ยอดใช้ Stablecoin พุ่งทั่วโลก Binance แนะไทยเร่งผลักดัน ขณะที่ ธปท.-ก.ล.ต. กำลังจะคุมเข้ม
Richard Teng ซีอีโอ Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากเร่งผลักดันนโยบาย stablecoin และ tokenization แต่ในทางกลับกัน ก.ล.ต. และ ธปท. กำลังเดินหน้าออกเกณฑ์คุมเข้มธุรกรรม stablecoin ด้วยความกังวลเรื่องการฟอกเงินและการเลี่ยงระบบโอนเงินข้ามพรมแดน
ข้อมูลจาก Visa Onchain Analytics สะท้อนว่ามูลค่าธุรกรรมการใช้ stablecoin พุ่งทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 37 ล้านล้านบาท ในช่วง 30 วันล่าสุด ขณะที่ธุรกรรม stablecoin ขนาด retail ซึ่งเป็นตัวแทนการใช้งานของคนทั่วไป มีมูลค่าราว 7.2 พันล้านดอลลาร์ในรอบ 30 วันล่าสุด สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากที่พักเงินของนักเทรด ไปสู่เงินที่ใช้จ่ายจริงมากขึ้น
ด้าน Mercuryo เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ธุรกรรมแลกเปลี่ยนกลับเป็นเงินสกุลท้องถิ่น (off-ramp) บนแพลตฟอร์มที่เป็น USDC และ USDT มีสัดส่วน 57% ของธุรกรรมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 25% ในปีก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนต่อมูลค่ารวมเพิ่มจาก 30% เป็น 56%
ที่โดดเด่นกว่านั้นคือจำนวนธุรกรรม off-ramp ของ stablecoin เพิ่มขึ้น 446% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นเพิ่มขึ้นเพียง 38% และราว 80% ของการเติบโตทั้งหมดมาจาก stablecoin
Arthur Firstov ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Mercuryo ระบุว่าการรับเงินเดือนเป็นคริปโทกำลังเคลื่อนจากขอบไปสู่กระแสหลัก โดยให้เหตุผลว่าสำหรับแรงงานในประเทศที่เงินเฟ้อสูง การรับเงินเดือนเป็น stablecoin ช่วยรักษาอำนาจซื้อ ขณะที่บางส่วนใช้เพื่อการโอนเงินกลับประเทศด้วยต้นทุนต่ำ
สอดคล้องกับรายงาน Crypto Payroll ปี 2025 ของ Rise ที่พบว่า 25% ของธุรกิจใช้คริปโทในการจ่ายเงินเดือนแล้ว โดย Rise ระบุว่าประมวลผลเงินเดือนไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และมากกว่าครึ่งของการถอนเงินของแรงงานเกิดขึ้นในรูป stablecoin ครอบคลุมกว่า 190 ประเทศ
ความต้องการกระจุกตัวเป็นพิเศษในตลาดที่ค่าเงินไม่มีเสถียรภาพหรือมีต้นทุนการโอนเงินสูง โดยข้อมูล Chainalysis ที่ถูกอ้างในรายงานปี 2026 ของ Rise ระบุว่าบราซิลประเทศเดียวรับมูลค่าคริปโทราว 3.188 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 โดยราว 90% เชื่อมโยงกับ stablecoin
Binance ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล
ในบริบทนี้เอง Richard Teng ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance กล่าวว่า สินทรัพย์ดิจิทัลได้เปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลกแล้ว โดยปีนี้เห็นการบรรจบกันระหว่างการเงินดั้งเดิมกับโลกคริปโทอย่างชัดเจน
Teng ระบุว่าภายหลังสหรัฐฯ มีความชัดเจนทางกฎหมายเรื่อง stablecoin ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ stablecoin ได้กลายเป็นเครื่องมือโอนเงินข้ามประเทศที่รวดเร็วในระดับทันที ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับระบบธนาคารตัวแทน
สำหรับประเทศไทย Teng ประเมินว่าผู้กำกับดูแลไทยมีวิสัยทัศน์และออกเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นและการคุ้มครองผู้ใช้ พร้อมระบุว่าไทยมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล หากภาครัฐเร่งผลักดันนโยบายด้านนวัตกรรม stablecoin การทำ tokenization และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
