classicliterature.it.com

TH-AI Passport คึกคัก?

19 สิงหาคม 2569 คือดีเดย์วันแรกในการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ล่วงหน้าของโครงการ TH-AI Passport จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับทักษะและขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ SME แม้โครงการจะล่าช้ากว่าแผนการเดิมในเดือนกรกฎาคมไปประมาณ 1 เดือน

  • ผลักดันได้สำเร็จ “เปลี่ยนจากระบบเหมาจ่าย เป็น Pay Per Active User”
  • ข้อพิรุธ “โปรโมชัน Creator ฟรี 3 เดือน”
  • ความย้อนแย้งเชิงเทคนิคและความปลอดภัยเชิงข้อมูล
  • ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการวัดผลที่เป็นรูปธรรม

ข้อมูลพบว่าวันแรก ประชาชนให้ความสนใจเข้าสมัครเพื่อเตรียมพร้อมใช้งานผ่านเว็บไซต์ de.aipas.net ไม่ต่ำกว่า 7 แสนราย ก่อนทะลุ 1 ล้านรายในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันว่า เจตนาของโครงการนี้ คืออยากให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึง AI Model ที่เป็นรูปแบบโปรได้หลากหลายรูปแบบ เพราะบางคนอยากใช้แบบโปรแต่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ โครงการนี้จึงเปิดโอกาสให้เข้ามาทดลองใช้หลายรูปแบบ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึง AI ได้มากขึ้น

รัฐบาลตั้งเป้าลงทะเบียนล่วงหน้า 5 ล้านสิทธิ์ ซึ่งเริ่มมีแนวโน้มเป็นไปได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของสังคมไทย คืองบประมาณแผ่นดินและเงินภาษีประชาชนทั้งหมดกว่า 1,600 ล้านบาท ที่ใช้ในโครงการนี้คุ้มค่าหรือไม่ ในแง่ความมั่นคง ปลอดภัย และการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล จะได้รับการปกป้องหรือเปล่า และคนไทยจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างแท้จริงเพียงใด

THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ได้พูดคุยกับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตามติดและตั้งคำถามต่อโครงการดังกล่าวมาโดยตลอด

ผลักดันได้สำเร็จ “เปลี่ยนจากระบบเหมาจ่าย เป็น Pay Per Active User”

ดร.การดีเป็นกำลังสำคัญในการคัดค้านสัญญาแรกเริ่มของโครงการที่เป็นแบบเหมาจ่ายแบ่งจ่ายตามงวดรายปี มูลค่ากว่า 1,621 ล้านบาท (ตัวเลขจัดซื้อจัดจ้างตามสัญญากลางและมูลค่าโครงการที่ระบุในรายงานอย่างเป็นทางการ)

ล่าสุดกระทรวงดีอีและผู้รับจ้างยอมปรับปรุงสัญญาจากเดิมที่ระบบเหมาจ่าย มาเป็นแบบจ่ายเงินตามจำนวนผู้ใช้งานจริง (Pay Per Active User) รายเดือน ในอัตรา 24.70 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งดร.การดีชื่นชมว่า การคิดเงินแบบนี้เป็นแนวคิดที่ดีมาก เพราะรัฐจะจ่ายเงินเฉพาะบัญชีที่ใช้งานจริงเท่านั้น

นอกจากนี้ ดร.การดี ยังยอมรับเกณฑ์การปลดล็อกสิทธิ์กับเงื่อนไขการเป็น Active User ของระบบเดิมที่ระบุว่า ประชาชนต้องเข้ามาเรียนหลักสูตรอัปสกิลและทำข้อสอบให้ผ่านเกณฑ์ (เช่น ได้ 100 คะแนน) จึงจะสามารถปลดล็อกสิทธิ์ใช้งานโมเดลระดับพรีเมียม (Pro) ได้ และหากเดือนถัดมาไม่ได้เข้ามาใช้งาน บัญชีก็จะถูกดาวน์เกรดกลับเป็นระดับทั่วไปและรัฐไม่ต้องจ่ายเงิน 24.70 บาทในเดือน
สัญญาลับที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย

แม้ ดร.การดีจะชื่นชมที่กระทรวงดีอีและผู้รับจ้างยอมปรับปรุงสัญญา ทว่าจนถึงปัจจุบันที่มีการเปิดตัวโครงการและให้ประชาชนลงทะเบียนแล้ว กมธ.การสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคม (กมธ.ดีอี) ยังไม่เห็นร่างสัญญาฉบับแก้ไขปรับปรุงใหม่นี้ เนื่องจากตัวสัญญาฉบับใหม่เพิ่งจะดำเนินการแก้ไขเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ การทำงานของโครงการนี้เชิงสัญญามีความคาบเกี่ยวกันอยู่ 2 ระดับ ซึ่ง ดร.การดี มองว่าจำเป็นต้องเห็นเอกสารจริงทั้งหมดเพื่อความโปร่งใส โดยสัญญาทั้ง 2 ชั้นได้แก่

  • สัญญาชั้นที่ 1 (ระหว่างภาครัฐกับผู้รับจ้างไทย): คือสัญญาระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กับกลุ่มบริษัทเอกชนผู้รับจ้างร่วม (ได้แก่ Human Intelligence และ TKC) ซึ่ง ดร.การดี ระบุว่า กมธ.ดีอี ได้เห็นและตรวจสอบตัวสัญญาหลักฉบับแรกไปแล้ว
  • สัญญาชั้นที่ 2 (ระหว่างผู้รับจ้างไทยกับค่าย AI ต่างประเทศ): คือข้อตกลงระหว่างบริษัทเอกชนผู้รับจ้างของไทย กับค่าย AI ยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้ง 14 ค่าย (ที่ดูแล 30 โมเดล) จุดนี้คือจุดที่ ดร.การดี เรียกร้องว่ายังไม่ได้รับการเปิดเผย และกำลังเฝ้าทวงถามเพื่อขอดูเอกสารจริงอยู่
    ขณะที่ เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการ สดช. จะชี้แจงว่า มีข้อตกลงห้ามนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานของคนไทยไปเทรนโมเดลต่อ (Model Training) แต่ ดร.การดีมองว่า ข้อตกลงที่บอกว่าจะไม่นำข้อมูลคนไทยไปใช้ฝึกฝนโมเดลของต่างชาตินั้น ควรระบุอยู่ในสัญญาอย่างสมบูรณ์และชัดเจ เพื่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงข้อตกลงลอยๆ ที่พูดคุยกันเอาไว้

“หากไม่มีสัญญาฉบับใหม่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาวางกางให้เห็น ข้าราชการที่เป็นคณะกรรมการตรวจรับ ของรัฐจะต้องเผชิญกับความปวดหัวและรับความเสี่ยงอย่างมากในการเซ็นเบิกจ่ายงบประมาณ เรียกร้องให้ส่งสัญญานี้มาให้ กมธ.ดีอี ตรวจสอบ เพื่อให้กรรมการตรวจรับมีหลักเกณฑ์และหลักฐานที่ถูกต้องในการทำงานตามกฎหมาย” ดร.การดีกล่าว

ข้อพิรุธ “โปรโมชัน Creator ฟรี 3 เดือน”

เดิมทีระบบนี้ถูกออกแบบให้แบ่งกลุ่มผู้ใช้งานออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือ กลุ่มเริ่มต้น ที่ใช้งานโมเดลฟรี รัฐไม่เสียเงินสักบาท และกลุ่มสร้างสรรค์ (Creator) ที่ใช้งานโมเดลพรีเมียม/โปร ซึ่งรัฐบาลจะเป็นคนจ่ายเงินให้

ในเงื่อนไขเดิม ประชาชนจะลงทะเบียนเฉยๆ แล้วเข้าไปใช้งานตัวโปรเลยไม่ได้ แต่ต้องเข้าไปเรียนในระบบและทำข้อสอบให้ผ่านเกณฑ์ (เช่น ทำข้อสอบปลดล็อกได้ 100 คะแนน) จึงจะได้รับการปรับฐานะเป็นกลุ่มสร้างสรรค์ เพื่อใช้งานโมเดลระดับพรีเมียม

“คอนเซปต์นี้ดีมากเพราะเป็นการบังคับให้คนไทยเกิดการเรียนรู้และอัปสกิลจริงๆ” ดร.การดีกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในวันเปิดใช้งานจริง หน้าแอปพลิเคชันกลับจัดแคมเปญให้ผู้สมัครใหม่ทุกคนได้รับสิทธิ์ระดับผู้สร้างสรรค์ ทันทีโดยไม่ต้องผ่านด่านการเรียนรู้หรือทำข้อสอบใด ๆ ทั้งสิ้น ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน (เป็นระยะเวลา 3 เดือน) โดยที่ประชาชนยังไม่ได้เริ่มเรียนหรือทำแบบทดสอบใดๆ เลย

ดร.การดีตั้งคำถามและแสดงความกังวลว่า การจัดโปรโมชันดังกล่าวจะถูกนำไปนับรวมเป็น Active User ตั้งแต่วันแรกเพื่อใช้เบิกจ่ายเงินภาษี 24.70 บาทต่อหัวให้แก่บริษัทเอกชนทันทีหรือไม่ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการสร้างเสริมทักษะ (Upskill/Reskill) ที่ตั้งไว้แต่แรก

ความย้อนแย้งเชิงเทคนิคและความปลอดภัยเชิงข้อมูล

ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอีฯ ตอบคำถามกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลในโครงการ TH-AI Passport ว่า จริงๆ แล้วโครงการนี้มีสัญญาที่ไม่สามารถนำข้อมูลไปประมวลผลต่อยอด หรือเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการ Learning ของโมเดลได้
หากเปรียบเทียบกับการใช้บริการ AI ฟรี หรือบริการ AI ทั่วไปในปัจจุบัน มีการจัดเก็บและส่งข้อมูลไปต่างประเทศอยู่แล้ว หากไม่ได้ตั้งค่าปิดตัวเลือกที่เกี่ยวข้อง

แต่สำหรับ TH-AI Passport มีข้อกำหนดในสัญญาที่วางเงื่อนไขเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ต่อไว้อย่างชัดเจน จึงถือว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการใช้งาน AI แบบทั่วไป ทั้งนี้ กระบวนการลงทะเบียนทั้งหมดดำเนินการผ่านระบบของหน่วยงานรัฐที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานอยู่แล้ว

“ไม่ใช่เรื่องแก้ไขปัญหา เพราะเป็นการเช่าโดเมนเขาใช้ อันนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วก็คิดว่าไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาอะไร ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนก็ใช้ในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานได้เตรียมรองรับไว้แล้ว อาจไม่ถูกใจ แต่มันถูกกฎหมาย ในเชิงของสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ พอไปตรวจสอบมาแล้ว ก็เป็นไปตามสัญญา TOR” ไชยชนกกล่าวทิ้งท้าย

ดร.การดีมองว่า กระทรวงดีอีได้บังคับให้ผู้ใช้ยินยอมส่งข้อมูลไปประมวลผลต่างประเทศ ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับ TOR ข้อ 2.2 ที่ระบุว่าต้องประมวลผลในประเทศเท่านั้น

รายละเอียด TOR ข้อ 2.2 คือ “เพื่อส่งเสริมให้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI ของ กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย รวมทั้งยกระดับการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลตามกฎหมายไทยอย่างสูงสุด”

ดร.การดีชี้ให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติจริง ประเทศไทยไม่มี ขีดความสามารถในการประมวลผล (Computing Power) หรือทรัพยากรเพียงพอที่จะประมวลผลข้อมูล AI ขนาดใหญ่ในประเทศเองได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเช่าใช้บริการโมเดล AI ชั้นนำของต่างประเทศ

ดังนั้น เชิงเทคนิคแล้ว ข้อมูลคำสั่งและการแชตต้องถูกส่งวิ่งออกไปประมวลผลที่ต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับเจตนาเริ่มแรกของ TOR อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ดร.การดี ได้ทดลองลงทะเบียนและนั่งอ่านข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน (Terms & Conditions) อย่างละเอียดจนถึงข้อ 6.7 โดยข้อตกลงระบุชัดเจนว่า หากผู้ใช้ไม่กดยินยอมให้ส่งข้อมูลไปประมวลผลในต่างประเทศ จะไม่สามารถเข้าใช้งานแพลตฟอร์มหรือระบบเกตเวย์ (Gateway) นี้ได้เลย

ดร.การดี มองว่านี่ไม่ใช่การขอความยินยอมเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ แต่เป็นเงื่อนไขบังคับใช้งานแบบมัดมือชก ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือกยินยอมเป็นรายข้อ แต่ถูกบังคับให้ต้องกดยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดทั้งแผงเพียงเพื่อจะเข้าถึงสิทธิ์ใช้งานระบบ

นอกจากนั้น โครงการนี้เปิดตัวลงทะเบียนด้วยชื่อโดเมน .net ซึ่ง ดร.การดี และทีมตรวจสอบมองว่าเป็นความหละหลวมและไม่ระมัดระวังความปลอดภัยขั้นพื้นฐานเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากโดเมนชนิด .net เป็นโดเมนสาธารณะที่ใครก็สามารถจดทะเบียนได้ง่าย อาจมีผู้ไม่หวังดีอาศัยช่องว่างนี้จดทะเบียนชื่อเลียนแบบเพื่อสวมรอยทำเว็บปลอม เพื่อดักจับข้อมูลประชาชน

“ภายใต้ธรรมาภิบาลข้อมูลที่ดีและปลอดภัยสูงสุด ต้องไม่มีใครเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของ สดช. รัฐบาล หรือบุคคลผู้มีอำนาจใดๆ ที่จะมีสิทธิ์หรือสามารถเข้าไปส่องดูข้อมูลการพิมพ์พูดคุยรายบุคคลของผู้ใช้งานได้แม้แต่คนเดียว เพื่อไม่ให้กลายเป็นการสร้างระบบสอดส่องพฤติกรรมประชาชน ด้วยงบภาษีของตนเอง” ดร.การดีกล่าว

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการวัดผลที่เป็นรูปธรรม

ดร.การดี ไม่ได้คัดค้านเพียงอย่างเดียว แต่ได้ทำเอกสารข้อเสนอแนะส่งตรงไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • เลิกใช้ KPI ทางการตลาด: รัฐไม่ควรมุ่งเน้นไปที่ยอดคนลงทะเบียน 5 ล้านคนเพื่อเป็นเกณฑ์ตัดสินความคุ้มค่าของงบประมาณ 1,621 ล้านบาท
  • ใช้มาตรฐานสากลเป็นตัววัดผลสัมฤทธิ์: เสนอให้นำดัชนีชี้วัดความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทยที่จัดทำโดยบริษัทสากลอย่าง Microsoft หรือ AWS มาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงเริ่มต้น แล้วประเมินผลอีกครั้งหลังจบโครงการเพื่อดูการเติบโตของทักษะประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
  • เปิด Public Dashboard เพื่อความโปร่งใส: รัฐบาลควรทำแผงแสดงข้อมูลสาธารณะ เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าในแต่ละวันมีการใช้โทเค่น (Token) ไปเท่าไหร่ เกิดความสามารถในการผลิต (Productivity) ในการทำงานของประชาชนมากน้อยแค่ไหน และเพื่อตรวจสอบการเบิกจ่ายเงิน
  • ตรวจเช็กความเท่าทันของตลาด AI: คณะกรรมการตรวจรับของรัฐต้องเท่าทันเทคโนโลยี เนื่องจาก AI แข่งขันกันสูงมาก โมเดลบางตัวที่ระบุในสัญญาก่อนหน้านี้ ปัจจุบันค่ายต้นทางเปิดให้ใช้งานฟรีในตลาดทั่วไปแล้ว รัฐจึงไม่ควรเสียเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนโมเดลเหล่านั้นอีกต่อไป
  • จัดสรรทรัพยากรเป็นเฟส: เสนอให้จัดสรรสิทธิ์โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีความต้องการสูงและควรได้รับการช่วยเหลือในการพัฒนาทักษะด่วนที่สุดก่อน เช่น กลุ่ม SMEs, เกษตรกร, นักศึกษาจบใหม่ (First Jobber) และผู้สูงอายุ
    “ถึงจะค้าน แต่สนับสนุนให้คนไทยลงทะเบียน”

ดร.การดี ยืนยันชัดเจนว่า ตนเองไม่เคยรณรงค์ห้ามประชาชนลงทะเบียนใช้งาน และตนเองก็ลงทะเบียนระบบนี้เช่นกัน เพื่อนำไปทดลองและตรวจสอบข้อเท็จจริง

ดร.การดีทิ้งท้ายว่า เชิญชวนให้คนไทยทุกคนลงทะเบียนเข้าไปเรียนรู้และใช้งานเพื่อยกระดับทักษะความสามารถของตนเอง (Upskill/Reskill) และปล่อยให้หน้าที่การตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินและการรักษาความปลอดภัยข้อมูลเป็นหน้าที่ของทีมงานฝ่ายตรวจสอบและตนเองต่อไป

Update: 2026-08-22
Tags: