U.S. Midterm Election 2026 : จุดเปลี่ยนทางการเมือง หรือเพียงความผันผวนระยะสั้นของตลาด?
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองเนื่องจากผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดดุลอำนาจในสภาคองเกรส และอาจส่งผลต่อความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายในช่วงครึ่งหลังของวาระประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ‘พรรคใดจะชนะ’ แต่คือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อตลาดอย่างไร และหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ปัจจัยใดจะกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุน
จากการศึกษาของ Goldman Sachs พบว่า ในอดีตช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมมักมาพร้อมกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ (Economic Policy Uncertainty) และความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง ขณะที่นักลงทุนมีแนวโน้มลดความต้องการถือครองหุ้นสหรัฐฯ ก่อนกลับมาเพิ่มการลงทุนเมื่อความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งเริ่มคลี่คลาย พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนผ่านผลตอบแทนของตลาดหุ้นในอดีต โดยจากการเลือกตั้งกลางเทอม 13 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1974 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ประมาณ 0% ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมจนถึงวันเลือกตั้ง ก่อนที่ผลตอบแทนจะปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 6% ในช่วง 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง สะท้อนว่าความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น ขณะที่การคลี่คลายของความไม่แน่นอนหลังทราบผลการเลือกตั้งอาจเปิดโอกาสให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น
ในอดีต ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วง ‘รัฐบาลต่างขั้ว’ ที่ฝ่ายบริหารและสภาคองเกรสมาจากคนละพรรค เนื่องจากลดโอกาสการออกกฎหมายที่กระทบภาคธุรกิจอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี สถิติในอดีตอาจนำมาตัดสินการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากความผันผวนของตลาดในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากกระบวนการนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกติดกับปัจจัยมหภาคที่ซับซ้อน เช่น เงินเฟ้อ, ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนนโยบายสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภา คองเกรสจึงไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนทิศทางตลาดหุ้นในทันที
ในระยะสั้น สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญจึงอาจเป็น ‘ความผันผวน’ มากกว่า ‘ผลการเลือกตั้ง’ โดยปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นในดัชนี S&P 500 อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกดความผันผวนในระดับดัชนี อย่างไรก็ตาม เมื่อฤดูกาลประกาศผลประกอบการผ่านพ้นไป และความสนใจของตลาดกลับมายังปัจจัยมหภาคมากขึ้น ความผันผวนของตลาดในระดับดัชนีจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง เนื่องจากข้อมูลในอดีตสะท้อนว่าตลาดหุ้นมักเผชิญแรงกดดันเมื่อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากตลาดหุ้นปรับตัวลงในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง นักลงทุนควรพิจารณาที่มาของความผันผวนประกอบกัน ทั้งปัจจัยการเมือง เงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย มากกว่าตีความว่าการปรับตัวลงทั้งหมดเกิดจากความกังวลต่อผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
ในเชิงกลยุทธ์การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 อาจควรถูกมองเป็นปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากข้อมูลในอดีตยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างผลการเลือกตั้งกับผลตอบแทนของตลาดในระยะต่อมา ดังนั้น การปรับพอร์ตลงทุนจากการคาดการณ์ว่าพรรคใดจะเป็นผู้ชนะอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม นักลงทุนควรใช้ช่วงก่อนการเลือกตั้งในการประเมินปัจจัยพื้นฐานและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาว หากตลาดปรับฐานจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมการลงทุน ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจควบคู่กัน เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มักมีอิทธิพลต่อแนวโน้มตลาดในระยะยาวมากกว่าผลการเลือกตั้งเอง
ท้ายที่สุด การเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นเพียง ปัจจัยรบกวนตลาดในระยะสั้น แต่สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียง ‘ใครจะชนะการเลือกตั้ง?’ แต่คือ ‘ความผันผวนที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานของการลงทุนหรือไม่?’ หากคำตอบคือยังไม่เปลี่ยนแปลง การอ่อนตัวของตลาดจากความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งอาจกลายเป็นโอกาสในการทยอยลงทุน เพื่อสร้างโอกาสต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเมื่อวันเลือกตั้งผ่านพ้นไปและความไม่แน่นอนลดลง ทิศทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการ เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย จะกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญอีกครั้ง
ภาพ: bella1105 / Shutterstock
ABOUT THE AUTHOR
ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด