SME ไทยพยายามเต็มที่แต่ไปไม่สุด คำตอบอาจไม่ใช่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่ ‘เครื่องมือบริหาร’ ttb จึงออกแบบ ttb business one แพลตฟอร์มที่มุ่งเป็น ‘Digital CFO’ ให้ธุรกิจไทย
ภาพของ SME ไทยในวันนี้สะท้อนความย้อนแย้งอย่างชัดเจน แม้ผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 87 ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลโดยการนำเครื่องมือต่างๆ มาใช้ในธุรกิจ แต่ผลลัพธ์กลับยังไม่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างที่คาดหวัง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าธุรกิจ “พยายามมากพอหรือยัง” แต่อาจเป็นว่า “เครื่องมือบริหารที่ใช้ ช่วยให้ธุรกิจไปได้ไกลแค่ไหน”
ttb จึงมองเห็นโอกาสในการพัฒนาแพลตฟอร์ม ttb business one ธนาคารดิจิทัลสำหรับลูกค้าธุรกิจและ SME ที่ช่วยเชื่อมโยงทุกธุรกรรมการเงินเข้าด้วยกันให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารธุรกิจได้ครบ จบ ในระบบเดียว
THE STANDARD WEALTH ได้พูดคุยกับผู้บริหาร 3 ท่านจาก 3 กลุ่มงานหลักที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มนี้

เมื่อ ‘จุดล็อก’ ของ SME ไทยไม่ได้มีแค่เรื่องเงินทุน
แม้ SME จะเป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นราวร้อยละ 90 ของธุรกิจทั้งประเทศ และทำให้เกิดการจ้างแรงงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือร้อยละ 70.4 ของกำลังแรงงาน แต่กลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพียง 1 ใน 3 ของ GDP สวนทางกับขนาดและจำนวนที่มีอยู่
ผลสำรวจชุดเดียวกันชี้ให้เห็น 5 จุดล็อกที่ฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่ ได้แก่ 1) การมุ่งแก้ปัญหาระยะสั้นมากกว่าการวางแผนระยะยาว 2) การใช้ดิจิทัลและ AI เพียงในระดับพื้นฐาน 3) การขาดการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ 4) การเติบโตของยอดขายที่ไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ 5) การขาดทิศทางหรือแผนที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
กนกพร จูฑา ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีทีบี
มองว่า ธุรกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น SME หรือองค์กรขนาดใหญ่ ต่างเผชิญความท้าทายสำคัญอยู่ 3 ด้านหลัก
หนึ่งคือเรื่องสภาพคล่อง โดยเฉพาะ SME ที่ “รับเงินช้า แต่ต้องจ่ายเร็ว” ส่งสินค้าไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ขณะที่รายจ่ายในการดำเนินงานยังเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน รวมถึงการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังมีข้อจำกัดอยู่ในหลายด้าน

สองคือประสิทธิภาพในการบริหารงานและเงิน หลายธุรกิจยังพึ่งพากระบวนการทำงานแบบ manual ทั้งการจัดการภายใน การใช้เงินสดหรือเช็ค รวมถึงการทำธุรกรรมที่ยังต้องไปสาขา ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความคุ้นชิน และการขาดเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้คล่องตัวขึ้น
และสามคือข้อมูลที่กระจัดกระจาย เมื่อมีการทำงานผ่านหลายระบบ ทั้งการรับ-จ่ายเงิน และการอนุมัติภายในองค์กร ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน และเจ้าของธุรกิจจึงไม่สามารถมองภาพรวมได้ทันเวลาส่งผลให้การตัดสินใจอาจไม่ทันจังหวะของธุรกิจ
