มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 7 ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดมนุษยชาติ

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 7 ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดมนุษยชาติ… ยุคแห่งความฉลาดขั้นสุดยอด (ASI) และมหากาพย์การร่วมมือกับ OpenAI
บทความโดย : Morika www.marumura.com
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบริษัทเทคโนโลยีที่เคยยิ่งใหญ่และเป็นเหมือนพระเจ้าในยุคหนึ่ง ถึงกลับค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่มันเป็นเหมือนรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ เราเคยเห็นภาพนี้มาแล้วกับบริษัทอย่าง IBM หรือ Xerox ที่ในยุคหนึ่งดูเหมือนจะไม่มีใครสามารถโค่นล้มบัลลังก์ของพวกเขาลงได้ บริษัทเหล่านี้ต่างมีจุดเริ่มต้นที่คล้ายกัน นั่นคือการสร้างนวัตกรรมที่พลิกโฉมโลก จนทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เล่นที่ผูกขาดตลาดไปโดยปริยาย
แต่เรื่องที่น่าเหลือเชื่อก็คือ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นั้นเอง กลับกลายเป็นเหมือนยาพิษที่ค่อยๆ ทำลายบริษัทจากภายใน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเสื่อมถอย เมื่อผลิตภัณฑ์แทบไม่เคยเปลี่ยน คนกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จขององค์กรมากที่สุดจึงกลายเป็นฝ่ายขายและการตลาด ในวันที่บริษัทครองส่วนแบ่งตลาดไปเกือบทั้งหมดแล้ว การมีผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นอีกเล็กน้อย แทบจะไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขายหรือกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญอีกต่อไป ฝ่ายการตลาดจึงกลายเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจมากที่สุดในองค์กร ในขณะที่วิศวกรและนักพัฒนาผลิตภัณฑ์เริ่มถูกผลักออกจากกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญ นวัตกรรมนำไปสู่การผูกขาด การผูกขาดนำไปสู่การยกย่องฝ่ายการตลาด และการที่ฝ่ายการตลาดขึ้นมามีอำนาจ ก็นำไปสู่การละเลยนวัตกรรม ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็คือการเสื่อมถอยนั่นเอง แม้แต่ในยุคปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple ก็ยังถูกตั้งคำถามว่ากำลังเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์นี้หรือไม่ เมื่อกลยุทธ์การตลาดที่เชี่ยวชาญในการสร้างความตื่นเต้นและภาพลักษณ์ ดูเหมือนจะเข้ามามีบทบาทนำหน้านวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกอย่างแท้จริง
ซัน มาซาโยชิ ผู้นำแห่งอาณาจักร SoftBank ตระหนักถึงวงจรแห่งความเสื่อมถอยนี้ดีกว่าใคร เขาเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ว่า ในโลกของเทคโนโลยี การหยุดนิ่งอยู่กับที่ คือการกระทำที่อันตรายที่สุด ด้วยเหตุนี้ ปรัชญาในการบริหารของเขาจึงมุ่งเน้นไปที่การทำลายล้างความสำเร็จเดิมของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อก้าวไปสู่กระแสคลื่นลูกใหม่ที่ใหญ่กว่า
ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงถาโถมเข้ามา บริษัทที่จะอยู่รอดได้คือบริษัทที่กล้าหาญพอที่จะผ่าตัดตัวเอง เหมือนกับเรื่องราวของ Philips บริษัทที่มีอายุกว่า 130 ปี ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตหลอดไฟระดับโลก แต่เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุคดิจิทัล และต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากเอเชีย บัลลังก์ของ Philips ก็เริ่มสั่นคลอน ปัญหาใหญ่คือการขาดโฟกัสและมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเกินไปจนทำให้อุ้ยอ้าย ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000 บริษัทต้องเผชิญกับการขาดทุนอย่างหนักจนเกือบล้มละลาย แต่จุดเปลี่ยนก็มาถึงในปี 2011 เมื่อผู้บริหารตัดสินใจเลือกที่จะทิ้งความสำเร็จเดิม แล้วแยกธุรกิจออกเพื่อมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพ (HealthTech) เป็นหลัก การผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่นี้ทำให้ Philips ต้องทุ่มเงินลงทุนมหาศาลไปกับการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเข้าซื้อกิจการบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ ผลลัพธ์คือการพลิกโฉมจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า กลายเป็นหนึ่งใน 3 บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นนำของโลกที่เติบโตอย่างยั่งยืน
อาณาจักร SoftBank ก็กำลังดำเนินการผ่าตัดองค์กรครั้งประวัติศาสตร์ในสเกลที่ใหญ่กว่านั้นหลายร้อยเท่า ซัน มาซาโยชิ มองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งว่า ยุคทองของอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่เคยสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับ SoftBank ผ่านการครอบครองคลื่นความถี่และการถือหุ้นใหญ่ในบริษัทโทรคมนาคมนั้น กำลังจะสิ้นสุดลง โลกกำลังก้าวเข้าสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยพานพบ นั่นคือยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์
ถ้าถามว่าทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในศตวรรษที่ 21 คืออะไร คำตอบอาจจะไม่ใช่น้ำมันหรือข้อมูลอีกต่อไป แต่มันคือ พลังการประมวลผล เรากำลังอยู่ในยุคตื่นทองครั้งใหม่ นั่นคือยุคตื่น AI ที่ทุกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างกระโจนเข้ามาเป็นนักขุดทองกันอย่างบ้าคลั่ง และในสมรภูมินี้ บริษัทที่รับบทเป็นคนขายพลั่วที่ดีที่สุดก็คือ Nvidia ซึ่งชิป GPU ของพวกเขากลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สำหรับใครก็ตามที่ต้องการสร้าง AI ที่ทรงพลัง
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของสงครามครั้งนี้ คือความเคลื่อนไหวของ Elon Musk และ xAI บริษัทปัญญาประดิษฐ์น้องใหม่ที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายในการสร้าง AI ที่มีความสามารถทัดเทียมมนุษย์ มีรายงานว่า xAI กำลังวางแผนระดมทุนก้อนมหึมาที่มีมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อชิปประมวลผลกราฟิกจาก Nvidia เป้าหมายของเม็ดเงินมหาศาลนี้คือการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งอนาคตเพื่อเป็นโรงงานผลิตปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง หรือที่เรียกกันว่า AGI (Artificial General Intelligence) AGI ไม่ใช่ AI ทั่วไป แต่เป็น AI ที่มีความเข้าใจ มีเหตุผล และเรียนรู้ได้หลากหลายเหมือนมนุษย์ ปัจจุบัน xAI มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อ Colossus ซึ่งใช้ชิป GPU รุ่นท็อปอย่าง Nvidia H100 ไปแล้วหลายหมื่นตัว และมีเป้าหมายที่จะขยายให้มีชิปมากถึง 200,000 ตัว ไปจนถึงการสร้าง Colossus 2 ที่อาจต้องใช้ชิปมากถึงหนึ่งล้านตัว
การเดิมพันของ Musk ถือว่าสูงลิ่ว มีการประเมินว่าแค่ในปี 2025 ปีเดียว xAI อาจจะต้องใช้จ่ายเงินไปกับการดำเนินงานสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว เงินทุนส่วนใหญ่มาจากหนี้สิน ซึ่งหากโมเดล AI ไม่สามารถสร้างรายได้ตามเป้า ก็อาจนำมาซึ่งวิกฤตทางการเงินได้ แต่วิสัยทัศน์ของ Musk คือการสร้าง AGI เพื่อให้กลายเป็นสมองกลางที่เชื่อมต่ออาณาจักรทั้งหมดของเขา ทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติของ Tesla ภารกิจอวกาศของ SpaceX หรือชิปฝังสมองของ Neuralink ดีลระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ เป็นเพียงเสียงปืนที่บอกว่าการแข่งขันเพื่อสร้างสติปัญญารูปแบบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ
แต่ในขณะที่อัจฉริยะอย่าง Elon Musk และเหล่ายักษ์ใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์กำลังทุ่มทรัพยากรเพื่อไปให้ถึงจุดที่เป็น AGI ซัน มาซาโยชิ กลับมองข้ามช็อตนั้นไปไกลกว่ามาก ในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งสำคัญของ SoftBank ซันได้ขึ้นเวทีและประกาศวิสัยทัศน์ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องขนลุก เขาบอกว่า AGI หรือ AI ที่ฉลาดเท่ามนุษย์นั้น เป็นเพียงแค่ป้ายหยุดรถชั่วคราวที่จะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ปีต่อจากนี้ แต่สถานีปลายทางที่แท้จริงที่ SoftBank กำลังจะเดิมพันด้วยชีวิตและจิตวิญญาณทั้งหมดของบริษัท คือสิ่งที่เรียกว่า ASI หรือ Artificial Super Intelligence
ASI ในนิยามของซัน มาซาโยชิ คือปัญญาประดิษฐ์ขั้นสุดยอดที่มีความฉลาดมากกว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกรวมกันถึง 10,000 เท่า มันไม่ใช่แค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ตอบคำถามได้เหมือน ChatGPT แต่มันคือเครือข่ายของสมองกลอัจฉริยะที่สามารถสื่อสารกันเอง คิดค้นนวัตกรรม รักษาโรคร้ายที่มนุษย์หมดทางเยียวยา และแก้ไขปัญหาความซับซ้อนของจักรวาลได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซันเชื่อว่ายุคของ ASI จะมาถึงภายในสิบปีข้างหน้า และเมื่อวันนั้นมาถึง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษยชาติจะถูกปฏิวัติใหม่ทั้งหมด
เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ซันรู้ดีว่า SoftBank ไม่สามารถเป็นเพียงแค่นักลงทุนที่นั่งรอรับเงินปันผลได้อีกต่อไป พวกเขาต้องเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่รองรับการเกิดของ ASI และจิ๊กซอว์ชิ้นที่สำคัญที่สุดบนกระดานนี้ก็คือ สมองกลที่เป็นผู้พัฒนา AI ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ซึ่งก็คือ OpenAI
ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ข่าวหน้าหนึ่งของสื่อธุรกิจทั่วโลกต่างพาดหัวถึงการขยับตัวครั้งใหญ่ของ SoftBank เมื่อซัน มาซาโยชิ ตัดสินใจอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนก้อนมโหฬารเข้าสู่ OpenAI การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ซันและ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI มีความสัมพันธ์อันแนบแน่นและวิสัยทัศน์ที่ตรงกันอย่างน่าประหลาด ทั้งคู่มองเห็นภาพเดียวกันว่า ข้อจำกัดเดียวที่จะขัดขวางไม่ให้โลกก้าวไปสู่ ASI ได้ ไม่ใช่เรื่องของซอฟต์แวร์หรืออัลกอริทึม แต่มันคือเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Physical Infrastructure)
พลังการประมวลผลมหาศาลที่ต้องใช้เพื่อฝึกฝนและรันโมเดล AI ขั้นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์นั้น ต้องอาศัยฮาร์ดแวร์และพลังงานในระดับที่โลกไม่เคยสร้างมาก่อน การระดมทุน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ของ xAI เพื่อซื้อชิป Nvidia เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของสิ่งที่ซันและ Altman กำลังวางแผน พวกเขากำลังพูดถึงโปรเจกต์ระดับล้านล้านดอลลาร์ที่ชื่อว่า “Stargate” ซึ่งเป็นความร่วมมือที่อาจดึงยักษ์ใหญ่ด้านระบบฐานข้อมูลและคลาวด์คอมพิวติ้งมาร่วมสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าทุกเครื่องที่มีอยู่บนโลกรวมกัน
แต่ซัน มาซาโยชิ เป็นนักยุทธศาสตร์ที่มองเกมขาดเสมอ เขาเรียนรู้จากกรณีของ ARM Holdings ว่า ผู้ที่กุมอำนาจที่แท้จริงคือผู้ที่ควบคุมสถาปัตยกรรมพื้นฐาน แม้ Nvidia จะเป็นราชาในโลกของ GPU แต่ชิปเหล่านั้นกินพลังงานมหาศาลมโหฬาร หากโลกจะสร้าง Data Center สำหรับ ASI ที่ต้องใช้ชิปนับล้านตัว ปัญหาใหญ่ที่สุดที่จะตามมาคือ โลกใบนี้จะผลิตกระแสไฟฟ้าไม่พอให้มันใช้งาน
นี่คือเหตุผลที่โครงสร้างธุรกิจของ SoftBank ในยุคใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ซันไม่ได้ลงทุนแค่ในบริษัทซอฟต์แวร์ AI อย่าง OpenAI เท่านั้น แต่เขายังมี ARM ที่กำลังพัฒนาสถาปัตยกรรมชิป AI ที่ประหยัดพลังงานที่สุดในโลก และยังเข้าลงทุนในบริษัทพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ ไปจนถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชั่น ทุกอย่างถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นวิสัยทัศน์เดียว นั่นคือการเตรียมความพร้อมทั้งด้านสมองกลและพลังงานขับเคลื่อน เพื่อต้อนรับการจุติของ Artificial Super Intelligence
แน่นอนว่าการเดิมพันครั้งนี้ของ SoftBank มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท เม็ดเงินลงทุนที่ต้องใช้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ ASI นั้นมหาศาลจนอาจทำให้บริษัทต้องแบกรับภาระหนี้สินระดับประเทศ นักวิเคราะห์ใน Wall Street หลายคนยังคงตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า และบาดแผลจากวิกฤตการณ์ WeWork ก็ยังคงเป็นภาพจำที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนรู้สึกหวาดผวา
แต่สำหรับผู้ชายที่ชื่อ ซัน มาซาโยชิ ความกลัวที่จะล้มเหลว ไม่เคยยิ่งใหญ่ไปกว่าความกลัวที่จะสูญเสียโอกาสในการเปลี่ยนโลก เขาเคยกล่าวไว้ว่า เส้นทางของ SoftBank ตลอดกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา คือการกระโดดข้ามจากหุบเหวหนึ่งไปยังอีกหุบเหวหนึ่งเสมอ จากยุคซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ สู่ยุคอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ สู่ยุคโทรศัพท์มือถือ และบัดนี้คือยุคของ ASI หาก SoftBank เลือกที่จะอยู่อย่างปลอดภัยและปกป้องผลกำไรในธุรกิจเดิม พวกเขาก็คงมีจุดจบไม่ต่างจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอดีตที่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา

การประกาศร่วมมือกับ OpenAI และการทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อมุ่งสู่ยุค ASI จึงไม่ใช่แค่กลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่มันคือบทพิสูจน์ครั้งสุดท้ายของชายผู้มีความฝันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเทคโนโลยี มันคือมหากาพย์การเดินทางที่กำลังจะให้คำตอบกับมนุษยชาติว่า อนาคตที่ปัญญาประดิษฐ์ฉลาดกว่ามนุษย์นับหมื่นเท่า จะเป็นรุ่งอรุณแห่งความรุ่งโรจน์ หรือจะเป็นหายนะที่ไม่อาจควบคุมได้ อนาคตเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชี้ชะตา
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
เบื้องหลังวิสัยทัศน์ที่ดุดันในการมุ่งสู่ยุค ASI ของซัน มาซาโยชิ มีจุดเปลี่ยนทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ ในช่วงที่ SoftBank เผชิญวิกฤตการเงินอย่างหนักจนต้องเข้าสู่ “โหมดตั้งรับ” ซันเคยเล่าให้ผู้ถือหุ้นฟังด้วยน้ำตาว่า เขารู้สึกเสียใจที่ชีวิตของเขากำลังจะร่วงโรยไปโดยที่ยังไม่ได้สร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่พอให้กับมนุษยชาติ แต่เมื่อเขาได้เห็นความสามารถของ ChatGPT รุ่นแรกๆ เขาก็เหมือนตื่นจากฝันร้าย เขากลับมารู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ และตระหนักได้ทันทีว่า ภารกิจที่แท้จริงในชีวิตของเขา ไม่ใช่การเป็นแค่นักลงทุนที่รวยที่สุด แต่คือการเป็น “นายทุนผู้ให้กำเนิดวิวัฒนาการขั้นต่อไปของมนุษยชาติ” และนั่นคือแรงผลักดันที่ทำให้เขากลับมาลงสนามรบอย่างบ้าคลั่งอีกครั้งในวัยเกือบ 70 ปี
บทความโดย : Morika www.marumura.com
เรื่องแนะนำ :
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 6 ชิปเปลี่ยนโลก
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 5: พายุหมุนในหุบเขาซิลิคอน
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 4: จากบริษัทโทรคมนาคม สู่ “กงสีนักลงทุนระดับโลก”
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 3: สงครามล้มยักษ์
– มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 2: หมากกระดานแรกบนเวทีโลก
– มหากาพย์ SoftBank จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 1: เด็กหนุ่มจากลังผลไม้ และการปฏิวัติที่ไม่มีใครเชื่อ
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
– https://gigazine.net/gsc_news/
– https://group.softbank/en/philosophy/vision
– https://www.reuters.com/technology/
– https://www.ft.com/content/0a283b7b-272e-4b71-80a6-9ab860a4e768
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 7 ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดมนุษยชาติ… ยุคแห่งความฉลาดขั้นสุดยอด (ASI) และมหากาพย์การร่วมมือกับ OpenAI #Softbank Group
Tags :


