classicliterature.it.com

อนาคตของนักสู้แก่ ๆ (ที่กำลังหมดไฟและหมดแรง)/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร - Thai Value Investor การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุน VI หุ้นวีไอ Webboard

ประเด็นทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มพูดกันมากขึ้นในประเทศไทยก็คือ  การที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มเติบโตต่ำเรื้อรัง  ในขณะที่เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินเป็นเวลานาน  เกิดภาวะเงินฝืดคนไม่จับจ่ายใช้สอย  เหตุเกิดจากปัญหาโครงสร้างประชากรแก่ตัวลงเป็นสังคมสูงวัยและมีหนี้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นยาวนานมาหลายทศวรรษแล้ว  และนักวิชาการเรียกอาการของเศรษฐกิจแบบนี้ว่า “Japanification”

ถ้าประเทศไทยไม่ทำอะไรหรือก็ทำเหมือนเดิมอย่างที่ทำมาหลายสิบปี  เราก็คงติดอยู่กับ  “Middle Income Trap” หรือติดหล่มอยู่ในกลุ่มประเทศ “ชนชั้นกลาง” ไปอีกหลายทศวรรษอย่างที่เราเป็นมาแล้วหลายทศวรรษ  เราคงไม่มีโอกาสที่จะเป็นประเทศ “รายได้สูง” ตลอดกาล  เพราะเศรษฐกิจของเราคงจะโตต่ำมากต่อไป  หรืออาจจะลดลงด้วยซ้ำเมื่อเราแก่ตัวลง  ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงไปเรื่อย ๆ

แต่ถ้าเราเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เป็นการ  “ปฏิรูป” หรือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้สามารถ “แข่งขันได้” กับคนอื่นทั่วโลก  ภายในเวลา 10-20 ปี  เราอาจจะสามารถก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง” เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะสามารถปรับตัวขึ้นจากประมาณไม่เกิน 2% ต่อปี  เป็น  4-5% ต่อปี  คล้าย ๆ ประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ยังสามารถเติบโตได้ในระดับนี้

วิธีการที่ “นักคิด” ทั้งหลายเสนอ  หลัก ๆ  ก็คือ  1) พัฒนาหรือปรับปรุงเรื่องการศึกษาและทักษะของคนไทยให้เก่งขึ้นโดยเฉพาะให้เรียนวิชาด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น

2) เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจโดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น  ถนนหนทาง  ไฟฟ้า  ระบบข้อมูลข่าวสาร  AI  และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการปรับปรุงระบบการทำงานของราชการรวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ  ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภาคธุรกิจ

3) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูง เช่น  รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งหลายรวมถึงศูนย์ข้อมูลทางธุรกิจที่จะมารองรับการทำงานของธุรกิจสมัยใหม่

4) ต้องปฏิรูประบบภาษีและการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อเตรียมการสำรับอนาคตที่ค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการประชาชนจะมากขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะคนแก่ตัวลงและเลิกทำงานมากขึ้น  ในขณะที่คนเกิดใหม่ที่จะทำงานและจ่ายภาษีน้อยลง

5) ต้องเพิ่มจำนวนคนโดยการส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น

ทั้งหมดนั้น  ผมพิจารณาดูแล้วก็รู้สึกว่า  “ไม่มีอะไรใหม่” ว่าที่จริงถ้าไปถามคนที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการบริหารเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะข้าราชการและนักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่ง  พวกเขาจะบอกว่า  ทำอยู่แล้ว  ทำมานานแล้ว  และจะทำต่อไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ  สิ่งที่ทำนั้นอาจจะน้อยจนมองแทบไม่เห็น  หรือถึงจะมากก็ไม่ได้เกิดผลอย่างที่ต้องการหรือเพียงพอ  เอาง่าย ๆ  อย่างเรื่องของการศึกษานั้น  นักเรียนระดับประถมศึกษาและส่วนใหญ่ของมัธยมศึกษาของรัฐ  ผมเชื่อว่ายังไปโรงเรียนและได้รับการศึกษาหรือการสอนในหลักสูตรแบบเดิม  วิธีการแบบเดิม  มีความคิดแบบเดิม  เช่น  ความคิดที่ว่า “ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ” นักเรียนไม่ต้องถามหรือคิดเอง  เป็นต้น  หรือภาษาอังกฤษที่สำคัญมากในยุคสมัยนี้  เราก็ยังสอนแบบเดิมและโดยครูคนเดิมที่ทำให้ภาษาอังกฤษของคนไทยอ่อนมากเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ

สิ่งที่ต้องทำอีก 4 ข้อนั้น  ผมดูแล้วก็คล้าย ๆ  กันนั่นก็คือ  เราก็จะบอกว่าทำแล้ว  เช่น ปรับปรุงกฎหมายที่ “ล้าสมัย” และเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่  แต่ผลล่ะ  ลดไปกี่ฉบับแล้ว?  ประเด็นก็คือ  เรามีแต่หลักการกว้าง ๆ  แต่ไม่มีเป้าหมายที่วัดได้  เช่น  เราจะลดจำนวนโรงเรียนของรัฐลง  แต่ไม่บอกว่าจะลดกี่โรงในเวลากี่ปีและจะแก้ปัญหาให้นักเรียนของโรงเรียนที่จะต้องถูกปิดอย่างไร  เป็นต้น

โครงสร้างการปกครองบางอย่างที่เป็นอุปสรรคแต่อาจจะแก้ไม่ได้หรือแก้แล้วก็กระทบกับคนโดยเฉพาะที่มีอำนาจหรือมีปากเสียงดังก็จะถูกละเลย  ตัวอย่างเช่น  การลดคนในระบบราชการลงหรือลดจำนวนจังหวัด  กระทรวงทบวงกรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพนั้น  ผมยังไม่เห็นว่าจะทำได้เลย  จริง ๆ แล้วเรายังเพิ่มหน่วยงานเหล่านั้นด้วยซ้ำพร้อม ๆ  กับกำลังคนที่ต้องเพิ่มตาม  ทั้ง ๆ  ที่มีการศึกษาว่าข้าราชการและพนักงานที่จ้างโดยรัฐนั้น  มีมากเกินไป

เรื่องของการใช้จ่ายเงินและการเก็บภาษีของรัฐบาลก็เช่นกัน  เราก็มักจะมองว่าจะหาเงินเพิ่มจากภาษีได้อย่างไรมากน้อยแค่ไหน  แต่เราแทบไม่สนใจว่าจะลดรายจ่ายได้อย่างไร  โดยเฉพาะที่ทำแล้วลดได้มากมาย  เช่น  ลดคนงานของรัฐโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล  เป็นต้น

ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  การที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อให้ไทยก้าวหน้าต่อไปจนเป็นประเทศพัฒนาแล้วคิดจากรายได้ต่อหัว  เราต้องคิดใหม่  และคิดอย่างมีเป้าหมายที่วัดได้ชัดเจน  และต้องมี “คนทำ” ที่รับผิดชอบทำให้ได้  ตาม “สัญญาประชาคม” ที่ให้ไว้กับสาธารณะชน  มิฉะนั้น  เราก็จะมีแต่ “แผน” ที่อยู่ในกระดาษเอาไว้ประชาสัมพันธ์ไปเรื่อย ๆ  และไทยจะไม่สามารถออกจากหล่มทางเศรษฐกิจที่กำลังติดอยู่มานานแล้ว

พูดถึงเรื่องนี้  ผมเองก็กลับมาย้อนดูตัวเอง  ในฐานะที่เชื่อในความคิดที่ว่า  “ประเทศก็เหมือนคน” เพียงแต่เป็นคนจำนวนมากมารวมกัน  ความสามารถ  นิสัย  ความมั่งคั่ง  ความสำเร็จ  ของประเทศ  ก็คือ  “ค่าเฉลี่ย” ของคนทั้งประเทศที่เราจะนำมาใช้เปรียบเทียบได้กับคนอื่นและประเทศอื่นได้

ตัวอย่างเช่น  เรื่องของการศึกษาที่เน้นว่าเราต้องปรับปรุงให้นักเรียนเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะสามารถแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีและการคิดสร้างสรรค์กับประเทศอื่น  ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าคนไทยหรือเด็กไทย  สามารถถูกสอนให้ทำเรื่องเหล่านี้ได้เท่ากับจีนหรือเวียตนามเหรอ?

ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองนั้น  ผมเคยเป็นเหมือนประเทศไทยในวันนี้  พูดสั้น ๆ  ตั้งแต่วันที่ผมเริ่มทำงานอายุ 22 ปี  เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องมาจนถึงปี 2536-37  และช่วงเวลาเดียวกันนั้นผมก็เติบโตขึ้นเรื่อยในแง่เม็ดเงินเก็บและรายได้รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน

ผมใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาทำมาหากินและก็พยายามพัฒนาปรับปรุงมาเรื่อย ๆ  แต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรือใหญ่โต  ทุกอย่าง OK และผมมีความสุขตามอัตภาพ  คือ คนชั้น  “กลาง ๆ ค่อนข้างดี”  เทียบกับคนอื่น  ซึ่งนี่ก็คือประเทศไทยเทียบกับโลก  เรากลายเป็นประเทศรายได้ “ชั้นกลางค่อนไปทางสูง”

จากปี 2537 ไปถึง 2540 ทุกอย่างก็แย่ลง  ธุรกิจของบริษัทแย่ลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย  รายได้และงานของผมเริ่มตกต่ำลงและหนักที่สุดตอนปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติประเทศไทย  ผมเริ่มเข้าสู่สถานการณ์  “วิกฤติวัยกลางคน” หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้า  ความรู้ไม่ทันคนรุ่นใหม่  รายได้ค่อนข้างแน่นิ่ง  จะศึกษาและปรับตัวเองอย่างไรก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ  อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากอายุที่ขึ้นมาถึง 44 ปีแล้ว  และด้วยศักยภาพบางอย่างที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก  เช่น ภาษาอังกฤษที่แย่มาก  ผมไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะออกจากหล่มนี้

เช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อประมาณกว่า 10 ปีมาแล้วที่เริ่มเข้าสู่  “Middle Income Trap” การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงอย่างรวดเร็ว  ความก้าวหน้าของประเทศหยุดนิ่ง  ตามไม่ทันกับคู่แข่งรุ่นใหม่อย่างเวียตนาม  และอีกหลายประเทศที่เริ่มเข้ามาแข่งขัน  ในยามนั้นจะปรับตัวอย่างไรก็ดูเหมือนจะทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำอานิสงค์จากระบบการเมืองที่ไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มาก  และส่วนหนึ่งจากโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว  นับถึงวันนี้ที่อายุเฉลี่ยของคนไทยก็ 42 ปีเข้าไปแล้ว  เราจะทำอย่างไรที่จะหลุดจากหล่มนี้?

ในส่วนตัวผมเองนั้น  ในวันที่อายุ 44 ปีและกำลังเผชิญกับอาการ  “หมดไฟและหมดแรง” เนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และมีรายได้และความมั่งคั่งระดับ  “ชนชั้นกลางระดับสูง”   ที่กำลัง  “ติดหล่ม” ผมก็เริ่ม “หาทางออก” แต่ผมเองแทบจะไม่ได้คิดถึง  การศึกษาหรือ  “โครงสร้างพื้นฐาน” ของตัวเองที่จะต้องแก้ไขแบบ “ปฏิรูป”  ผมรู้ว่าด้วยอายุ 44 ปี และจิตวิทยาที่ถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก  ผมคงเปลี่ยนไม่ได้  ดังนั้น  ผมจึงเปลี่ยนจาก  “นักสู้”  เป็น “นักเลือก” เลิกทำแบบเดิมที่เป็นลูกจ้าง  มาเป็น “นักลงทุนเต็มตัว” จนถึงวันนี้  ผมกลายเป็นคน “รายได้สูง” ไปแล้ว เพราะผมเลือกถูก  การลงทุนเป็นสิ่งที่ผมได้เปรียบโดยเฉพาะในช่วงนั้น

สำหรับประเทศไทย  ความคิดก็คือ  การจะออกจากหล่มที่ติดอยู่นั้น  ถ้าจะเน้นทำแต่ 5 ข้อที่กล่าวถึงนั้น  คงไม่ใช่เรื่องง่าย  อานิสงค์ส่วนหนึ่งก็คือ  คนไทยแก่ตัวลงมาก  การปรับตัวระดับปฏิรูปที่พูดถึงนั้นคงทำยากมากและผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจจะไม่เพียงพอ

ข้อเสนอของผมก็คือ  ประเทศไทยคงต้องหาธุรกิจ “แชมเปียน” ใหม่ที่มีขนาดใหญ่พอและคนไทยมีความสามารถและความได้เปรียบที่จะเอาชนะคู่แข่งได้  แล้วทำมันอย่างทุ่มเทเต็มร้อยเหมือนอย่างที่ผมเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็น VI เต็มตัวในปี 2540  และหนึ่งในนั้นก็คือ  การเป็นศูนย์กลางซึ่งรวมถึงเป็นที่อยู่ของการที่จะให้บริการทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Longevity” หรือการมีและใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขของคนทั้งโลก

แน่นอนว่าสิ่งอื่น ๆ  ที่กล่าวถึงใน 5 ข้อนั้นก็อาจะต้องเปลี่ยนไปบ้างเช่นเรื่องของกฎหมายหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะต้อนรับคนที่จะเข้ามาอยู่ยาวหรือเกษียณ  เป็นต้น

เราอาจจะยังมีผลิตภัณฑ์หรือบริการแชมเปียนอื่น ๆ  ไทยจะเข้าไปทำขายแข่งกับคนอื่นทั่วโลกด้วย   แต่นั่นอาจจะไม่รวมถึงการทำธุรกิจ ไฮเท็คที่เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้แม้เราจะพยายามเต็มที่  และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องเลือก  อย่าสู้ไปทุกอย่าง  เราจะไม่ชนะซักอย่างเลย

อีกอย่างหนึ่งที่เราอาจจะพอทำได้ก็คือ  การเพิ่มคนและอาจจะช่วยลดอายุคนโดยการเปิดรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติดีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแบบถาวร  เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่  “น่าอยู่” เทียบกับคู่แข่ง  ว่าที่จริง  ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเติบโตเร็วมากก็คือช่วงที่คนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และนี่ก็คือกลยุทธที่อเมริกาใช้มานานและสิงคโปร์เริ่มใช้ที่ไทยเราก็น่าจะทำได้

Update: 2026-09-12
Tags: