อัลตร้าสมูทที่คุ้นเคย Swensen's อยู่มา 78 ปี ผู้ก่อตั้งคือทหารเรือ ฝึกทำไอศกรีมเสิร์ฟเพื่อนบนเรือรบ - เส้นทางเศรษฐี
5 ปีที่อิตาลี หรือจะสู้ 78 ปี ที่ซานฟรานซิสโก
นี่ก็สมูทเหมือนกันนะ
จากร้านไอศกรีมเล็ก ๆ ในซานฟรานซิสโก สู่ Swensen’s แบรนด์ที่คนทั้งโลกรัก เรื่องราวกว่า 78 ปีที่ไม่ได้หวานมาตลอด
หากพูดถึงร้านไอศกรีมที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย หลายคนคงนึกถึง Swensen’s เป็นชื่อแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉลองวันเกิด การพาครอบครัวไปทานของหวาน หรือเมนูซันเดย์ที่กลายเป็นภาพจำของหลายเจเนอเรชัน
แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ไม่ได้มาจากนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ หากแต่เกิดจากอดีตทหารเรือคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ไอศกรีมที่อร่อย” สามารถสร้างความสุขให้ผู้คนได้
เมื่ออดีตทหารเรือตกหลุมรักการทำไอศกรีม
Swensen’s ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 โดย Earle Swensen อดีตนักดับเพลิงที่ต้องไปเป็นทหารเรือกองทัพสหรัฐฯ ตอนช่วงรบสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งบนเรือรบที่เขาประจำการอยู่นั้น มีเครื่องทำไอศกรีมไว้แจกจ่ายทหาร เขาจึงได้เรียนรู้การทำไอศกรีมระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนเรือนั้น หลังปลดประจำการ เขาจึงนำความชอบและความเชี่ยวชาญนี้มาเปิดร้านไอศกรีมร้านแรกที่ซานฟรานซิสโกในปี 1948 ด้วยเชื่อว่า หากใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด ทำไอศกรีมด้วยความใส่ใจ และขายในราคาที่คุ้มค่า ลูกค้าจะกลับมาเสมอ

ปรัชญาของเขาคือ Quality, Quantity and Value หรือคุณภาพ ปริมาณ และความคุ้มค่า ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน
สาขาแรก ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนน Union Street และ Hyde Street เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นย่านที่มีรถราง Cable Car อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองวิ่งผ่าน
ร้านแห่งนี้เริ่มต้นจากร้านไอศกรีมเล็ก ๆ ที่รับลูกค้าแบบซื้อกลับบ้านเป็นหลัก ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นร้านยอดนิยมของคนในเมือง
สิ่งที่ทำให้ร้านแตกต่างจากคู่แข่ง คือการให้ลูกค้าชิมรสชาติใหม่ ๆ และเปิดรับความคิดเห็นเพื่อนำไปพัฒนาสูตรอยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ล้ำหน้ามากในยุคนั้น
วานิลลาคือรสขึ้นชื่อ
แม้ว่ารสชาติที่ Earle Swensen ชื่นชอบที่สุดคือ Vanilla แต่เขาไม่เคยหยุดทดลองรสชาติใหม่ ๆ ภายในเวลาไม่นาน เขาพัฒนาไอศกรีมมากกว่า 150 รสชาติ พร้อมใช้สโลแกน Good as Father Used to Make สะท้อนภาพของไอศกรีมโฮมเมดที่ทำจากวัตถุดิบคุณภาพ
ต่อมา Swensen’s ยังพัฒนารสชาติใหม่อย่างต่อเนื่อง จนมีสูตรไอศกรีมมากกว่า 300 รสชาติ ทั่วโลก รวมถึงรสชาติที่ออกแบบเฉพาะแต่ละประเทศ อาทิ Matcha Green Tea และ Durian

ไอศกรีมตระกูลซันเดย์
สิ่งที่ทำให้ Swensen’s กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก คือ เมนู Sundae โดยเฉพาะ Earthquake ซันเดย์ขนาดใหญ่สำหรับแชร์หลายคน ซึ่งกลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของแบรนด์
และเมนูอย่าง Sticky Chewy Chocolate คือหนึ่งในรสชาติยอดนิยมตลอดกาล ซึ่งเกิดจากการทดลองสูตรที่ผิดพลาด แต่กลับอร่อยเกินคาด
Swensen’s เริ่มเปิดแฟรนไชส์ในช่วงทศวรรษ 1960 ต่อมาในช่วงปี 1970 Earle Swensen ตัดสินใจขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้กับกลุ่มนักลงทุน เพื่อเร่งการเติบโตทั่วสหรัฐอเมริกา ขณะที่ยังคงถือสิทธิ์ร้านดั้งเดิมในซานฟรานซิสโกไว้
ทำให้ในช่วงทศวรรษ 1980 Swensen’s เติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีร้านประมาณ 400 สาขา ในสหรัฐฯ และหลายประเทศทั่วโลก
แบรนด์เริ่มหายไปจากสหรัฐฯ
กระทั่งในช่วงทศวรรษ 1990 ธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากร้านไอศกรีมและแบรนด์อาหารฟาสต์ฟู้ด รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวอเมริกันที่เริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จำนวนสาขาในสหรัฐฯ จึงลดลงอย่างต่อเนื่อง จากหลายร้อยแห่งเหลือเพียงไม่กี่สาขา
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ไม่ได้หายไป แต่เลือกเปลี่ยนจุดโฟกัสไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย ซึ่งตอบรับแนวคิดร้านไอศกรีมสำหรับครอบครัวได้เป็นอย่างดี
Swensen’s เดินทางมาถึงไทย
ปี 1986 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ เมื่อ Minor Food ได้รับสิทธิ์ Master Franchise ในการบริหาร Swensen’s ในหลายประเทศของเอเชียและตะวันออกกลาง Swensen’s ประเทศไทยเปิดสาขาแรกที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว
จากร้านไอศกรีมต่างประเทศ แบรนด์ค่อย ๆ ปรับเมนู โปรโมชั่น และรสชาติให้เข้ากับผู้บริโภคไทย จนกลายเป็นร้านไอศกรีมที่หลายครอบครัวเลือกใช้เป็นสถานที่เฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดของแบรนด์

Minor Food เปิดเผยว่า ปี 2024 บริษัทดำเนินธุรกิจ Swensen’s ผ่าน 377 สาขา ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาว โดยประเทศไทยเป็นตลาดหลักของเครือข่ายดังกล่าว
แม้ธุรกิจจะเคยเผชิญช่วงขาลงในประเทศต้นกำเนิด แต่การขยายสู่ตลาดเอเชียและการเปิดพื้นที่ให้แต่ละประเทศพัฒนาเมนูที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้ Swensen’s ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์ไอศกรีมที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ และสำหรับประเทศไทย ก็ยังคงเป็นชื่อที่เชื่อมโยงกับช่วงเวลาแห่งความสุขของผู้บริโภคมานานหลายทศวรรษ
ไทยยังเป็นผู้ริเริ่มเมนูใหม่ ๆ ที่ได้รับความนิยม เช่น Mango Sticky Rice Ice Cream ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง และไอศกรีมทุเรียนซันเดย์ สร้างกระแสบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนการปรับแบรนด์ให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น แทนที่จะใช้เมนูเดียวกันทั่วโลก
สัญลักษณ์ “โคมฟ้า” สุดคลาสสิก
หากสังเกตดีไซน์ตกแต่งร้าน Swensen’s ยุคแรกๆ (และบางสาขาในปัจจุบัน) จะเห็นโคมไฟแก้วสี ๆ สไตล์ Tiffany Lamp ห้อยอยู่ตามโต๊ะ เรื่องลับคือ Earle Swensen เป็นคนเลือกดีไซน์โคมไฟนี้ด้วยตัวเอง เพราะอยากให้บรรยากาศร้านมีความรู้สึกอบอุ่น เหมือนนั่งกินไอศกรีมอยู่ที่บ้านในยุค 1900s

ในประเทศไทยมีบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นเจ้าของและบริหารจัดการแฟรนไชส์ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์นี้จากทั่วโลก บริษัทแม่ระบุว่า สเวนเซ่นส์ ประเทศไทย ยังคงครองส่วนแบ่งทางการตลาดไอศกรีมพรีเมียมมากกว่า 75% ซึ่งรายได้จาก Swensen’s เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมทั่วทั้งระบบของไมเนอร์ ฟู้ดส์ ตัวเลขยอดขายจะถูกรวมอยู่ในรายได้ด้านอาหารและเครื่องดื่มโดยรวมของไมเนอร์ ฟู้ดส์
ขณะที่สิงคโปร์ เครือร้านอาหารแห่งนี้บริหารงานโดย ABR Holdings ซึ่งรายงานรายได้รวม 143 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ราว 3,700 ล้านบาท จากแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดในเครือ
สำหรับอเมริกาเหนือและภูมิภาคอื่นๆ Swensen’s ดำเนินงานในฐานะองค์กรเอกชนขนาดเล็กที่มีการดำเนินงานแบบแฟรนไชส์อิสระ ซึ่งโดยทั่วไปมีมูลค่าประมาณ 5 ล้านถึง 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับขอบเขตของภูมิภาค
อย่างไรก็ดี Swensen’s ไทยถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง กับไวรัลร่วมเทรนด์ ไอศกรีมอัลตร้าสมูท รส มอคค่า อัลมอนด์ ฟัดจ์ จากสูตร 40 ปี เมืองซานฟรานซิสโก เคี้ยวได้ ถ่ายรูปได้

จากราคาปกติ 5xx บาท เหลือเพียง 89 บาท นำช้อนและแก้วกลับบ้านได้ จำกัด 100 ถ้วยเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) ที่สเวนเซ่นส์ 5 สาขา ได้แก่ สยาม พารากอน, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เดอะมอลล์บางกะปิ และฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
นับเป็นการโปรโมทที่เรียกเสียงฮาได้ไม่น้อย และทำให้ชื่อของ Swensen’s ไทยล้อไปกับเทรนด์อัลตร้าสมูทได้อย่างชาญฉลาด
ซึ่งจริง ๆ คำว่า “Ultra smooth” แปลตรงตัวว่า เนียนเรียบ ไร้รอยต่อ หรือละเอียดมากเป็นพิเศษ แต่นับแต่ที่เกิดกระแสแบรนด์เจลาโต้ (Gelato) คำว่าอัลตร้าสมูทก็ถูกนำมาใช้เป็นสแลงพูดถึงสิ่งใดก็ตามที่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ๆ ละมุนละไม
นอกจากวงการของหวานแล้ว คำว่า “Ultra-smooth” ยังใช้ในชีวิตประจำวันเพื่ออธิบายถึง
- ผิวพรรณหรือเส้นผม: ผิวที่เรียบเนียน ไร้ความหยาบกร้าน หรือผมที่ตรงสลวย
- การทำงาน: กระบวนการหรือระบบที่ราบรื่น ไม่มีสะดุด (เช่น การสตรีมมิ่งที่ลื่นไหล หรือการทำงานของเครื่องยนต์ที่นิ่มนวล
Tags
Related Posts
5 ปีที่อิตาลี หรือจะสู้ 78 ปี ที่ซานฟรานซิสโก นี่ก็สมูทเหมือนกันนะ จากร้านไอศกรีมเล็ก ๆ ในซานฟรานซิสโก สู่ Swensen’s แบรนด์ที่คนทั้งโลกรัก เรื่องราวกว่า 78 ปีที่ไม่ได้หวานมาตลอด หากพูดถึงร้านไอศกรีมที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย หลายคนคงนึกถึง Swensen’s เป็นชื่อแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉลองวันเกิด การพาครอบครัวไปทานของหวาน หรือเมนูซันเดย์ที่กลายเป็นภาพจำของหลายเจเนอเรชัน แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ไม่ได้มาจากนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ หากแต่เกิดจากอดีตทหารเรือคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ไอศกรีมที่อร่อย” สามารถสร้างความสุขให้ผู้คนได้ เมื่ออดีตทหารเรือตกหลุมรักการทำไอศกรีม Swensen’s ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 โดย Earle Swensen อดีตนักดับเพลิงที่ต้องไปเป็นทหารเรือกองทัพสหรัฐฯ ตอนช่วงรบสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งบนเรือรบที่เขาประจำการอยู่นั้น มีเครื่องทำไอศกรีมไว้แจกจ่ายทหาร เขาจึงได้เรียนรู้การทำไอศกรีมระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนเรือนั้น หลังปลดประจำการ เขาจึงนำความชอบและความเชี่ยวชาญนี้มาเปิดร้านไอศกรีมร้านแรกที่ซานฟรานซิสโกในปี 1948 ด้วยเชื่อว่า หากใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด ทำไอศกรีมด้วยความใส่ใจ และขายใ
22 กรกฎาคม 2569
ในอดีตชานมไข่มุกอาจเป็นเครื่องดื่มรางวัลชีวิตหนึ่งเดียวที่คนพอจะนึกออก เมื่ออยากเติมความหวานให้ร่างกาย แต่การดื่มชานมมากเกินไปก็สร้างภาระให้ร่างกายไม่น้อย แต่พอมีเครื่องดื่มอย่างโยเกิร์ตสมูทตี้ที่ทั้งอร่อย และเติมหวานทดแทนกันได้ การมอบรางวัลชีวิตแบบรักสุขภาพก็เป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค หากจะเจาะลงไปในตลาดโยเกิร์ตสมูทตี้ทั่วโลก มีการประเมินว่ามีมูลค่ากว่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงจากตัวเลขของ fortunebusiness) หรือราว 1.7 ล้านบาท การเติบโตของตลาดมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับอาหารที่มีโปรไบโอติกสูง หาอาหารทดแทนมื้ออาหาร และเทรนด์รักสุขภาพ คาดว่าจะเติบโตเกิน 71,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2031 โดยที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) จะอยู่ที่ 6-9% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด (มากกว่า 40%) ในขณะที่อเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับสมูทตี้โยเกิร์ต เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมสูตรที่มีน้ำตาลต่ำและโปรตีนสูง YoPPa Yogurt แบรนด์โยเกิร์ตเพื่อสุขภาพสไตล์เกาหลี ของนักแสดงชื่อดัง “ญดา” นริลญา กุลมงคลเพชร คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่มาปลุกกระแ
21 กรกฎาคม 2569
ปัจจุบัน ตลาดอาร์ททอยเติบโตไปมากกว่าแค่กล่องสุ่ม ไม่ใช่แค่แฟชั่นที่มาไวไปไว แต่ได้ฝังตัวลงไปใน Art (Toy) Economy อย่างเต็มตัว มีความเป็นมืออาชีพ มีคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง และกลายเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผสมผสานระหว่าง ศิลปะ แฟชั่น และการลงทุน อย่างลงตัว คุณแก้ม-อักษร จันทรโรจน์วานิช ซีอีโอบริษัท Take Toys ได้กล่าวว่า คนวัยทำงานจะชอบซื้อตุ๊กตาหรือของสะสมที่เป็นการ์ตูนที่เขาเคยดูในสมัยเด็ก สะท้อนถึงการตลาดแบบ “Kidult Economy” หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังมีความชื่นชอบของเล่นและตัวละครในวัยเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่เลือกซื้อสินค้าที่เชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีต (Nostalgia) ทำให้สินค้าคาแรกเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก แต่กลายเป็นสินค้าที่สะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความรู้สึกของหัวใจน้อย ๆ ในวัยเด็กที่หายไป เมื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมของตลาดอาร์ททอย (Art Toy) ในประเทศไทยปี 2026 ถือว่าอยู่ในยุคที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและพัฒนาไปไกลกว่าแค่กระแสกล่องสุ่ม โดยประเทศไทยกำลังปักหมุดสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค หรือ “Land of ART TOY” ของเอเชีย กลุ่มผู้ซื้อหลักไม่ใช่เด็ก แต่เป็นกลุ่ม Kidult (ผู้
21 กรกฎาคม 2569
“Blendies” (เบลนดีส์) แบรนด์ไอศกรีมพรีเมียมเจลาโต้สัญชาติไทย เตรียมขยายแฟรนไชส์บุกตลาดฮ่องกง ร่วมกับ MasterBeef Group กลุ่มธุรกิจอาหารจากฮ่องกงที่จดทะเบียนใน Nasdaq Capital Market ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา สะท้อนศักยภาพแบรนด์ไทยที่สามารถก้าวสู่การแข่งขันในตลาดพรีเมียมระดับสากลได้อย่างแข็งแกร่ง เชฟแบม ธนโชติ ธรรมพีร เชฟและผู้ก่อตั้ง Blendies กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ MasterBeef Group ในครั้งนี้ เป็นการขยายแฟรนไซส์ไปต่างประเทศครั้งแรกของ Blendies ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของแบรนด์ภายใต้แนวคิด “Modern Gelato, More Than Gelato” ที่ต้องการให้เจลาโต้เป็นมากกว่าของหวาน ต้องเป็นเจลาโต้คุณภาพสูงที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพ รสชาติเข้มข้นไม่เหมือนใคร และมีความสร้างสรรค์ อีกทั้งยังมีการพัฒนาเทคนิคการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของเอเชีย ทำให้เจลาโต้ละลายช้าสามารถคงความอร่อยไว้ได้จนคำสุดท้าย ด้วยจุดแข็งทั้งหมดนี้ MasterBeef Group เล็งเห็นถึงศักยภาพจนเลือกให้เราเป็นแบรนด์เจลาโต้ฝีมือคนไทยไปเปิดที่ฮ่องกงในครั้งนี้” เบื้องหลังแนวคิดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Blendies มาจากประสบการณ์อาหารกว่า 14 ปีของเชฟแบม ซึ่
21 กรกฎาคม 2569
“ตลาดคลองเตย” เป็นตลาดสดที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เป็นแหล่งค้าส่งวัตถุดิบราคาประหยัดสำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภค วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปพูดคุยกับ เจ๊นิด คลองเตย หรือ เจ๊นิด-พนิดา ณ นคร เจ้าของช่อง TikTok เจ๊นิด คลองเตย แม่ค้าตลาดและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ไวรัลจากการทำคอนเทนต์จ่ายตลาดงบประหยัด “คนเรา รวยได้ก็จนได้ จนได้ก็รวยได้ ขอแค่ใจสู้และอยู่บนความจริง” นี่คือคติที่เจ๊นิดยึดถือมาตลอดเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเจ๊นิดพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำธุรกิจต้องกล้าที่จะก้าวออกจากแบบเดิมๆ พร้อมกับสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ปัจจุบันได้ขยายไปแล้วกว่า 7 สาขา พร้อมกับการตั้งเป้าสร้าง “Jarin Mart (จรินมาร์ท)” มินิตลาดสด 24 ชั่วโมงที่จัดการสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มสร้างตัว “เจ๊นิด คลองเตย” แม้จะมีพื้นเพครอบครัวที่ฝั่งพ่อมีชื่อเสียงมียศมีศักดิ์ และฝั่งแม่อากงเป็นเจ้าสัวย่านเยาวราช แต่ชีวิตกลับพลิกผันจนถึงจุดที่ไม่มีเงิน “พวกเราทุกคนในบ้านจะไม่ก่อหนี้ เพราะเคยเห็นช่วงที่แย่ที่สุดของพ่อ ตอนที่ร้อนมากจนถึงขั้นต้องผ่อนพัดลม” เจ๊นิดเล่าถึงภาพจำวันที่ครอบครั
21 กรกฎาคม 2569
ก่อนหน้านี้ หลายคนอาจรู้จัก “คุณบาส – ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์” ในหลากหลายบทบาท ทั้งนักดนตรีและนักแสดง แต่วันนี้ เขาคือ “บาส Go Went Go” อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยว เจ้าของช่องยูทูบที่มีผู้ติดตามกว่า 1.9 ล้านคน นอกจากสร้างคอนเทนต์ เขายังสวมบทบาทผู้ประกอบการ ร่วมเปิดร้าน “เก๋าข้าวมันไก่ ข้าวมันเนื้อ” กับพาร์ตเนอร์ ภายใต้ บริษัท โก เว๊นท์ ไก่ จำกัด จากร้านที่เกิดไวรัล และได้รับคำติชมมากมาย สู่ธุรกิจที่มียอดขายแตะ 7 หลักต่อเดือน เส้นทางเศรษฐี จะพาไปเปิดเบื้องหลัง วิธีคิดในการสร้างคอนเทนต์และธุรกิจ ตั้งแต่การทำช่อง Go Went Go ไปจนถึงการปั้นร้าน “เก๊ามันไก่ มันเนื้อ” พร้อมบทเรียน Learning by Doing ที่เชื่อว่า “ลงมือทำก่อน แล้วเรียนรู้จากฟีดแบ็ก เพื่อนำมาพัฒนาต่อ” รวมถึงมุมมองการสร้างแบรนด์ การทำธุรกิจ และการเติบโตในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว
21 กรกฎาคม 2569