classicliterature.it.com

ยุคทองคำ จะไปต่อ หรือพอแค่นี้ - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

“ยุคทองคำ จะไปต่อ หรือพอแค่นี้” โดย คุณตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (TFEX)
และ  คุณ ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหาร และประธานบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ MTS Gold แม่ทองสุก
---

#### ส่วนที่ 1: สถานการณ์อุปสงค์ทองคำโลกและการสะสมทองคำของธนาคารกลาง (Global Gold Demand & Central Bank Accumulation)

ภาพรวมอุปสงค์ทองคำในระดับโลก:
  * ในไตรมาส 2 ปี 2026 (Q2/2026) อุปสงค์ทองคำรวมทั่วโลกทรงตัวอยู่ที่ 1,269 ตัน
  * โครงสร้างอุปสงค์แบ่งเป็น: ทองคำแท่งและเหรียญ 307 ตัน (ทรงตัว YoY), ความต้องการเครื่องประดับ 278 ตัน (ลดลง YoY), ธนาคารกลางซื้อสุทธิ 289ตัน ,การใช้ในภาคเทคโนโลยีและ AI 80 ตัน (เพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY), ขณะที่ Gold ETF มีเงินไหลออกสุทธิ -45 ตัน

บทบาทสำคัญของธนาคารกลาง (Central Banks):
  * ธนาคารกลางทั่วโลกกลายเป็นผู้ซื้อหลัก โดยใน Q2/2026 เข้าซื้อทองคำสุทธิถึง 289 ตัน (เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ) และมียอดซื้อสะสมสุทธิตั้งแต่ต้นปี 2026 ถึง Q3 รวมกว่า 170 ตัน
  * ประเทศที่เข้าซื้อทองคำสะสมมากที่สุดในปี 2026 ได้แก่ โปแลนด์ (+98 ตัน), อุซเบกิสถาน (+50 ตัน) และ จีน (+80 ตัน) ส่วนประเทศที่เป็นผู้ขายสุทธิหลักคือ ตุรกี (-82 ตัน) เนื่องจากปัญหาค่าเงินอ่อนและวิกฤตเศรษฐกิจภายใน และ รัสเซีย (-56 ตัน) เนื่องจากต้องการสภาพคล่องจากแรงกดดันสงครามและมาตรการคว่ำบาตร

แรงจูงใจเบื้องหลังปรากฏการณ์ De-dollarization:
  * วิกฤตความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน) ซึ่งชาติตะวันตกสั่งอายัดสินทรัพย์และเงินสำรองของรัสเซีย สร้างความกังวลให้ธนาคารกลางทั่วโลกต่อความเสี่ยงในการถือครองดอลลาร์สหรัฐและสินทรัพย์ในฝั่งตะวันตก
  * เกิดเทรนด์ Gold Repatriation หรือการดึงทองคำสำรองกลับมาเก็บไว้ในประเทศตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกแทรกแซง
  * ส่งผลให้ปีนี้เป็นปีแรกที่ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำสำรองสูงถึง 27% แซงหน้าการถือครองดอลลาร์สหรัฐ

---

#### ส่วนที่ 2: การปรับยุทธศาสตร์มหาอำนาจและวิกฤตหนี้สิน-เงินดอลลาร์สหรัฐ (Geopolitical Shift & US Debt Issue)

* ยุทธศาสตร์ของจีน: จากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สู่ทองคำ:
  * จีนดำเนินยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง (Strategic Diversification) โดยลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury Bonds) จากระดับสูงสุด 1.1 ทริลเลียนดอลลาร์ ในปี 2013 เหลือเพียง 618 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 14 ปี
  * ในทางกลับกัน จีนได้เพิ่มปริมาณสำรองทองคำอย่างต่อเนื่องจาก 1,000 ตัน ในปี 2010 ขึ้นมาเป็น 2,410 ตัน ในปี 2026 (ซื้อสะสมต่อเนื่องกว่า 20 เดือน) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลก (เช่น ประเด็นความตึงเครียดไต้หวัน)

สภาวะหนี้สาธารณะและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ:
  * หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ (U.S. National Debt) พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 40.10 ทริลเลียนดอลลาร์ (สะสมเพิ่มขึ้นในทุกยุครัฐบาล) สะท้อนโครงสร้างการเงินที่พึ่งพาการก่อหนี้และการพิมพ์เงินที่ไม่จำกัด
  * อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yields) ทรงตัวในระดับสูง (30-Year Yield แตะ 5.638%, 10-Year Yield แตะ 5.291%, 2-Year Yield แตะ 4.887%) กดดันสินทรัพย์เสี่ยงและสะท้อนว่านักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นในการถือครองดอลลาร์

---

#### ส่วนที่ 3: ทิศทางราคาทองคำ สถิติผลตอบแทน และมุมมองสถาบันการเงินโลก (Gold Price Trends & Forecasts)

สถิติลักษณะราคาและผลตอบแทนทองคำไทย:
  * สถิติตลาดทองคำไทยย้อนหลัง 10 ปี (2560–2569) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +14.0% ต่อปี (คิดเป็นผลตอบแทนสะสม +46,500 บาท) โดยปีที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดคือปี 2568 (+53.1%)
  * สถิติชี้ว่าราคาทองคำมักปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงปลายปีต่อช่วงต้นปี โดยเฉพาะเดือน ธันวาคม (เป็นบวก 7 ใน 10 ปี เฉลี่ย +1.77%) และเดือน มกราคม (เป็นบวก 7 ใน 10 ปี เฉลี่ย +3.22%)

การปรับฐานระยะสั้นและมุมมองระยะยาว (Supercycle):
  * แม้ราคาทองคำโลก (Gold Spot) ในช่วงสั้นจะปรับฐานจากจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High ที่ \$5,600) ลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ \$3,900–\$4,300 เนื่องจากแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูง
  * แต่ในระยะยาว (2-3 ปี) ผู้เชี่ยวชาญยังคงมองว่าเป็นวัฏจักร Supercycle ที่ราคามีโอกาสกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมและทำสถิติใหม่ จากปัจจัยพื้นฐานการเป็นเครื่องมือปกป้องมูลค่าเงิน (Purchasing Power) จากเงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของเงินกระดาษ (Currency Debasement)

คาดการณ์ราคาจากสถาบันการเงินชั้นนำ:
  ปี 2026 (New Target): J.P. Morgan ($4,500), Goldman Sachs ($4,650), UBS ($4,600), Citi ($4,800), Deutsche Bank ($4,800), Morgan Stanley ($5,200), Bank of America ($4,360)
  ปี 2027 (Target): เป้าหมายส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ $5,000 ถึง $6,300 ต่อออนซ์ (โดย J.P. Morgan ให้เป้าหมายสูงสุดที่ $6,300)

---

#### ส่วนที่ 4: การศึกสงคราม Gold Hub ในเอเชีย: สิงคโปร์ VS ฮ่องกง (Regional Gold Hub Competition)

การเปลี่ยนบทบาทของภูมิภาคเอเชีย:
  * เอเชียกำลังยกระดับจากการเป็นเพียง "ผู้ซื้อ/ผู้บริโภคทองคำ" มาเป็น "ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานตลาดทองคำ" (Infrastructure Creators) เพื่อดึงดูดสภาพคล่อง การจัดเก็บ การชำระราคา (Clearing & Settlement) และการกำหนดราคา (Price Discovery) มาไว้ในภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดลอนดอนหรือยุโรป

สิงคโปร์ (Singapore Gold Hub):
  * ชูนโยบายสิทธิประโยชน์ภาษี ยกเว้นภาษี GST สำหรับโลหะมีค่าเพื่อการลงทุน (Investment Precious Metals)
  * สร้างระบบนิเวศโรงกลั่นทอง (Gold Refinery Ecosystem) ผ่านมาตรการภาษี ARCS
  * จัดตั้งคลังจัดเก็บทองคำมาตรฐานสถาบัน (Vault & Secure Storage) ระบบโลจิสติกส์การขนส่งทองคำระดับโลก และพัฒนาเป็นศูนย์กลางการบริหารความมั่งคั่ง (Business & Wealth Management Hub)

ฮ่องกง (Hong Kong Gold Hub):
  * ใช้จุดแข็งการเชื่อมโยงกับจีน (China Connection) และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน
  * ขยายความจุคลังจัดเก็บทองคำสู่มากกว่า 2,000 ตัน
  * พัฒนาระบบกลางสำหรับการชำระราคาและส่งมอบ (Central Clearing & Settlement) เชื่อมต่อกับตลาด Shanghai Gold Exchange หนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Gold ETF, Futures และระบบนิเวศทองคำที่อ้างอิงเงินหยวน (RMB Ecosystem)

---

#### ส่วนที่ 5: ศักยภาพและยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการค้าทองคำภูมิภาค (Thailand Regional Gold Hub)

ฐานความแข็งแกร่งเดิมของไทย:
  * ประเทศไทยมีปริมาณความต้องการทองคำต่อหัว (Per Capita) สูงติดอันดับ Top 3 ของโลก (รองจากจีนและอินเดีย) และเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน (ถือครองทองคำสำรองรวมราว 234.52 ตัน)
  * ตลาดทองคำแท่ง (Physical Gold) ร้านทอง และเครือข่ายรายย่อยมีความเข้มแข็งและเข้าถึงทุกชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังทางการเงินที่ช่วยกู้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศมาหลายยุคสมัย
  * ตลาดอนุพันธ์ทองคำในไทย (TFEX Gold Futures) มีความซับซ้อนและมีวอลุ่มการซื้อขายสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย เหนือกว่าสิงคโปร์ในแง่ของปริมาณการเทรดของนักลงทุนรายย่อย

องค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ Thailand Gold Hub:
  1. International Gold Flow: การนำเข้า-ส่งออกทองคำเชื่อมต่อกับตลาดโลก
  2. Institutional Liquidity: สภาพคล่องจากธนาคาร ผู้ค้า และ Market Maker
  3. Vault & Custody: โครงสร้างพื้นฐานรับฝากและส่งมอบทองคำที่มีมาตรฐาน
  4. Clearing & Settlement: ระบบชำระราคาและส่งมอบที่มีประสิทธิภาพ
  5. Local Price Discovery: ยกระดับบทบาทจากผู้รับราคา (Price Taker) สู่ผู้ร่วมกำหนดราคา (Price Participant)

ประโยชน์และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์:
  * การพัฒนาเป็น Gold Hub จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ ดึงดูดเงินลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มตลอด Supply Chain (โรงกลั่น โลจิสติกส์ ประกันภัย การเงิน) และเพิ่มรายได้ภาษีภาครัฐ
  * ข้อเสนอแนะ: ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล (ธปท., ก.ล.ต., ปปง.) ควรปรับเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งรับ/เน้นการควบคุมปราบปรามความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว มาเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเสียเปรียบหรือสูญเสียเค้กเศรษฐกิจให้แก่สิงคโปร์และฮ่องกงในอนาคต

---

#### ส่วนที่ 6: นวัตกรรมการลงทุน กลยุทธ์บริหารความเสี่ยง และข้อควรระวัง (Investment Innovation & Risk Management)

นวัตกรรมทางการเงินและผลิตภัณฑ์ใหม่:
  * Digital gold Trading: การซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (เช่น เป๋าตัง, K+) ช่วยให้การซื้อขายทองคำอ้างอิงสกุลเงินบาทและดอลลาร์สะดวกรวดเร็ว
  * Mini Gold Futures (TFEX): สัญญาซื้อขายล่วงหน้าขนาดเล็ก (เท่ากับทองคำ 2 บาท) ใช้เงินมัดจำเพียงประมาณ 10-15% (ราว 15,000 บาท) เพิ่มโอกาสให้นักลงทุนใช้บริหารความเสี่ยงและเพิ่มอัตราผลตอบแทน (Leverage) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  * RWA Tokenization (Tokenized Gold): การแปลงทองคำเป็นโทเคนดิจิทัล เพื่อย่อยหน่วยลงทุนให้ขนาดเล็กลง เพิ่มความสะดวกในการชำระราคาและเข้าถึงสินทรัพย์
  * การขยายเวลาทำการและสินค้าใหม่: TFEX เตรียมขยายเวลาเทรดครอบคลุมช่วงเช้า (เริ่ม 08:00 น.) และเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง Bitcoin Futures สำหรับนักลงทุนรายย่อยในอนาคต

กลยุทธ์การจัดสรรพอร์ต (Asset Allocation):
  * แนะนำให้มีทองคำในพอร์ตการลงทุนประมาณ 10-15% เพื่อกระจายความเสี่ยง
  * ผสมผสานการถือครองทองคำจริง (Physical Gold) สำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อเป็น Store of Wealth และใช้ Paper Gold / Futures ในการบริหารความเสี่ยงหรือทำกำไรในระยะสั้นได้ทั้งช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง

* ปัจจัยเสี่ยงและข้อควรระวัง:
  * อัตราแลกเปลี่ยน (USD/THB): ความผันผวนของค่าเงินบาทมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ
  * ภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพ (Scammers): ระมัดระวังการหลอกลวงลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย (เช่น การสร้างเพจปลอม, การหลอกใ QR Code ร้านทองในการฟอกเงิน) โดยเน้นย้ำว่าควรลงทุนผ่านผู้ประกอบการและสถาบันการเงินที่ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างถูกต้องเท่านั้น

---

Update: 2026-10-11
Tags: