธอเคยผ่านหูผ่านตามาหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณต้นทุนและกำไร วางแผนบัญชี บันทึกรายละเอียดงาน หรือประสานกับพนักงานหน้าร้าน ตามประสาคนที่มีประสบการณ์ผ่านโลกมามาก จึงไม่รู้สึกว่ายากเย็นอะไร

อย่างไรก็ตาม แม่ยี่ก็ไม่ลืมย้ำว่าการเป็นผู้สูงอายุนั้น “ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะคุณจะอยู่กับสังคมปัจจุบันไม่ได้เลย ถ้าคุณไม่เรียนรู้” โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีที่เธอยอมรับว่าต้องพึ่งพาคนรุ่นใหม่อยู่มาก ในอนาคต เธอจึงอยากดึงคนหลายกลุ่มหลายรุ่นเข้ามาทำงานร่วมกันในคาเฟ่วัยเฒ่า เพื่อสร้างการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน และถึงที่สุดแล้ว ผู้สูงอายุก็มีเรี่ยวแรงจำกัด ต้องพึ่งพาคนหนุ่มสาวมาร่วมทำงานไม่มากก็น้อย

“สิ่งที่ผู้สูงอายุทำไม่ได้ ก็คงต้องให้เด็กๆ มาช่วย ผู้สูงอายุกับเด็กและวัยรุ่นต้องมาเชื่อมต่อกัน ไม่งั้นเราจะยิ่งแยกห่างกันไป” แม่ยี่กล่าว “ถ้าเรามาอยู่ด้วยกัน อย่างน้อยก็ดีตรงที่มันเกิดความใกล้ชิดผูกพัน ผู้สูงอายุได้ฟัง ได้เรียนรู้เรื่องไอทีต่างๆ จากลูกหลาน และได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีเราเยอะให้ลูกหลานได้”

นอกจากนี้ แม่ยี่ยังเปรยถึงภาพอนาคตของคาเฟ่ว่า แม้กำไรโดยรวมยังไม่แน่นอนนักว่าจะถูกแบ่งสันปันส่วนให้ผู้มีส่วนร่วมกันอย่างไร และตอนนี้เงินส่วนมากยังถูกใช้ไปกับการจ่ายค่าแรงคนทำงานในร้านอยู่ แต่หากอะไรต่อมิอะไรลงตัวมากกว่านี้ เธอก็อยากจดทะเบียนจัดตั้งให้เป็นวิสาหกิจชุมชน หรือทำให้คาเฟ่กลายเป็นพื้นที่ที่มีหน่วยงานคอยดูแลรองรับในระยะยาว ไม่ใช่แค่พื้นที่ทดลองที่มีอายุขัยตามโครงการศึกษาเท่านั้น

Vital Café จะได้เติบโต เป็นมากกว่าร้านกาแฟของพนักงานสูงวัย สู่การเป็นพื้นที่ที่คนทุกรุ่นได้ใช้ เรียนรู้ และสานสัมพันธ์ร่วมกัน


ยิ่งสูงวัย ยิ่งต้องมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง


เมื่อพูดถึงเบื้องหลังการเติบโตของ ศพอส. อบจ.ลำปางที่เข้มแข็งและกลายเป็นเครือข่ายผู้สูงอายุที่ก้าวหน้าอันดับต้นๆ ของประเทศไทย หลายคนต่างยกความดีความชอบให้ประธานอย่างแม่ยี่ ที่เป็นผู้ริเริ่มและอุทิศตนทำงานเพื่อสังคมผู้สูงวัยมาตลอดหลายปี

หญิงชราเล่าว่าตัวเองเป็นคนชุมชนวัดศรีชุม ในอำเภอเมือง มีลูกชายลูกสาวรวมทั้งหมด 7 คน สมัยก่อนทำงานเป็นแม่ค้าขายของในตลาด (ซึ่งใครสักคนเสริมขึ้นมาว่าขายส่งนะ ไม่ใช่ขายปลีก บอกเป็นนัยว่ากิจการของแม่ยี่ไม่ธรรมดา) ด้วยความที่เติบโตมากับคำสอนของพ่อแม่ที่ว่าให้ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ยี่มักหาโอกาสร่วมบริจาคหรืออาสาช่วยงานสังคมเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ

ครั้นอายุล่วงเข้าใกล้วัย 60 ลูกๆ ของเธอต่างจบการศึกษาและประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้ครบทุกคน แม่ยี่จึงถือโอกาสขอครอบครัวมาทำงานเพื่อสังคมอย่างเต็มตัว ใช้อิสระในชีวิตบั้นปลายจัดกิจกรรม สร้างความเข้มแข็งและชื่อเสียงให้เครือข่ายชมรมผู้สูงอายุในท้องถิ่นของตน จนต่อมาเธอได้ทำงานในฐานะประธานสาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ ประจำจังหวัดลำปาง สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์บนหน้าสื่อ และได้รับคำชื่นชมจากสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ว่าลำปางถือเป็นหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จของการทำงานเพื่อพัฒนาผู้สูงอายุในไทย

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม่ยี่ตัดสินใจขอถอนตัวหลังดำรงตำแหน่งประธานมากว่า 3 วาระ เพื่อทุ่มเทให้กับการริเริ่มจัดตั้ง ศพอส. ระดับจังหวัดภายใต้สังกัด อบจ.ลำปาง ตามคำชักชวนของนายก อบจ. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุให้ตรงกับความต้องการและสถานการณ์ของผู้สูงอายุในจังหวัดลำปาง สร้างเครือข่ายให้มีความเข้มแข็ง ผลักดันให้ผู้สูงอายุได้เป็นแกนนำขับเคลื่อนชุมชนและสังคมต่อไป

หลังผ่านพ้นพิธีเปิดปฐมนิเทศสมาชิกอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2565 ปัจจุบัน สมาชิกและคณะกรรมการ ศพอส. ล้วนมีหลากหลายภูมิหลังอาชีพและความสนใจ เท่าที่ได้พบเจอและร่วมสนทนาในวันนี้ ก็เช่น ‘แม่นิตย์’ หญิงวัย 75 ปี ผู้เปี่ยมอารมณ์ขัน (เธอบอกว่าตนเองอายุ 17 ในแรกเริ่มตอนแนะนำตัวกัน ก่อนหัวเราะร่าแล้วเฉลยตัวเลขที่แท้จริงทีหลัง) และสนใจเรื่องงานศิลปะเป็นพิเศษ ‘แม่กาญจน์’ อดีตครูโรงเรียนสังกัดเทศบาลวัย 70 ปี ที่คนอื่นๆ แนะนำว่าเป็นคลังสมองของกลุ่ม รักชอบด้านดนตรี และเพิ่งมีโอกาส มีเวลาได้ทดลองเรียนหลังเกษียณจากการสอน

แล้วยังมี ‘แม่กิ่ง’ อดีตข้าราชการวัย 67 ปี ที่สามารถพลิกฟื้นกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนของเธอซึ่งเคยอยู่อย่างเงียบเหงาให้กลับมาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างครึกครื้น โดยจากประสบการณ์การทำงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ก่อนหน้าวัยเกษียณ แม่กิ่งสังเกตเห็นว่าผู้สูงอายุส่วนมากมักอยู่บ้านจนง่อม (แปลว่า ‘เหงา’ ตามภาษาเหนือ) หลายคนอยากมีส่วนร่วมในสังคม อยากออกจากบ้านมาทำกิจกรรม เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมีพื้นที่ไหนคอยต้อนรับบ้าง เมื่อเธอเกษียณแล้วเริ่มต้นมาจัดกิจกรรมในชุมชน ก็ได้เสียงตอบรับที่ดี มีผู้สูงวัยจำนวนไม่น้อยกลายเป็นขาประจำและพัฒนามาเป็นอาสาสมัครจัดงานร่วมกัน

แม่กิ่ง


แม่กิ่งจึงชักชวนคนในชุมชนให้มาทำงานในเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้นในระดับจังหวัด โดยมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่เคย ‘ง่อม’ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ เห็นช่องทางสร้างรายได้ ความเป็นไปได้ในการเรียนรู้ เป็นตัวของตัวเอง สอดคล้องกับคำบอกเล่าของแม่ยี่ที่เน้นว่ายิ่งแก่ตัวลง คนเรายิ่งไม่ควรอยู่ตัวคนเดียว

“ผู้สูงอายุเนี่ย เราควรพาเขามาร่วมกัน อย่าอยู่คนเดียว อย่าทำคนเดียว ต้องมีเครือข่าย ยิ่งกว้างยิ่งดี” แม่ยี่สะท้อนว่าการรวมตัวกันของกลุ่มผู้สูงอายุจะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อน ประสานงาน กระทั่งต่อรองกับคนกลุ่มอื่นๆ ทั้งหน่วยงานรัฐบาล เอกชน ภาคประชาสังคมได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าในแง่การติดต่อ มองเห็นช่องทางความช่วยเหลือหรือความร่วมมือกับผู้คนวงการต่างๆ ตามที่สั่งสมความสัมพันธ์จากประสบการณ์การทำงานของสมาชิกแต่ละคน

หรือในแง่การถูกมองเห็นตัวตน เห็นความสำคัญ และเห็นศักยภาพของผู้สูงวัยที่สามารถเป็นอะไรก็ได้ – ตามคำของประธานวัย 83 ปี


สนับสนุนคนรุ่นใหญ่ ในวันที่คนรุ่นใหม่เกิดน้อยลง


จำได้ว่าบทสนทนาในคาเฟ่คราวนั้นจบลงตรงที่แม่ๆ กล่าวขอตัว เนื่องจากมีนัดตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์ต่อ – ไม่ว่าอย่างไร คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความไม่แน่นอนเรื่องสุขภาพและบั้นปลายชีวิตของสมาชิกผู้สูงวัยส่งผลต่อความยั่งยืนและความเข้มแข็งในการทำงานของ ศพอส. ระยะยาว

ประเด็นสุดท้ายที่เราพูดคุยกันก่อนจากลา จึงเป็นการระดมความคิดว่าทำอย่างไรให้เครือข่ายผู้สูงอายุที่เข้มแข็งและเกิดขึ้นได้ด้วยการมีผู้นำเป็นศูนย์รวมใจสำคัญ สามารถพัฒนาต่อยอดให้มีระบบและโครงสร้างที่แข็งแรงพอจะดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง อยู่เป็นมรดกตกทอดต่อแม้ในวันที่สมาชิกผู้ก่อตั้งอาจไม่อยู่อีกต่อไป หรือต้องมีผู้สูงวัยหน้าใหม่หมุนเวียนสับเปลี่ยนเข้ามาทำงานทดแทนเสมอ

ในสายตาของแม่กิ่ง เธอเสนอว่าต่อไป ศพอส.ต้องทำงานกับกลุ่ม ‘พรี-ผู้สูงอายุ’ หรือคนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปมากขึ้น แทนการทำงานแค่กลุ่มวัย 60 ปีขึ้นไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะเป็นการฝึกคนทำงานร่วมกับ ศพอส. ไว้ล่วงหน้าเท่านั้น แต่ยังช่วยเตรียมความพร้อม พาทำความรู้จักกิจกรรมและเครือข่ายในชุมชน ในจังหวัดให้ทุกคนก่อนเข้าสู่ช่วงสูงวัยเต็มตัว

“เหมือนทำอนุบาลผู้สูงอายุ” เจ้าของความคิดกล่าวยิ้มๆ “เราต้องคิดถึงว่าคนอายุ 80 กว่า 90 กว่า แรงเขาจะเริ่มดรอปลงไปแล้ว เริ่มติดบ้าน ไม่ค่อยอยากออกสังคม เราก็ต้องปั้นคนใหม่หมุนเวียนเข้ามาทำงานกัน” ทั้งยังอธิบายเพิ่มว่าสภาพสังคมในจังหวัดลำปางตอนนี้แทบไม่เหลือคนวัยทำงานกันแล้ว ส่วนมากจะมีแค่เด็กและคนแก่ ตามชนบทก็เริ่มเห็นบ้านร้าง เพราะผู้สูงอายุเสียชีวิตแล้วลูกหลานโยกย้ายไปทำงานที่อื่นเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน กลุ่มคนที่แทบจะกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ และพรี-ผู้สูงอายุ จึงต้องเหนียวแน่นกันเข้าไว้

แม่ยี่เห็นด้วย และย้ำว่า “นับวันผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นในลำปางเรื่อยๆ ต่อไปเราจะเห็นแต่ผู้สูงอายุไปไหนมาไหน เราต้องเตรียมตัวให้ผู้สูงอายุตั้งแต่ตอนนี้ เตรียมอาชีพรองรับ เตรียมทุนทรัพย์ เตรียมสุขภาพให้แข็งแรง”

ส่วนตัวเธอถอดบทเรียนหลังจากการทำงานในฐานะประธานว่า คนที่จะมาเป็นผู้นำของกลุ่มผู้สูงอายุ –อันที่จริงก็ไม่ต่างจากผู้นำกลุ่มอื่นๆ เลย- คือต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ พร้อมเสียสละเพื่อส่วนรวม

“การเป็นประธานต้องมีวิสัยทัศน์ ถ้าบ่มีวิสัยทัศน์ ก็จะอยู่ในกะลา และถ้ามีวิสัยทัศน์แล้ว คุณก็ต้องกล้าที่จะขับเคลื่อน คิดถึงความเป็นไปได้” แม่ยี่กล่าว “แม่ไม่เคยคิดว่าแม่จะทำอะไรไมได้เลย”

สิ่งที่อาจจะยากที่สุดคือการเป็นประธานต้องทำงานร่วมกับคนมากมาย หลากหลายภูมิหลังและความคิด จำต้องรู้จักหาวิธีประสานประโยชน์ทุกฝ่ายให้ลงตัว พร้อมรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เน้นการมีส่วนร่วมจากคนทุกกลุ่ม ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน

สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด คือความเห็นจากแม่นิตย์ เรื่องการมีงบประมาณจากภาครัฐมาสนับสนุนการทำงานของ ศพอส.ให้มากขึ้น เพราะแม้แต่ในการทำงานของ ศพอส.ระดับจังหวัด ที่ได้รับการสนับสนุนสถานที่และอุปกรณ์ส่วนหนึ่งจาก อบจ. แล้ว ก็ยังไม่เพียงพอครอบคลุมทุกกิจกรรมที่ศูนย์ต้องการจัด ต้องอาศัยการระดมทุนจากช่องทางต่างๆ เพิ่มเติม หรือขอความร่วมมือจากหน่วยงาน จากศูนย์ฝึกอาชีพให้มาช่วยจัดการฝึกอบรม

“ถ้ารัฐบาลเห็นคุณค่าของการพัฒนา (ผู้สูงอายุ) จริงๆ ควรมีงบประมาณสนับสนุนเป็นชิ้นเป็นอันให้ลงมาพัฒนา” แม่นิตย์กล่าว และทิ้งท้ายว่าผู้สูงอายุหลายคนถึงเป็นข้าราชการบำนาญ ก็ไม่ได้หมายความว่าเงินบำนาญจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าในอดีตเสมอไป

แม่นิตย์


นั่นชวนให้ย้อนนึกถึงความเป็นจริงที่ว่าทุกวันนี้มีผู้สูงอายุอีกมากที่ยังหนีไม่พ้นจากกับดักความยากจน ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำเพื่อหาเลี้ยงตนเองและลูกหลาน โดยสวัสดิการรัฐที่เป็นบำนาญพื้นฐานเช่นเบี้ยผู้สูงอายุ ก็ยังต่ำเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานยามชรา

ข้อค้นพบจากงานศึกษาของ 101 Public Policy Think Tank ชี้ว่า อัตราเบี้ยผู้สูงอายุ 600-1,000 บาทต่อเดือนตามขั้นบันไดอายุ น้อยยิ่งกว่าเส้นความยากจน (ที่จากเดิม ปี 2567 กำหนดอยู่ที่รายได้ 2,997 บาท ต่อเดือน แต่ปัจจุบันขยับมาใช้เกณฑ์ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ 3,078 บาทต่อเดือน) และ 82% ของผู้สูงอายุในไทยได้รับเบี้ยผู้สูงอายุอย่างเดียว ไม่มีบำนาญจากรัฐประเภทอื่น ทำให้แม้จะจ่ายทุกคนอย่างครอบคลุมถ้วนหน้า ก็ยังมีผู้สูงอายุกว่า 1.4 ล้านคนอยู่ในภาวะยากจน

หากผู้สูงวัยยังไม่สามารถข้ามพ้นปัญหาปากท้องในแต่ละวันได้ ก็คงยากต่อการมองหาช่องทางพัฒนาศักยภาพของตนเอง รวมพลังเพื่อขับเคลื่อนสังคม หรือกระทั่งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความสุขแก่พวกเขา

สิ่งที่ต้องเริ่มคิดเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ –วันที่สังคมไทยได้กลายเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า- คือการเร่งแก้ไขปัญหาเดิมเรื่องความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กำหนดหรือปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงวัยให้เท่าทันยุคสมัย ไม่ว่าเรื่องบำนาญเลี้ยงชีพ เกณฑ์เกษียณอายุจากการทำงาน นิยามผู้สูงอายุใหม่ ฯลฯ พร้อมๆ กับการสนับสนุนพื้นที่และกลไกดูแลผู้สูงอายุที่มีอยู่ เช่น ศพอส. ให้ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง ส่งเสริมสุขภาพกายใจ ส่งเสริมการมองเห็นคุณค่า ตลอดจนเสริมพลังให้ผู้สูงอายุมีที่ทาง สุ้มเสียง และแสดงตัวตนให้สังคมได้มองเห็นว่าพวกเขายังสามารถทำอะไรได้อีกหลากหลาย

ไม่ใช่ภาระน่าเบื่อหน่ายที่ต้องรอคนรุ่นหลังมาดูแล


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ The101.world

หมายเหตุ : ลงพื้นที่สัมภาษณ์เมื่อเดือนมกราคม 2569

Making SDGs Matter Vital Café การดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงวัย ผู้สูงอายุ ลำปาง ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ สังคมสูงวัย

Update: 2026-07-30
Tags: