‘จีน’ เผชิญ Two-track Economy

ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของจีนไตรมาส 2/69 ที่ขยายตัวเพียง 4.3% กำลังกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่ทั่วโลกไม่อาจมองข้าม เพราะนี่คือครั้งแรกนับตั้งแต่ยุควิกฤตโควิด-19 ที่ตัวเลขเศรษฐกิจของพญามังกร พลาดเป้าหมายที่รัฐบาลวางกรอบไว้ 4.5-5% ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติลดลงชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนชัดเจนของสภาวะ ที่เรียกกันว่า “เศรษฐกิจสองความเร็ว” (Two-track Economy) ซึ่งเครื่องยนต์หลัก 2 ข้างของประเทศ กำลังทำงานสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
เครื่องยนต์ฝั่งแรก ที่กำลังชะลอตัวอย่างน่าใจหาย คือ “อุปสงค์ภายในประเทศ” ที่เคยเป็นความหวังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ปัญหาเรื้อรังในภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้การลงทุนในภาคส่วนนี้หดตัวรุนแรงถึง 18% ซ้ำเติมด้วยตลาดแรงงานที่ยังคงเปราะบาง ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวจีน เลือกที่จะเก็บออมมากกว่าการนำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอย แม้รัฐบาลปักกิ่งพยายามเข็นแผนระยะ 5 ปี เพื่อกระตุ้นยอดค้าปลีกให้เติบโต แต่ความเป็นจริง ยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายน กลับเติบโตเพียง 1% สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของประชาชน ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้
ในทางตรงกันข้าม..เครื่องยนต์ฝั่ง “การส่งออกและเทคโนโลยีขั้นสูง” กลับเร่งเครื่องอย่างร้อนแรง จนน่าประหลาดใจ การส่งออกไตรมาส 2/69 เพิ่มขึ้นถึง 27% โดยมีสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ชิปประมวลผล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหัวหอกสำคัญ
นอกจากนี้วิกฤตพลังงานโลกจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลายเป็นปัจจัยเร่งให้ทั่วโลกหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาด ส่งผลให้จีนสามารถส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ทะลุ 1 ล้านคันต่อเดือนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดีการพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ถือเป็นความเสี่ยงที่อันตรายอย่างยิ่ง การเกินดุลการค้าสูงกำลังสร้างแรงเสียดทานทางการค้ารอบใหม่กับสหภาพยุโรปและพันธมิตรตะวันตก ที่เริ่มออกมาตรการกีดกัน เนื่องจากมองว่าจีนกำลังส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมล้นตลาด (Overcapacity)
ขณะเดียวกันต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบโลก แม้จะช่วยให้จีนหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดที่ยาวนานมาได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันกลายเป็นภาระต้นทุนการผลิตหนักอึ้งของภาคธุรกิจเช่นกัน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังคงมองเห็นศักยภาพระยะสั้น โดยได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของจีนปีนี้ขึ้นเป็น 4.6% จากความแข็งแกร่งของภาคไฮเทค สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ว่า การที่ทางการจีน ยอมเปิดเผยตัวเลข GDP ที่ต่ำกว่าเป้าหมายตามความเป็นจริงครั้งนี้ ไม่ใช่สัญญาณของความล่มสลาย แต่เป็นสัญญาณว่า รัฐบาลปักกิ่งพร้อมยอมรับความจริง เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนนโยบายและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตรงจุด มากกว่าการใช้วิธีการอัดฉีดเงินขนานใหญ่ดังเช่นที่ผ่านมา..
กรณีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าจีนไม่อาจเติบโตอย่างยั่งยืนได้ หากยังปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเทคโนโลยีทันสมัยกับภาคการบริโภคของประชาชนที่ซบเซา ความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลจีน นับจากนี้จึงไม่ใช่การเร่งผลิตชิปหรือส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าให้มากที่สุด แต่คือการหาวิธีเปลี่ยนความมั่งคั่งจากห้องแล็บไฮเทคและโรงงานอุตสาหกรรม ให้กลายมาเป็นเงินในกระเป๋าของประชาชน เพื่อปลุกเครื่องยนต์การบริโภคภายในประเทศ ให้กลับมาทำงานสอดประสานกันอีกครั้ง…
Back to top button