classicliterature.it.com

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 5: พายุหมุนในหุบเขาซิลิคอน

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 5: พายุหมุนในหุบเขาซิลิคอน เมื่อภูเขาน้ำแข็ง WeWork ถล่ม และบทเรียนราคาแพงของราชาเงินทุน

บทความโดย : Morika www.marumura.com

ในโลกของการลงทุน มีคำกล่าวหนึ่งที่มักจะถูกหยิบยกมาเตือนใจนักลงทุนอยู่เสมอว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในการทำธุรกิจ ไม่ใช่คู่แข่งที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก

แต่ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในอดีตของตัวเราเองต่างหาก

เพราะเมื่อมนุษย์เราประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลติดต่อกันเป็นเวลานาน มันจะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นที่บิดเบี้ยว

เราจะเริ่มคิดว่าสัญชาตญาณของเรานั้นถูกต้องเสมอ ทุกการตัดสินใจของเราคือประกาศิต และเราสามารถควบคุมทุกอย่างบนโลกใบนี้ได้

นี่คือสภาวะที่นักจิตวิทยาเรียกว่า ความหยิ่งผยอง หรือ Hubris ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะที่ทำลายล้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน

และชายที่ชื่อ ซัน มาซาโยชิ ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาแห่งโลกการลงทุน ก็ไม่อาจหลีกหนีสัจธรรมข้อนี้ไปได้พ้น

หลังจากที่เขาสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการลงทุนใน Alibaba จนได้ผลตอบแทนกลับมานับพันเท่า และสามารถรวบรวมเงินทุนมหาศาลถึงหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อตั้ง SoftBank Vision Fund ได้สำเร็จ

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 5: พายุหมุนในหุบเขาซิลิคอน

SoftBank Vision Fund

ซันก็เปรียบเสมือนบุรุษผู้ไร้เทียมทานในซิลิคอนแวลลีย์ ไม่มีสตาร์ทอัพหน้าไหนกล้าปฏิเสธเงินของเขา และไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับวิสัยทัศน์ของเขา

แต่การมีเงินสดหนึ่งแสนล้านดอลลาร์อยู่ในมือนั้น มันไม่ได้เป็นเพียงแค่อำนาจ แต่มันคือแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น

ในฐานะผู้จัดการกองทุน ซันมีหน้าที่ที่จะต้องนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนให้หมดและสร้างผลตอบแทนกลับมาให้เร็วที่สุด

เขาต้องวิ่งไล่ล่าหายูนิคอร์นตัวต่อไปที่จะมาเปลี่ยนโลก และสร้างปาฏิหาริย์แบบเดียวกับที่ Alibaba เคยทำไว้

ความกดดันที่ต้องหาที่ระบายเงินทุนก้อนมหึมานี้เอง ที่พัดพาให้เขาไปพบกับภูเขาน้ำแข็งที่กำลังจะจมเรือสำราญของ SoftBank

ภูเขาน้ำแข็งลูกนั้นมีชื่อว่า WeWork

ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2010 วัฒนธรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนไป อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้ผู้คนไม่จำเป็นต้องนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศสี่เหลี่ยมแบบเดิมอีกต่อไป

Adam Neumann ชายหนุ่มชาวอิสราเอลผู้เต็มไปด้วยเสน่ห์และวาทศิลป์อันเหลือล้น ได้มองเห็นช่องว่างในตลาดนี้ เขาจึงร่วมมือกับ Miguel McKelvey ก่อตั้ง WeWork ขึ้นมาในปี 2010

โมเดลธุรกิจของ WeWork นั้น หากมองให้ลึกลงไปถึงแก่นแท้ มันเป็นเรื่องที่เรียบง่ายและเป็นธุรกิจดั้งเดิมอย่างมาก นั่นคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือการทำกำไรจากส่วนต่างพื้นที่

สิ่งที่พวกเขาทำคือการไปทำสัญญาเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ในระยะยาว สมมติว่าเช่ามา 15 ปีในราคาถูก

จากนั้นก็นำพื้นที่นั้นมาตกแต่งใหม่ให้ดูทันสมัย มีโต๊ะปิงปอง มีเบียร์สดให้กดฟรี มีโซฟาเก๋ๆ แล้วนำมาซอยแบ่งให้เช่าในระยะสั้น เป็นรายเดือน หรือรายวัน ในราคาที่แพงขึ้น

ส่วนต่างระหว่างค่าเช่าระยะยาวที่จ่ายไป กับค่าเช่าระยะสั้นที่เก็บมาได้ ก็คือกำไรของบริษัท

แต่วิธีที่ Adam Neumann ใช้ในการนำเสนอธุรกิจของเขานั้น กลับไม่ใช่การบอกว่า WeWork เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เพราะเขารู้ดีว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นมีมูลค่าการประเมินราคาที่ต่ำ และไม่ดึงดูดใจนักลงทุนในยุคดิจิทัล

เขาจึงสวมเสื้อคลุมของความเป็น บริษัทเทคโนโลยี ให้กับ WeWork

WeWork

Adam มักจะขึ้นเวทีประกาศด้วยความมั่นใจว่า WeWork ไม่ใช่บริษัทให้เช่าพื้นที่ แต่เป็นบริษัทที่ให้บริการพื้นที่ในฐานะบริการ หรือ Space as a Service

เขาอ้างว่าบริษัทมีการใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ในการออกแบบพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก นั่นคือการยกระดับจิตสำนึกของมวลมนุษยชาติ

วาทกรรมที่สวยหรูผสมกับความสามารถในการโน้มน้าวใจระดับพระกาฬของ Adam ทำให้ WeWork ดูเย้ายวนราวกับเป็นลัทธิอะไรสักอย่าง ผู้คนต่างหลงใหลในวิสัยทัศน์นี้ และบริษัทก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขยายสาขาไปตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก

และแล้ว ในเดือนธันวาคม ปี 2016 โชคชะตาก็นำพาให้สุดยอดนักขายอย่าง Adam Neumann มาพบกับสุดยอดนักลงทุนอย่าง ซัน มาซาโยชิ

การพบกันครั้งนั้นเกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของ WeWork ในนิวยอร์ก ซันมีเวลาเพียงแค่ 12 นาทีในการพูดคุยก่อนที่จะต้องรีบไปทำธุระต่อ

Adam ใช้เวลา 12 นาทีนั้นพยายามขายฝันอย่างเต็มที่ เขาพาซันเดินทัวร์ออฟฟิศ โชว์ให้เห็นถึงพลังงานของคนรุ่นใหม่ที่กำลังนั่งทำงานร่วมกัน

เมื่อการทัวร์จบลง ซัน มาซาโยชิ เชิญ Adam ขึ้นไปนั่งบนรถยนต์ของเขา แล้วหยิบไอแพดขึ้นมาขีดเขียนตัวเลขบางอย่าง

ซันหันหน้าไปถาม Adam ด้วยคำถามที่เป็นตำนานว่า ระหว่างคนฉลาด กับคนบ้า ใครคือคนที่จะชนะในสงครามธุรกิจ

Adam ตอบอย่างไม่ลังเลว่า คนบ้าครับ

ซันยิ้มแล้วบอกว่า ถูกต้อง แต่ปัญหาของคุณตอนนี้ก็คือ คุณยังบ้าไม่พอ

และในวันนั้นเอง ซัน มาซาโยชิ ก็ได้ตัดสินใจอนุมัติเงินลงทุนก้อนแรกให้กับ WeWork เป็นมูลค่าสูงถึง 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การอัดฉีดเม็ดเงินระดับจักรวาลของ SoftBank เปรียบเสมือนการเทน้ำมันเครื่องบินลงไปในกองไฟ

WeWork นำเงินก้อนนั้นไปใช้ขยายสาขาอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาไล่เช่าตึกที่แพงที่สุดในโลก จ้างพนักงานนับพันคน และจัดปาร์ตี้สุดเหวี่ยงแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

ยิ่ง WeWork โตเร็วเท่าไหร่ SoftBank ก็ยิ่งอัดเงินลงทุนเพิ่มเข้าไปอีก การลงทุนรอบแล้วรอบเล่าจากกองทุน Vision Fund ได้ดันให้มูลค่าประเมินของ WeWork พุ่งทะยานจาก 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019

WeWork กลายเป็นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับสองของอเมริกา เป็นรองเพียงแค่ Uber เท่านั้น และ Adam Neumann ก็กลายเป็นศาสดาคนใหม่ของวงการเทคโนโลยี

แต่นี่คือจุดที่ภาพลวงตาเริ่มทำงาน

การที่บริษัทหนึ่งจะมีมูลค่า 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ได้นั้น มันหมายความว่าบริษัทนั้นจะต้องมีศักยภาพในการทำกำไรที่มหาศาล และมีต้นทุนที่ลดลงเมื่อขยายขนาดธุรกิจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของบริษัทซอฟต์แวร์

แต่ WeWork ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ ยิ่งพวกเขาขยายสาขามากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งต้องไปเซ็นสัญญาเช่าตึกระยะยาวเพิ่มขึ้นเท่านั้น ภาระผูกพันทางการเงินพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ในขณะที่รายได้ของพวกเขามาจากผู้เช่าระยะสั้น ซึ่งพร้อมจะยกเลิกสัญญาและเดินจากไปได้ทุกเมื่อหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

นี่คือความไม่สอดคล้องกันของโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สิน ที่อันตรายที่สุดในโลกการเงิน

แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กลับมองข้ามเรื่องนี้ไป เพราะถูกบดบังด้วยตัวเลขการเติบโตที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา และความน่าเชื่อถือของชื่อ SoftBank ที่ค้ำประกันอยู่เบื้องหลัง

จนกระทั่งความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยออกมาในเดือนสิงหาคม ปี 2019

ในเวลานั้น WeWork ตัดสินใจที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนก้อนใหม่ ตามกฎของตลาดทุน พวกเขาจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินทั้งหมดผ่านเอกสารที่เรียกว่า S-1 Filing

และเมื่อเอกสาร S-1 ถูกเผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณชน มันก็กลายเป็นเอกสารที่สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้ง Wall Street

สิ่งที่นักวิเคราะห์การเงินพบในเอกสารฉบับนั้น ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโลก แต่เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเลือดไหลออกจนเกือบจะหมดตัว

ตัวเลขในงบการเงินระบุชัดเจนว่า WeWork ขาดทุนอย่างย่อยยับ ในปี 2018 บริษัทมีรายได้ 1.8 พันล้านดอลลาร์ แต่กลับขาดทุนสูงถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์

หมายความว่าทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่บริษัทหามาได้ พวกเขาต้องจ่ายเงินออกไปถึง 2 ดอลลาร์

ยิ่งไปกว่านั้น การชี้แจงตัวเลขของ WeWork ยังเต็มไปด้วยความพิสดาร พวกเขาประดิษฐ์คำศัพท์ทางการเงินใหม่ที่เรียกว่า Community Adjusted EBITDA

มันคือการนำเอาต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการบริหารแทบทุกอย่างออกไปจากการคำนวณ เพื่อทำให้ตัวเลขขาดทุนดูสวยงามขึ้น แต่มันคือการหลอกลวงทางบัญชีที่นักลงทุนอาชีพรับไม่ได้

แต่สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าตัวเลขทางการเงิน คือพฤติกรรมและการกำกับดูแลกิจการของ Adam Neumann

เอกสาร S-1 แฉให้เห็นว่า Adam มีอำนาจเบ็ดเสร็จในบริษัทเหนือผู้ถือหุ้นทุกคน เขานำเงินของบริษัทไปซื้อทรัพย์สินส่วนตัว ซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์เพื่อใช้เดินทางไปปาร์ตี้ทั่วโลก

และนำอาคารของตัวเองมาปล่อยเช่าให้กับบริษัท WeWork ซ้ำอีกทีเพื่อทำกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง

และวีรกรรมที่ถือว่าตลกร้ายที่สุด คือการที่ Adam Neumann แอบไปจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าคำว่า We ไว้เป็นของตัวเอง

จากนั้นเมื่อบริษัทต้องการจะเปลี่ยนชื่อจาก WeWork เป็น The We Company เขาก็ทำการบังคับขายลิขสิทธิ์คำว่า We คืนให้กับบริษัทของตัวเองในราคาสูงถึง 5.9 ล้านดอลลาร์

เมื่อความเน่าเฟะทั้งหมดถูกเปิดเผย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็พังทลายลงในพริบตา
ไม่มีใครในตลาดหลักทรัพย์ยอมซื้อหุ้นของ WeWork ที่มูลค่า 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ตามที่ SoftBank เคยตั้งไว้

ภายในเวลาไม่ถึงเดือน มูลค่าของ WeWork ดิ่งหัวลงอย่างรวดเร็ว จาก 4.7 หมื่นล้าน เหลือ 2 หมื่นล้าน เหลือ 1 หมื่นล้าน และทำท่าจะกลายเป็นศูนย์

การทำ IPO ถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน บริษัทกำลังจะเงินสดหมดมือและล้มละลายภายในไม่กี่สัปดาห์

สถานการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับอาณาจักร SoftBank อย่างรุนแรง เพราะถ้า WeWork ล้มละลาย มันจะไม่ใช่แค่การสูญเสียเงินลงทุนเกือบหมื่นล้านดอลลาร์ไปฟรีๆ แต่มันจะทำลายความน่าเชื่อถือทั้งหมดของ Vision Fund

นักลงทุนระดับโลกจะตั้งคำถามทันทีว่า ซัน มาซาโยชิ ใช้สายตาแบบไหนในการคัดเลือกสตาร์ทอัพ และนั่นอาจทำให้กองทุนที่สองที่เขากำลังจะระดมทุนต้องล้มพับไปตลอดกาล

เพื่อกอบกู้สถานการณ์และรักษาหน้าตาของบริษัท ซันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมบทอัศวินขี่ม้าขาว เข้าไปอุ้มกิจการที่กำลังจะตาย

SoftBank ต้องควักเงินสดอีกกว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นจากผู้ก่อตั้งและอัดฉีดสภาพคล่องให้ WeWork รอดพ้นจากการล้มละลาย

แลกกับการบีบให้ Adam Neumann ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอและเดินจากบริษัทไป

บทสรุปของดีลอื้อฉาวนี้ จบลงด้วยการที่ SoftBank ต้องแบกรับผลขาดทุนมหาศาล และกลายเป็นรอยด่างพร้อยที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การลงทุนของบริษัท

ในงานแถลงผลประกอบการของ SoftBank Group ช่วงปลายปี 2019 ซัน มาซาโยชิ ชายผู้ซึ่งเคยยืนประกาศวิสัยทัศน์ด้วยความมั่นใจมาตลอดชีวิต ต้องยืนโค้งคำนับด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสำนึกผิด

เขากล่าวต่อหน้าผู้ถือหุ้นและสื่อมวลชนด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า การตัดสินใจลงทุนของเขาเป็นการตัดสินใจที่เลวร้ายมากในหลายๆ ด้าน

เขาปิดตาตัวเองและมองข้ามปัญหาของพวกเขา เขาหลงใหลในตัวของผู้ก่อตั้งมากเกินไปจนหน้ามืดตามัว นี่คือความผิดพลาดที่เขาต้องยอมรับและเรียนรู้จากมันอย่างลึกซึ้ง

เรื่องราวการล่มสลายของ WeWork ไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของบริษัทหนึ่งบริษัท แต่มันคือการสั่นระฆังเตือนสติวงการเทคโนโลยีและนักลงทุนทั่วโลก

มันพิสูจน์ให้เห็นว่า ต่อให้คุณจะมีเงินทุนมากมายมหาศาลแค่ไหน มีวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือมีผู้ก่อตั้งที่พูดจาโน้มน้าวใจเก่งระดับโลก

แต่ถ้าแก่นแท้ของธุรกิจมันไม่มีความยั่งยืน และเต็มไปด้วยความหลอกลวง สุดท้ายแล้ว กฎแห่งความเป็นจริงทางการเงินก็จะตามมาเช็กบิลคุณในที่สุด

และสำหรับ ซัน มาซาโยชิ วิกฤตการณ์ WeWork คือบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต ที่สอนให้เขารู้ว่า สัญชาตญาณที่เคยมองเห็นทองคำในตัวของผู้คน ก็สามารถบิดเบี้ยวและมองเห็นก้อนกรวดเป็นเพชรได้เช่นกัน หากถูกครอบงำด้วยความทะเยอทะยานที่ไร้ขอบเขต


เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน

หลังจากที่ถูกบีบให้ออกจากบริษัท Adam Neumann กลับไม่ได้เดินจากไปตัวเปล่าแบบผู้แพ้ สัญญาที่เขายอมก้าวลงจากตำแหน่ง ทำให้เขาได้รับเงินชดเชยและค่าซื้อหุ้นคืนจาก SoftBank สูงถึงกว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เขากลายเป็นมหาเศรษฐีที่เดินออกไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ในขณะที่พนักงาน WeWork หลายพันคนต้องถูกเลิกจ้างและสูญเสียมูลค่าหุ้นของตัวเองไปจนหมดเกลี้ยง นี่คือหนึ่งในบทสรุปที่ทำให้ Wall Street วิจารณ์การตัดสินใจของ SoftBank อย่างหนักหน่วงที่สุด

บทความโดย : Morika www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 4: จากบริษัทโทรคมนาคม สู่ “กงสีนักลงทุนระดับโลก”
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 3: สงครามล้มยักษ์
มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 2: หมากกระดานแรกบนเวทีโลก
มหากาพย์ SoftBank จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 1: เด็กหนุ่มจากลังผลไม้ และการปฏิวัติที่ไม่มีใครเชื่อ
มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 8… รุ่งอรุณใหม่ในศตวรรษที่ 21: การกำเนิดของ Mizuho และมรดกที่ไม่มีวันตาย
มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 7… ฟองสบู่แตกและทศวรรษที่หายไป บททดสอบที่เจ็บปวดที่สุดของสายเลือด Yasuda

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.softbank.jp/en/sbnews/entry/20201030_01
https://www.menabytes.com/softbank-vision-fund-2-launched/
https://www.wsj.com/articles/
https://www.ft.com/content/380ea7b2-0056-11ea-b7bc-f3fa4e77dd47
https://www.cnbc.com/2019/10/22/
https://www.businessinsider.com/

มหากาพย์ SoftBank: จักรวรรดิแสนล้านกับการเดิมพันที่เขย่าโลก ตอนที่ 5: พายุหมุนในหุบเขาซิลิคอน เมื่อภูเขาน้ำแข็ง WeWork ถล่ม และบทเรียนราคาแพงของราชาเงินทุน #Softbank Group

Update: 2026-08-27
Tags: