UNDP ห่วงคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคนตกงาน เตือนไทยเร่งสร้างทักษะ AI
นีฟ คอลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ระหว่างการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 โดยแสดงความกังวลต่ออนาคตการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ หลังผลการประเมินชี้ว่า โลกอาจมีตำแหน่งงานรองรับคนหนุ่มสาว 1.2 พันล้านคน ไม่พอในช่วงหลายปีข้างหน้า เสี่ยงทำให้คนรุ่นใหม่เผชิญปัญหาการว่างงาน และมีคุณภาพชีวิตแย่กว่าคนรุ่นพ่อแม่
- เตือนคนรุ่นใหม่เสี่ยงมีคุณภาพชีวิตแย่กว่าพ่อแม่
- UNDP จับมือธนาคารโลก เร่งสร้างงานในประเทศเปราะบาง
- UNDP เตือนความยากจนทั่วโลกกลับมาเพิ่มขึ้น
- แนะไทยอย่าเป็นแค่ผู้ใช้ AI ต้องร่วมออกแบบเทคโนโลยี
นอกจากนี้ UNDP ยังเตือนว่า ปัญหาความยากจนทั่วโลกกำลังกลับมารุนแรงขึ้นจากวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งผลกระทบจากโควิด-19 สงคราม และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและสถาบันการเงินระหว่างประเทศเร่งลงทุนสร้างงาน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและพื้นที่เปราะบาง
สำหรับประเทศไทย คอลิเออร์-สมิธมองว่า การลงทุนพัฒนาทักษะของประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมแนะนำให้คนรุ่นใหม่ก้าวจากการเป็นผู้ใช้งาน AI ไปสู่การมีส่วนร่วมออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างธุรกิจและอาชีพใหม่ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทย
เตือนคนรุ่นใหม่เสี่ยงมีคุณภาพชีวิตแย่กว่าพ่อแม่
คอลิเออร์-สมิธระบุว่า หนึ่งในความกังวลสำคัญของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน คือ ความไม่แน่นอนว่า พวกเขาจะสามารถสร้างชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้เหมือนคนรุ่นก่อนหรือไม่ โดยมีความเสี่ยงที่คนรุ่นนี้อาจกลายเป็นคนรุ่นแรกที่มีฐานะความเป็นอยู่แย่กว่าพ่อแม่
อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่า ความกังวลดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุปว่า อนาคตจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศยังสามารถออกแบบนโยบายเพื่อป้องกันปัญหาได้
คอลิเออร์-สมิธอ้างอิงถึงการประเมินของ IMF และ World Bank ว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ประมาณ 1.2 พันล้านคนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ตำแหน่งงานที่คาดว่า จะรองรับได้อยู่ที่ประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง สะท้อนช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความต้องการทำงานกับโอกาสในการจ้างงาน
คอลิเออร์-สมิธ จึงกังวลว่า หากโลกไม่เร่งรับมือ ปัญหาดังกล่าวอาจทำให้ความเชื่อที่สังคมปลูกฝังมาหลายชั่วอายุคนว่า การตั้งใจเรียน เข้ามหาวิทยาลัย และได้รับปริญญาจะนำไปสู่การมีงานทำ เริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
UNDP จับมือธนาคารโลก เร่งสร้างงานในประเทศเปราะบาง
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา คอลิเออร์-สมิธมองว่า อุปสรรคสำคัญของการสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนาและพื้นที่เปราะบางคือความเสี่ยงจากวิกฤตและการขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะประเทศที่เผชิญสงครามหรือความไม่มั่นคงทางการเมือง ซึ่งนักลงทุนกังวลถึงความไม่แน่นอนของกฎระเบียบและสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้เงินทุนไม่ไหลเข้าไปยังพื้นที่ที่มีความจำเป็นต้องสร้างงานมากที่สุด
UNDP จึงพยายามลดความเสี่ยงในการลงทุน ผ่านการทำงานร่วมกับรัฐบาล ธนาคารท้องถิ่น และกองทุนพัฒนาเงินทุนแห่งสหประชาชาติ (UNCDF) เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยหนึ่งในแนวทาง คือ การใช้กลไกค้ำประกันความเสียหายส่วนแรกจากการลงทุน เพื่อช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
คอลิเออร์-สมิธยกตัวอย่างว่า การสร้างงานในประเทศเปราะบางอาจเริ่มต้นจากเงินลงทุนเพียง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ แทนที่จะต้องพึ่งพาโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
เธอยังยกตัวอย่างการดำเนินงานของ UNDP ในอัฟกานิสถาน ซึ่งได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการประมาณ 80,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หลายกิจการสามารถจ้างแรงงานเพิ่มเติมได้สูงสุด 10 คน รวมถึงประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายการสร้างงานผ่านโครงการ Jobs for Prosperity ของ UNDP ขณะที่องค์กรยังได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อทดลองรูปแบบการทำงานร่วมกันใน 5 ประเทศ โดยประเทศที่กล่าวถึง ได้แก่ เนปาล เยเมน เฮติ และเลบานอน
ความร่วมมือนี้มุ่งเชื่อมศักยภาพด้านเงินทุนของธนาคารโลกและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา เข้ากับเครือข่ายการทำงานระดับชุมชนของ UNDP เพื่อให้การลงทุนสามารถสร้างงานและเข้าถึงผู้คนในพื้นที่ได้จริง
UNDP เตือนความยากจนทั่วโลกกลับมาเพิ่มขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นที่คอลิเออร์-สมิธแสดงความกังวล คือ สถานการณ์ความยากจนทั่วโลก โดยระบุว่า รายงานดัชนีความยากจนหลายมิติ (Multidimensional Poverty Index) ฉบับล่าสุดพบว่า จำนวนประชากรที่เผชิญความยากจนหลายมิติกำลังเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 10 ปี
เธออธิบายว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งบางครอบครัวยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ ตลอดจนผลกระทบของสงครามและความขัดแย้งที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน
คอลิเออร์-สมิธยังยกตัวอย่างผลการวิเคราะห์ผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งพบว่า ภายในเวลาเพียง 5 สัปดาห์ของความขัดแย้ง มีประชาชนประมาณ 3.6 ล้านคนเสี่ยงสูญเสียงาน โดยตัวเลขดังกล่าวเทียบเท่ากับจำนวนตำแหน่งงานที่สร้างขึ้นในปีก่อนหน้าในพื้นที่ที่ศึกษา
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งสามารถทำลายความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ใช้เวลาสร้างมานานได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น การรับมือปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐบาล สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในมนุษย์และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป
แนะไทยอย่าเป็นแค่ผู้ใช้ AI ต้องร่วมออกแบบเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทย คอลิเออร์-สมิธมองว่า ไทยมีความตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างงานและเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว
เธอยังกล่าวถึงความร่วมมือของ UNDP กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และพันธมิตรในประเทศไทย เพื่อพัฒนาแนวทางฝึกอบรมและเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต โดยมุ่งทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยนโยบาย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากประเทศต่างๆ และออกแบบทักษะที่ตลาดแรงงานไทยต้องการ
ความร่วมมือที่ผู้แทน UNDP เน้นย้ำ คือ ประเด็นด้าน AI เนื่องจากกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานทั่วโลก โดยคอลิเออร์-สมิธมองว่า การเตรียมพร้อมของเยาวชนไทยควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการออกแบบและพัฒนา AI ด้วย
หนึ่งในตัวอย่างที่เธอเสนอ คือ การพัฒนาโมเดล AI ภาษาไทย เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถเข้าใจบริบททางภาษาและตอบสนองความต้องการของประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น แทนการพึ่งพาโมเดลที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
เธอย้ำว่า หากเยาวชนและนักพัฒนาไทยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบเทคโนโลยี ก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดผู้ประกอบการและธุรกิจรูปแบบใหม่ในอนาคต ขณะที่ระบบการศึกษาไทยควรส่งเสริมให้นักเรียนและนักศึกษาใช้ AI เพื่อคิดค้นนวัตกรรมและสร้างอาชีพแห่งอนาคต โดยบูรณาการทักษะดังกล่าวเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ตลอดจนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
อนึ่ง คอลิเออร์-สมิธย้ำว่า AI จะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของโลกอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับระบบการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในอนาคต
ABOUT THE PHOTOGRAPHER
นราสิทธิ์ เกษาประสิทธิ์
Production admin ประจำ THE STANDARD