นายกฯ พบธุรกิจสหรัฐฯ ดึงลงทุนไทย ชูศูนย์กลางอาเซียน ตั้งเป้าติด Top 20 ประเทศแข่งขันสูงสุดโลก
วานนี้ (24 กันยายน) เวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ที่โรงแรม Four Seasons นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce) จัดงานนำนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาเข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือถึงโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต และสร้างโอกาสให้กับคนไทยไปด้วยกัน
สำหรับนักธุรกิจที่มาร่วมงาน หลายรายมีแผนจะเดินทางเข้าร่วมการประชุม World Bank-IMF ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในเดือนหน้านี้ด้วย
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศและการแข่งขัน รวมถึงการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า โดยระบุว่าประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน การมาลงทุนหรือค้าขายในไทยจึงไม่ได้หมายถึงการค้าขายกับคนเพียง 70 ล้านคน แต่เป็นประตูสู่ตลาดที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคนในอาเซียน
ในด้านการค้า ประเทศไทยได้เดินหน้าทำข้อตกลงทางการค้ากับหลายประเทศและหลายเขตเศรษฐกิจ รวมถึงสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้กำลังสรุปเงื่อนไขการเจรจาในช่วงสุดท้ายแล้ว
ประเทศไทยได้ปรับปรุงแก้ไขระบบ Thailand Fast Pass เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการทำธุรกิจลง โดยในช่วงครึ่งปีแรก ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่าประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายกรัฐมนตรียังตั้งเป้าหมายภายในปี 2030 ให้ไทยอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลก
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยพร้อมเป็นทั้งแหล่งลงทุนและหุ้นส่วนของภาคธุรกิจสหรัฐฯ เพื่อสร้างการลงทุน การจ้างงาน และความมั่งคั่งร่วมกัน และเติบโตไปด้วยกัน
ด้าน Brian McFeeters ประธานและซีอีโอของ U.S.-ASEAN Business Council (USABC) กล่าวว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญและเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน โดยภาคธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลไทย เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุน
ขณะที่ Michael DeSombre ตำแหน่ง Assistant Secretary of State for East Asian and Pacific Affairs ชี้ว่า ไทยและสหรัฐฯ สามารถขยายความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานได้อีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี Superintelligence (SI) ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่างๆ ทั้งการผลิต โลจิสติกส์ สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม การศึกษา และบริการภาครัฐ เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทย-สหรัฐฯ เติบโตและประสบความสำเร็จร่วมกัน