The Scandal พยายามลึกซึ้งจนลืมความเย้ายวน
*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*
การหยิบเอาวรรณกรรมคลาสสิกฝรั่งเศสอย่าง Les Liaisons dangereuses ของ ปีแยร์ โชเดอร์โล เดอ ลาโคล มาดัดแปลงข้ามยุคสมัยและวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะโลกภาพยนตร์ก็เคยประทับใจกับความเฉียบคมของ Dangerous Liaisons (1988), ความจัดจ้านแบบทีนดราม่าใน Cruel Intentions (1999) และความประณีตงดงามเชิงอีโรติกย้อนยุคใน Untold Scandal (2003) ของผู้กำกับ อีแจยง ที่ทำให้เกาหลียุคโชซอนกลายเป็นฉากหลังที่ลงตัวในเกมอำนาจและกามารมณ์

แต่เมื่อ Netflix ตัดสินใจนำโครงเรื่องนี้กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในชื่อ The Scandal ในรูปแบบซีรีส์ความยาว 8 ตอน พร้อมดึงผู้กำกับ จองจีอู (Somebody) มากุมบังเหียน พ่วงด้วยทีมนักแสดงระดับแม่เหล็ก ทั้ง ซนเยจิน, จีชางอุค และ นานะ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเชิงจิตวิทยา แต่กลับสอบตกในฐานะ “เกมแห่งการล่อลวง” ที่ควรจะมีเสน่ห์และความเร่าร้อน

ปัญหาข้อแรกที่เห็นได้ชัดเจน คือ จังหวะการเล่าเรื่อง ต้นฉบับภาพยนตร์ความยาว 2 ชั่วโมงเคยเดินเรื่องอย่างรวดเร็ว บทสนทนาเฉือนคม แต่เมื่อขยายเป็น 8 ตอน ซีรีส์กลับปูพื้นฐานตัวละครอย่างละเอียดลออจนเกินความจำเป็น ฉายซ้ำความเก็บกด บรรยากาศซึมเซา และความขมขื่น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการเดินเรื่องแบบ Slow-burn ที่เนือยสนิท
เมื่อซีรีส์พยายามจะ “ลึก” ตลอดเวลา มันจึงกลายเป็นการเทศนาความทุกข์ที่ไร้จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบา จนเสน่ห์ของความบันเทิงที่ควรจะเป็นแก่นของเรื่องถูกกลืนหายไปอย่างน่าเสียดาย
จุดตัดสำคัญที่สุดที่ทำให้ The Scandal ฉบับนี้สูญเสียพลังไปมาก คือการวางทิศทางตัวละคร ฮียอน (นานะ) หญิงม่ายผู้ครองพรหมจรรย์ ซึ่งในโครงสร้างดั้งเดิม ตัวละครนี้คือ “ป้อมแห่งศีลธรรม” เป็นตัวแทนของความดีงาม ความบริสุทธิ์ และมีความสง่างามในตัวเอง เสน่ห์ของเนื้อเรื่องคือการที่เพลย์บอยอย่าง โจวอน (จีชางอุค) พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อ ’ตีป้อม’ นั้นให้ได้ คนดูต้องรู้สึกลุ้นไปกับความขัดแย้งทางศีลธรรม ความเย้ายวนทางเพศที่ทำให้ยอมจำนนด้วยการแลกด้วยหัวใจ
แต่ผู้กำกับ จองจีอู กลับเลือกตีความให้ ฮียอน อยู่ในสภาวะกึ่งป่วยทางจิต อมทุกข์ และซึมเศร้าอย่างรุนแรง ทำให้ไดนามิกของเรื่องเปลี่ยนไป เพราะเมื่อฮียอนดูเปราะบาง แตกสลาย บรรยากาศการเกี้ยวพาราสีจึงไม่เหมือนการท้าทายทางศีลธรรม แต่เหมือนผู้ชายปกติกำลังฉวยโอกาสกับผู้ป่วยไร้ทางสู้มากกว่า และทำให้ตัวละครขาดมิติของการต่อสู้ภายในระหว่างเกียรติยศกับตัณหา กลายเป็นแค่เหยื่อที่รอวันพังทลายอย่างน่าสงสาร

อย่างไรก็ตาม หากตั้งคำถามว่า ความรักของโจวอนกับฮียอนเป็นเพียงแค่ความสงสารหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ แต่มันเกิดจากการมองเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง โจวอนใช้ชีวิตเสเพลและเสพติดการเอาชนะ เพื่อกลบเกลื่อนความว่างเปล่าในใจ เขาแทบไม่เคยเปิดเผยความเปราะบางให้ใครเห็น ขณะที่ฮียอนคือคนที่ถูกสังคมขังไว้ในกรงคุณธรรมจนจิตวิญญาณแตกสลาย
เมื่อโจวอนก้าวเข้าไปในโลกของฮียอน สภาพจิตใจของเธอไม่ได้ตอบสนองต่อเล่ห์เหลี่ยมของเขาแบบผู้หญิงคนอื่น บีบให้เขาเปิดใจและเห็นว่าฮียอนก็คือคนที่ไม่เหลือชีวิตชีวาเหมือนกันกับเขา ความสัมพันธ์จึงพัฒนาเป็นการผูกพันเชิงเยียวยากันและกัน กลายเป็นความรักจริงที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเขาในที่สุด

ท่ามกลางจุดอ่อนมากมายของการเล่าเรื่อง สิ่งที่ยังคงพยุง The Scandal เอาไว้ คือคุณภาพการแสดงของทีมนักแสดงหลัก โดยเฉพาะ ซนเยจิน ในบท ‘โจยุน’ หรือ ‘ท่านผู้หญิงโจ’ ที่ถ่ายทอดตัวละครผู้ชักใยเบื้องหลังออกมาได้อย่างเยือกเย็น มีระดับ แต่แฝงความเปราะบาง
โจยุนคือผลผลิตอันบิดเบี้ยวของสังคมชายเป็นใหญ่ เธอรู้ดีว่าตนเองไม่มีวันได้ครอบครองอำนาจอย่างเปิดเผย จึงเลือกที่จะควบคุมผู้ชายเพื่อบงการโลกอีกทอดหนึ่ง ในเวอร์ชันนี้ ผู้สร้างเน้นให้เห็นว่าท่านผู้หญิงโจกำลังสูญเสียการควบคุมอำนาจและต้องต่อสู้อย่างจนตรอก จนดึงเอาด้านมืดที่สุดออกมา มากกว่าแค่ความริษยาต่อความบริสุทธิ์ของหญิงสาวตามขนบเดิม แม้ในตอนท้ายเธอจะเป็นผู้ชนะในกระดานอำนาจ แต่สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความว่างเปล่าและความโดดเดี่ยว สรุปแล้วเธอก็คือเหยื่อของระบบที่ไม่ต่างอะไรจากผู้แพ้อีกสองคน
The Scandal เป็นซีรีส์ที่ชัดเจนในเป้าหมายที่จะสำรวจบาดแผลทางจิตใจและความรุนแรงเชิงโครงสร้างสังคม มันคืองานที่นักแสดงระดับเอลิสต์ทุ่มเทฝีมืออย่างเต็มที่ แต่น่าเสียดายที่ผู้สร้างเลือกที่จะทิ้งหัวใจของความเย้ายวนไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเมื่อการเดินเรื่องที่เชื่องช้าจนไร้พลวัต ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นงานที่หนักอึ้ง อึดอัด และน่าเบื่อหน่าย มันอาจจะใกล้เคียงกับคำว่า ‘ดี’ แต่ห่างไกลคำว่า ‘สนุก’ ไปมากทีเดียว

ภาพ: Netflix
ABOUT THE AUTHOR
วีรวัฒน์ อัจจุตมานัส
อดีตคนทำนิตยสารผู้ชื่นชอบการเดินทาง และชอบสังเกตการณ์วัฒนธรรมป๊อปทุกแขนง