จากโจทย์เหล่านี้ ทีมบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาบริการทางการเงิน แต่ต่อยอดไปสู่การสร้าง Industry Solution ที่ตอบโจทย์ในแต่ละอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น กลุ่มธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ ทีทีบี ร่วมมือกับ LINE MAN Wongnai ทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ทั้งระบบ POS ที่เชื่อมกับ QR และเครื่อง EDC ในที่เดียว ช่วยลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ไม่ต้องเสียเวลามากมายไปกับการกระทบยอดสิ้นวัน รวบรวมข้อมูลทางการเงินทั้งหมดเข้าสู่ ttb business one เพื่อให้เรียกดูและบริหารจัดการได้ในที่เดียว และเป็นข้อมูลที่ช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งจุดที่กนกพรให้ความสำคัญ คือการทำให้ “จุดเริ่มต้น” ของการใช้บริการธนาคารสำหรับธุรกิจ
อย่างการเปิดบัญชีนิติบุคคล เกิดขึ้นได้อย่างคล่องตัวและไม่สะดุด บริการ Digital Onboarding สำหรับลูกค้านิติบุคคลจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดบัญชีหรือสมัครบริการได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเดินทางไปสาขา ทำให้กระบวนการที่เคยใช้เวลา ถูกย้ายมาอยู่บนช่องทางดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องสะดุดกับขั้นตอนแบบเดิม
“เมื่อธุรกิจรวมการบริหารจัดการทางการเงินไว้บนระบบเดียว ผ่านบัญชีทีทีบีและ ttb business one ผู้ประกอบการจะสามารถบริหารงานและเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจและแหล่งเงินทุนได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น” กนกพรกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตและขยายการค้าออกสู่ต่างประเทศ ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสภาพคล่องหรือประสิทธิภาพการบริหารภายในอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อัตราแลกเปลี่ยน และความซับซ้อนของธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องบริหารควบคู่กันไป
ปลดล็อกการค้าโลก ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้น
ในส่วนธุรกิจระหว่างประเทศ บุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่มบริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี ชี้ว่า ผู้ประกอบการในวันนี้ต้องเผชิญแรงกดดันมากกว่าที่เคย ทั้งจากมาตรการทางการค้า (Tariff) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) ที่ส่งผลให้ต้นทุนซัพพลายเชนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเริ่มมองหาตลาดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกับปรับรูปแบบการทำธุรกรรม
ไปสู่การใช้ “หลายสกุลเงิน” มากขึ้น เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการซื้อขาย
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดในปีนี้ คือความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งปรับตัวมากกว่าร้อยละ 10 ตั้งแต่ต้นปี “โจทย์ของผู้ประกอบการในวันนี้ ไม่ใช่แค่การรับ-จ่ายเงิน แต่คือการบริหารต้นทุน และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน”
บุษรัตน์อธิบายว่าหนึ่งในแนวทางที่ช่วยลดความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ซึ่งมีความเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับเงินบาทมากกว่า และช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารต้นทุนได้แม่นยำขึ้น และเพื่อตอบโจทย์นี้ ธุรกิจจึงไม่จำเป็นต้องเปิดหลายบัญชีแยกกันอีกต่อไป
แต่สามารถบริหารหลายสกุลเงินได้ในบัญชีเดียวผ่าน บัญชีสำหรับบริหารหลายสกุลเงิน ทีทีบี (ttb multi-currency account) ที่รองรับธุรกรรมได้ถึง 11 สกุลเงินหลัก ครอบคลุมทั้งการซื้อ-ขาย-รับ-จ่าย ทั้งในและต่างประเทศ ช่วยให้จัดการธุรกิจได้อย่างคล่องตัว พร้อมตอบโจทย์ทุกจังหวะของธุรกิจ
ที่ ttb ธุรกรรมการเงินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่เคยแยกเป็นหลายขั้นตอนถูกเชื่อมต่อให้อยู่ในที่เดียวผ่าน ttb business one ตั้งแต่การโอนเงินไปให้คู่ค้าต่างประเทศที่รองรับถึง 24 สกุลเงินครอบคลุมกว่า 240 ประเทศทั่วโลก การบริหารอัตราแลกเปลี่ยน ไปจนถึงสินเชื่อเพื่อการค้าที่รองรับทั้งสกุลเงินบาท ดอลลาร์ และสกุลท้องถิ่น อย่างเช่นสกุลเงินหยวน ที่เรามีบริการ Yuan Full Pay ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการที่มีธุรกรรมกับคู่ค้าจีนโดยเฉพาะ ช่วยให้การบริหารสกุลเงินหยวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้การจัดการธุรกรรมในแต่ละวันเป็นไปอย่างคล่องตัว

“โจทย์ของผู้ประกอบการในวันนี้ไม่ใช่แค่การรับ-จ่ายเงิน แต่คือการบริหารต้นทุน และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อผู้ประกอบการเห็นภาพรวมการเงินครบในที่เดียว การตัดสินใจเรื่องนำเข้าส่งออก หรือการตั้งราคาจะไม่ต้องพึ่งการคาดเดา เพราะมีข้อมูลจริงรองรับทุกก้าว” บุษรัตน์กล่าว
ความซับซ้อนของธุรกรรมระหว่างประเทศจึงไม่ได้เป็นอุปสรรคเหมือนในอดีตแต่กลายเป็นอีกหนึ่งโอกาส
สำหรับธุรกิจที่มีเครื่องมือรองรับอย่างเหมาะสม
แต่การทำให้การบริหารธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นเรื่องง่าย ไม่ได้เกิดจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ธุรกรรม และกระบวนการทำงานทั้งหมดไว้ในระบบเดียว ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแพลตฟอร์ม ttb business one

เบื้องหลังแพลตฟอร์มที่เปลี่ยน ‘หลายระบบ’ ให้เป็นภาพเดียวของธุรกิจ
ในวันที่ธุรกิจต้องรับมือกับความซับซ้อนทั้งในและต่างประเทศ โจทย์ของธุรกิจในวันนี้จึงไม่ได้อยู่แค่การมี “เครื่องมือ” แต่คือการมีระบบที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันได้จริง
รัชกร ชยาภิรัต ประธานกลุ่มเทคโนโลยี ทีทีบี เล่าว่า แนวคิดในการพัฒนา ttb business one จึงเริ่มจากการทำความเข้าใจ Pain Point ของลูกค้า ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นลำดับ
ระยะแรกคือการทำให้ผู้ใช้งาน “เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย” และลดการพึ่งพาการทำธุรกรรมที่สาขา โดยออกแบบให้รองรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ SME ไปจนถึงองค์กรข้ามชาติ เครื่องมือจึงถูกพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้ง Mobile Banking สำหรับ SME ที่ต้องการความรวดเร็วและ Internet Banking สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีปริมาณและความซับซ้อนของธุรกรรมมากกว่า โดยทั้งสองระบบสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ
ในระยะถัดมาคือการรวมทุกธุรกรรมให้อยู่บนระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมในประเทศ ทั้งเงินฝาก สินเชื่อ ซัพพลายเชน และธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดข้อจำกัดเดิมที่ลูกค้าต้องสลับใช้งานหลายระบบ และมองข้อมูลแบบแยกส่วน
ttb business one จึงถูกออกแบบให้ใช้งานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ บริษัทสามารถจัดการธุรกรรมจำนวนมากได้เอง และอนุมัติรายการผ่านมือถือได้ทันที พร้อมเสริมความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี Biometrics

รัชกร อธิบายว่าแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้ถูกพัฒนาแบบแยกส่วน แต่เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่เชื่อมต่อโซลูชันต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยทุกฟีเจอร์ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งในด้านความสะดวก การเชื่อมต่อข้อมูล
และความสามารถในการรองรับการเติบโตของธุรกิจ
“ttb business one คือ Unity Platform ที่ทำให้ทุกทีมสามารถร่วมพัฒนาโซลูชันไปด้วยกันได้
โดยไม่ต้องแยกระบบออกจากกัน โดยเบื้องหลังแนวคิดนี้มาจากการทำงานของทีม ttb spark ที่ใช้แนวทาง Agile ผสานการทำงานของทีมพัฒนาธุรกิจ บริหารผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และ UX/UI
โดยทีทีบีพัฒนาระบบขึ้นด้วยทีมงานภายในธนาคารเอง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และย่อศักยภาพของระบบระดับองค์กรใหญ่ให้สามารถใช้งานได้บนแพลตฟอร์มเดียวกันสำหรับธุรกิจทุกขนาด
จาก ‘แพลตฟอร์มเดียว’ สู่ ‘Digital CFO’ ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI
เมื่อธุรกรรมทั้งหมดถูกรวมไว้ในระบบเดียว ขั้นถัดไปจึงไม่ใช่แค่การ “มองเห็นข้อมูล”
แต่คือการ “นำข้อมูลไปใช้” เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ
รัชกรอธิบายว่าระยะที่สามของ ttb business one คือการต่อยอดข้อมูลธุรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เมื่อธุรกิจทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล ระบบจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ครบทั้งรายรับ รายจ่าย
วงเงินสินเชื่อ และข้อมูลคู่ค้า ก่อนนำมาวิเคราะห์เป็น Insight ที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
ข้อมูลเหล่านี้ถูกพัฒนาให้ทำหน้าที่เสมือน ‘Digital CFO’ ที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ ผ่านแดชบอร์ดที่ช่วยสรุปภาพรวมการเงิน ตั้งแต่การคาดการณ์กระแสเงินสดล่วงหน้า การแจ้งเตือนเมื่อแนวโน้มสภาพคล่องเริ่มตึงตัว ไปจนถึงการแนะนำการใช้วงเงินอย่างเหมาะสม
เครื่องมืออย่าง Smart Dashboard, Consolidated Report, Group Company View และ Credit Dashboard ที่รวมวงเงินสินเชื่อทั้งหมดไว้ในที่เดียว ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นทั้งวงเงินรวม วงเงินที่ใช้ไป
และวงเงินคงเหลือได้อย่างชัดเจน ทำให้การวางแผนเงินทุนหมุนเวียน ไม่ใช่การคาดการณ์จากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตัดสินใจบนข้อมูลจริง
ในระยะถัดไป ทีทีบีเตรียมนำ AI เข้ามาเสริมศักยภาพของแพลตฟอร์มมากยิ่งขึ้น ทั้งการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน การเปรียบเทียบอัตรากำไรกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทิศทางนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ SME ต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ด้าน Digital และ AI การสร้างเครือข่ายพันธมิตร หรือที่ปรึกษาที่ช่วยให้มองภาพธุรกิจได้ชัดขึ้น
“เมื่อธุรกิจจัดการการเงินได้อย่างเป็นระบบ ลดความซับซ้อน และเข้าถึงข้อมูลเพื่อตัดสินใจได้จากที่เดียว
การเงินจะเลิกเป็นอุปสรรค และกลายเป็นพลังที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคง” รัชกรทิ้งท้าย

ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การแก้โจทย์ของ SME ในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงแหล่งเงินทุน หรือเครื่องมือทางการเงินเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างโซลูชันทางธุรกิจ ความเชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ และเทคโนโลยีที่ช่วยเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำ
ผลสำรวจ SME Insight 2026 ชี้ว่าธุรกิจที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง มักมีจุดร่วมสำคัญ 3 ประการ
คือ แนวคิดที่พร้อมเปลี่ยนผ่าน การใช้ดิจิทัลและ AI อย่างเต็มศักยภาพ และการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า SME ไทย “พยายามมากพอหรือยัง” เพราะคำตอบปรากฏชัดอยู่แล้ว
แต่อยู่ที่ว่าเครื่องมือบริหารที่มีอยู่ในมือสามารถเปลี่ยนความพยายามนั้น ให้กลายเป็นการเติบโตได้จริงมากแค่ไหน และนั่นคือโจทย์ที่ ttb business one กำลังเดินหน้าพิสูจน์