สรุปทุกอย่างที่ควรรู้สำหรับการทดสอบ Starship เที่ยวบินที่ 14 รอบนี้ขึ้นวงโคจรแล้ว
หลังจากใช้เวลากว่าสามปีและการทดสอบบินมาแล้ว 13 ครั้ง ในที่สุด Starship ก็กำลังจะข้ามเส้นสำคัญอีกเส้นหนึ่ง จากยานที่ “เกือบขึ้นวงโคจร” มาโดยตลอด สู่การเป็นยานอวกาศที่ตั้งใจจะเข้า Low Earth Orbit จริง ๆ เป็นครั้งแรก
SpaceX กำลังเตรียม Starship เที่ยวบินทดสอบที่ 14 สำหรับการปล่อยจาก Pad 2 ที่ Starbase รัฐ Texas ในวันที่ 28 กันยายน 2026 โดย Launch Window จะเปิดเวลา 07:15 ตามเวลา ณ ฐานปล่อย หรือ 19:15 ตามเวลาประเทศไทย และการทดสอบจะกินเวลาประมาณ 75 นาที ในทางเทคนิค Starship ขึ้นสู่อวกาศมาหลายครั้งแล้ว สิ่งที่เที่ยวบินทดสอบที่ 14 กำลังจะทำคือเปลี่ยนมันจากยานที่วิ่งบน Suborbital ให้กลายเป็นวัตถุที่โคจรรอบโลกได้จริง ๆ ซึ่งสิ่งนี้สำคัญมาก เราจะมาค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันไปว่าทำไม
เที่ยวบินทดสอบที่ 14 สืบเนื่องโดยตรงจากเที่ยวบินทดสอบที่ 13 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการทดสอบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Starship เที่ยวบินนั้นเป็นเที่ยวบินที่สองของ Starship และ Super Heavy รุ่นที่ 3 โดย Booster หมายเลข 20 จุด Raptor 3 ทั้ง 33 เครื่องขึ้นบินได้ตามปกติ ก่อนทำ Hot Staging และส่ง Starship หมายเลข 40 เดินทางต่อสู่อวกาศ หลังแยกตัว Booster สามารถทำ Flip Maneuver และเริ่ม Boostback Burn ด้วยเครื่องยนต์ทั้ง 33 เครื่องได้เป็นครั้งแรกสำหรับ Super Heavy V3 แต่การเผาไหม้จบเร็วกว่าที่วางแผนไว้ และมีเครื่องยนต์เพียงบางส่วนที่กลับมาติดระหว่าง Landing Burn ทำให้ Booster กระแทกผิวน้ำค่อนข้างแรง

ฝั่ง Starship หมาเลข 40 กลับทำงานแทบครบตามที่ออกแบบไว้ เครื่องยนต์ Raptor ทั้งหกทำงานตลอด Ascent Burn จนยานขึ้นไปถึงความเร็วและวิถีที่กำหนด จากนั้นปล่อย Starlink V3 จำนวน 20 ดวงออกจาก Payload Bay ได้สำเร็จ SpaceX สามารถติดต่อกับดาวเทียมทุกดวงผ่านทั้ง Radio Frequency และ Laser Link ก่อนที่ดาวเทียมเหล่านี้ซึ่งยังคงอยู่บน Suborbital Trajectory จะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศในอีกประมาณ 20 นาทีต่อมา นอกจากนี้ Ship 40 ยังทดลอง Restart เครื่องยนต์ Raptor หนึ่งเครื่องในอวกาศ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่จำเป็นมากหาก Starship จะเริ่มทำ Orbital Maneuver จริง ๆ
จากนั้น Starship ได้ผ่านการ Reentry กลับสู่บรรยากาศ, ใช้ Flap ควบคุมการบิน, ทำ Landing Flip และ Landing Burn ก่อนลงแตะมหาสมุทรอินเดียอย่างนิ่มนวล ที่สำคัญคือคราวนี้มันไม่ระเบิดหลังแตะน้ำ แต่ยังคงสภาพเป็น Starship อยู่ทั้งลำ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะปกติ SpaceX ได้ข้อมูลจาก Starship หลังลงจอดผ่าน Telemetry และภาพก่อนจะจบชีวิต แต่ ในเที่ยวบินที่ 13 ให้ของขวัญพิเศษกับวิศวกร SpaceX คือ “ยานจริงที่เพิ่งผ่าน Reentry มาแล้วหนึ่งรอบ” ให้จับ ลูบ แกะ และดูว่าตรงไหนไหม้ ตรงไหนร้าว Tile ตัวไหนหลุด และ Plasma แทรกผ่านช่องไหนเข้าไปได้บ้าง สรุปการทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 13 ทดลองปล่อย Starlink รุ่น 3 เป็นครั้งแรก

ข้อมูลจาก Ship 40 จึงถูกนำกลับไปแก้แบบของ Ship 41 โดยตรง และ SpaceX ระบุว่า Flight 14 จะมีทั้งการเสริมระบบยึด Heat Shield Tile ในบริเวณเสี่ยง ปรับบริเวณที่พบว่า Plasma สามารถไหลเข้าไปด้านหลัง Tile รวมถึงทดลอง Tile รูปทรงโค้งแบบใหม่เพื่อควบคุม Heating ระหว่างรอยต่อ ที่กวนกว่านั้นคือมี Tile สองชิ้นที่แกะมาจาก Ship 40 แล้วนำไปติดบน Ship 41 เพื่อบินซ้ำด้วย นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ชิ้นส่วน Thermal Protection System ของ Starship ที่เคยบินจริงถูกนำกลับมาบินซ้ำ
- สรุปรายละเอียดของการทดสอบเที่ยวบินที่ 14 ขึ้นสู่วงโคจรครั้งปรก
- ลำดับเหตุการณ์ก่อนทดสอบ
- ทำไมการทดสอบบนวงโคจรจริงถึงสำคัญขนาดนั้น
- แล้ว Starship จะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ เมื่อไหร่
สรุปรายละเอียดของการทดสอบเที่ยวบินที่ 14 ขึ้นสู่วงโคจรครั้งปรก
SpaceX ระบุว่า Flight 14 จะใช้ Super Heavy หมายเลข 21 หรือ B21 จับคู่กับ Starship หมายเลข 41 หรือ S41 ทั้งคู่เป็นยานในรุ่น V3 และจะบินจาก Pad 2 ซึ่งเป็นฐานปล่อยรุ่นใหม่ที่เริ่มใช้งานกับ Starship V3 ตั้งแต่เที่ยวบินทดสอบที่ 12 ช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา
หลังจากบินขึ้น และแยกตัวแบบ Hot Staging แล้ว Booster 21 จะทำ Boostback Burn และ Landing Burn เหนืออ่าวเม็กซิโก แต่เที่ยวบินนี้ยังไม่มีแผนให้ Booster กลับมาถูก Catch ด้วยแขนของ Launch Tower ส่วน ยาน Starship หมายเลข 41 จะเดินทางต่อและทำ Orbital Insertion เข้าสู่วงโคจรสูงประมาณ 275 กิโลเมตร หากทุกอย่างปกติ Ship 41 จะโคจรรอบโลกประมาณหกรอบ ใช้เวลาในอวกาศเกือบ 10 ชั่วโมง ก่อนจุดเครื่องยนต์ Raptor หนึ่งเครื่องเพื่อทำ Deorbit Burn และกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ โดยกำหนด Splashdown อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกของประเทศชิลี นับว่าเป็นโปรไฟล์การทดสอบที่ยาวนานและซับซ้อนที่สุดตั้งแต่ Starship บินขึ้นมา

ระหว่างทาง Starship จะปล่อย Starlink V3 จริงจำนวน 26 ดวงเข้าสู่วงโคจร ซึ่งต่างจาก Flight 13 ตรงที่คราวนี้ดาวเทียมไม่ได้ถูกปล่อยออกมาเพื่อทดสอบแล้วตกกลับโลก แต่จะกาง Solar Array และ Antenna ติดต่อกับสถานีภาคพื้นดินและดาวเทียมดวงอื่นผ่าน RF และ Laser Link ก่อนใช้เครื่องยนต์ของตัวเองค่อย ๆ ยกวงโคจรขึ้นไปยัง Operational Orbit เหมือนกับของจริง ซึ่ง SpaceX ประเมินว่า Starlink V3 แต่ละดวงสามารถเพิ่ม Capacity ให้ระบบประมาณ 1 Tbps ดังนั้นเที่ยวบินเดียวจะเพิ่ม Capacity ได้ถึง 26 Tbps หรือประมาณสิบเท่าของดาวเทียม V2 Mini ที่ Falcon 9 ขนขึ้นไปได้ในการปล่อยหนึ่งครั้ง
นอกจากนี้ Starlink V3 สามดวงในเที่ยวบินนี้จะติดกล้องสำหรับหันกลับมาถ่าย Heat Shield ของ Ship 41 หลังถูกปล่อยออกมา เป็นการพัฒนาแนวคิดที่เคยทดลองในเที่ยวบิน 13 ก่อนหน้า ซึ่งเดาได้เลยว่านี่จะกลายเป็น Standard Procedure ของการปล่อย Starship สำหรับเที่ยวบินปล่อย Starink และ Starmaind ในอนาคตแน่ ๆ เพื่อเช็ความพร้อมว่า Starship พร้อมกลับสู่บรรยากาศหรือไม่
ลำดับเหตุการณ์ก่อนทดสอบ
สำหรับฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในเที่ยวบินที่ 14 นั้นฝั่ง รายงานจาก Starship Wiki ระบุว่า Starship หมายเลข 41 เริ่มมีชิ้นส่วนปรากฏให้ผู้ติดตาม Starbase เห็นตั้งแต่ปี 2025 ก่อนการประกอบ Nosecone และ Payload Section จะดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ต้นปี 2026 การประกอบตัวยานหลักใน Mega Bay 2 เริ่มขึ้นช่วงเดือนเมษายน และตัวถังหลักเสร็จในเดือนพฤษภาคม จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนติดตั้ง Flap, Plumbing, Thermal Protection System และอุปกรณ์ภายในต่าง ๆ การติดตามการผลิตระบุว่าตัว Ship หลักถูกประกอบครบประมาณวันที่ 20 พฤษภาคม

ฝั่ง Super Heavy หรือ Booster หมายเลข 21 ก็ผ่านเส้นทางคล้ายกัน โดยตัวถังเริ่มถูกประกอบในช่วงเดือนพฤษภาคม ก่อนถูกนำไปทำ Cryogenic Proof Test สามครั้งระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม จากนั้นจึงติดตั้ง Raptor 3 ทั้ง 33 เครื่อง ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม Super Heavy หมายเลข 21 ถูก Roll Out จาก Production Site ไปยัง Pad 2

และวันที่ 28 สิงหาคม SpaceX จุด Raptor ทั้ง 33 เครื่องพร้อมกันประมาณ 15 วินาทีในการทำ Full-duration Static Fire ก่อน Booster ถูกนำกลับเข้า Production Site ในวันต่อมาเพื่อ Inspection และเตรียม Flight Hardware ขั้นสุดท้าย จนถึงวันที่ 20-21 กันยายน Super Heavy หมายเลข 21 ถูกนำกลับออกมายัง Pad 2 อีกครั้ง และล่าสุดวันที่ 23 กันยายน Starship หมายเลข 41 ก็เดินทางออกมายังฐานปล่อยก่อนถูกยกขึ้นประกอบบน Booster 21 กลายเป็น Full Stack สำหรับ Flight 14 เป็นที่เรียบร้อย
ทำไมการทดสอบบนวงโคจรจริงถึงสำคัญขนาดนั้น
จุดที่อาจทำให้หลายคนสับสนคือ Starship ขึ้นไปอวกาศตั้งแต่หลาย Flight ก่อนหน้านี้แล้ว แล้วทำไม SpaceX เพิ่งบอกว่าเที่ยวบิน 14 คือเที่ยวบิน Orbital ครั้งแรก คำตอบคือคำว่า “ขึ้นอวกาศ” กับ “ขึ้นวงโคจร” เป็นคนละเรื่องกัน การขึ้นอวกาศแค่หมายความว่าเราขึ้นไปสูงพอ แต่การอยู่ในวงโคจรหมายถึงต้องมี Horizontal Velocity สูงพอที่เมื่อยานกำลังตกลงหาโลก พื้นโลกก็โค้งหนีออกไปในอัตราเดียวกัน การ Orbit จึงพูดแบบฟิสิกส์บ้าน ๆ ได้ว่าเป็นการ “ตกแล้วตกไม่ถึงพื้น”

Starship ในเที่ยวบินก่อน ๆ ถูกจงใจวางไว้บน Passively Safe Suborbital Trajectory หมายความว่าต่อให้เครื่องยนต์เสีย ระบบควบคุมตาย หรือ SpaceX ติดต่อกับยานไม่ได้ มันก็ไม่มีทางค้างอยู่ในวงโคจร แต่จะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศตามธรรมชาติในบริเวณที่ถูกวางแผนเอาไว้ เพราะทันทีที่ Starship เข้า Orbit ปัญหาจะเปลี่ยนทันที สมมติ Starship ขึ้นไปสู่วงโคจรได้ แต่เครื่องยนต์สำหรับ Deorbit เสียขึ้นมา ยานไม่ได้ตกลงในพื้นที่ที่เรากำหนดไว้เหมือนเที่ยวบินก่อนอีกต่อไป มันกลายเป็นวัตถุขนาดกว่า 50 เมตรที่กำลังวิ่งรอบโลก และสุดท้ายจะกลับเข้าสู่บรรยากาศ ณ จุดที่ควบคุมได้ยากกว่าเดิม นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม FAA จึงให้ความสำคัญกับ Deorbit Capability มากเป็นพิเศษสำหรับเที่ยวบินนี้ ในรายงานของ Spaceflight Now ระบุว่าการอนุญาตยานขนาด Starship ให้เข้าสู่วงโคจรต้องพิจารณาความเสี่ยงในกรณีที่ Planned Deorbit Burn ไม่เกิดขึ้นด้วย
Mission Profile ของ Flight 14 จึงมี Safeguard ที่น่าสนใจมาก SpaceX จะไม่ทำ Orbital Insertion จนกว่า Flight Control จะตรวจสอบก่อนว่าระบบสำคัญที่จำเป็นต่อ Deorbit ยังมี Redundancy เพียงพอ หลังจากนั้นยังมี Health Check เพิ่มเติมระหว่าง Orbital Coast และหลังการปล่อย Payload หากสภาพยานไม่เหมาะสม Mission Control สามารถยุติภารกิจเร็วกว่ากำหนด เช่น กลับหลังสองหรือห้ารอบแทนที่จะอยู่ครบหกรอบ
แล้ว Starship จะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ เมื่อไหร่
ปัญหาของคำถามนี้คือคำว่า “ใช้งานได้” สำหรับ Starship มีอย่างน้อยสามระดับ ถ้าหมายถึง Starship ที่สามารถนำ Payload จริงขึ้นสู่วงโคจรและสร้างรายได้ คำตอบอาจเป็น “Flight 14 นี่แหละ” SpaceX ระบุในเอกสารของบริษัทก่อนหน้านี้ว่าคาดว่า Starship จะเริ่ม Payload Delivery to Orbit ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งตรงกับ Flight 14 พอดี และการเอา Starlink V3 จำนวน 26 ดวงขึ้นวงโคจรก็ถือเป็น Commercially Useful Mission จริง ไม่ใช่ Mass Simulator อีกต่อไป แต่ถ้าหมายถึง Starship ที่ทำหน้าที่เป็น Launch Vehicle แบบ Falcon 9 คือมี Payload Manifest ต่อเนื่อง บินเป็นกิจวัตร และลูกค้าไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าการทดสอบแต่ละครั้งจะจบอย่างไร คำตอบน่าจะยังต้องรอถึงปี 2027 เป็นอย่างเร็ว
ดังนั้นปี 2027 น่าจะเป็นปีที่เราเริ่มเห็นการบินืดสอบหรือ Test Flight ไปเป็นภารกิจหรือ Mission จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการขน Starlink ซึ่ง SpaceX สามารถเป็นทั้งเจ้าของ Rocket และเจ้าของ Payload จึงยอมรับความเสี่ยงระหว่างการ Ramp-up ได้มากกว่าลูกค้าภายนอก
แต่ถ้าคำว่า “เต็มรูปแบบ” หมายถึง Vision ดั้งเดิมของ Starship คือ Super Heavy กลับมา Catch, Ship กลับมา Catch, ตรวจสภาพ เติม Propellant แล้วบินซ้ำอย่างรวดเร็ว พร้อมมี Orbital Refueling และสามารถใช้ Architecture เดียวกันสำหรับ Earth Orbit, Moon และ Mars ตรงนี้ยังห่างออกไปอีกหลาย Milestone
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co