อย่างไรก็ตาม Teng ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดสำคัญ คือปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่อนุญาตให้ใช้ stablecoin สกุลเงินต่างประเทศอย่าง USDT หรือ USDC ในการชำระค่าสินค้าและบริการทั่วไป ซึ่งทีมงานอยู่ระหว่างประสานงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หน่วยงานกำกับไทยอาจคุมเข้ม stablecoin มากขึ้น
ทว่าทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแลไทยในเวลานี้ดูจะสวนทางกับข้อเสนอดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประชุมหารือกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลธุรกรรม stablecoin ท่ามกลางความกังวลว่าสินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกใช้ในการฟอกเงิน ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเลี่ยงการควบคุมการโอนเงินข้ามพรมแดน
ตามรายงาน ก.ล.ต. คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การกำกับดูแลที่ครอบคลุมมากขึ้น ตามการใช้งาน stablecoin ที่แพร่หลายขึ้นในระบบการเงินไทย
การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังปริมาณธุรกรรมของ stablecoin รายใหญ่อย่าง USDT และ USDC ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนผู้กำกับดูแลเห็นความจำเป็นต้องพิจารณามาตรการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพิ่มเติม
ก่อนหน้านี้ ธปท. และ ก.ล.ต. ได้เริ่มตรวจสอบร่วมกันในธุรกรรม USDT มูลค่าสูง โดยมีรายงานว่าพบผู้ขาย USDT บนแพลตฟอร์มในไทยราว 40% เป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศ ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรทำธุรกรรมในไทย
ขณะเดียวกัน ธปท. ยังเตรียมใช้มาตรการต่อต้านการฟอกเงินชุดใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2026 ซึ่งกำหนดให้ผู้ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องแสดงหลักฐานที่มาของเงิน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเศรษฐกิจนอกระบบที่ครอบคลุมทั้งเงินสด การค้าทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล
ไทยเลือกทาง ‘เปิดหน้าบ้าน ปิดหลังบ้าน’?
อย่างไรก็ดี การตีความว่าไทยกำลัง ‘ต่อต้าน’ stablecoin คงไม่ถูกต้องนัก เพราะในเวลาเดียวกัน ธปท. ก็กำลังเดินหน้าสร้าง stablecoin ของตัวเอง
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า การศึกษาออกแบบ stablecoin ที่หนุนหลังด้วยเงินบาทอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในสิ้นปี 2026 และคาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการภายในปี 2026 หรือต้นปี 2027
กรอบเบื้องต้นกำหนดให้ stablecoin ดังกล่าวต้องหนุนหลังด้วยเงินบาทเต็มจำนวนในอัตรา 1:1 โดยเก็บสินทรัพย์สำรองในบัญชีแยกที่สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต ผู้ถือเหรียญมีสิทธิ์ไถ่ถอนเป็นเงินบาทได้ตลอดเวลา และสินทรัพย์สำรองจะถูกคุ้มครองไม่ให้นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น
ที่สำคัญคือ ธปท. วางแผนทดสอบในแซนด์บ็อกซ์โดยจำกัดการใช้งานเฉพาะการชำระดุลระหว่างธนาคารพาณิชย์ก่อน แล้วจึงค่อยประเมินผลก่อนขยายสู่การค้าปลีก โดยเน้นย้ำว่าออกแบบเพื่อประสิทธิภาพการชำระเงินและการชำระดุล ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร
พร้อมกันนี้ ธปท. ยังเข้มงวดกับการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ไม่ผ่านระบบ โดยกำหนดให้การชำระเงินผ่าน QR code ส่วนบุคคลในไทยต้องทำเป็นเงินบาทเท่านั้น และระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงพฤษภาคม 2026 ได้ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับการโอนเงินหยวนแบบ P2P ไปแล้วราว 5,000 บัญชี
ภาพ: lilgrapher/ Shutterstock