classicliterature.it.com

SI ASEAN+ ความร่วมมือระดับอาเซียนขับเคลื่อนการผลิตยุค FDI

สมาคม System Integrator (SI) และองค์กรพันธมิตรจากไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ลงนามความร่วมมือ SI ASEAN Plus Initiative ภายใต้กรอบการทำงาน 5 ปี โดยสิ่งที่ทำให้ความร่วมมือนี้ต่างจากบันทึกความเข้าใจทั่วไป คือ กลไกที่ตกลงกันไว้เป็นงานที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ การตั้งคณะทำงานถาวร การจัดทำรายชื่อเครือข่าย SI ทั้งภูมิภาค การสร้างมาตรฐานวิชาชีพ SI ร่วมของอาเซียน และการแบ่งปันกรณีศึกษาที่รวมถึงโครงการที่ล้มเหลว ทั้งหมดนี้มุ่งไปที่โจทย์เดียวกัน คือทำให้ภูมิภาคนี้มีกำลังติดตั้งและดูแลระบบอัตโนมัติได้ด้วยตัวเอง โดยพิธีลงนามจัดขึ้นวันที่ 27 สิงหาคม 2026 ภายในงาน Thailand Electronics Circuit Asia (THECA) 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

Table of Contents

  • ทำไมความร่วมมือครั้งนี้จึงสำคัญกับผู้ผลิตในภูมิภาค
  • ความท้าทาย: การแข่งขันกันเองภายในภูมิภาคกำลังทำลายมูลค่าที่ควรได้
  • กลไกในการสร้างความร่วมมือของ SI ASEAN+ เพื่อให้เกิดธุรกิจที่ยั่งยืน
  • สำรวจสมาชิกผู้บุกเบิก SI ASEAN+ และศักยภาพในอนาคต
  • ก้าวต่อไปของ SI ASEAN+ กับการขับเคลื่อนพันธกิจ ‘บูรณาการระดับภูมิภาค’

ทำไมความร่วมมือครั้งนี้จึงสำคัญกับผู้ผลิตในภูมิภาค

หัวใจของความร่วมมือนี้อยู่ที่การนิยามบทบาทของ SI ใหม่ โดยในที่ประชุมใช้คำว่า ‘SI as a Bridge’ อธิบายหน้าที่ของผู้รวมระบบว่าเป็นผู้แปลงคำใหญ่ทางเทคโนโลยี เช่น Smart Manufacturing, Predictive Maintenance หรือ ESG ให้กลายเป็นระบบที่เดินได้จริงบนพื้นโรงงาน

ความสำคัญของบทบาทนี้เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านที่ที่ประชุมเรียกว่าการก้าวจาก DX ไปสู่ AX (Automation Transformation) ความต่างอยู่ตรงที่ DX จบลงที่การมีข้อมูล แต่ AX คือการนำข้อมูลนั้นไปสั่งการให้เกิดผลทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่หยิบจับ ระบบตรวจสอบที่คัดของเสียออกจากสายพาน หรือระบบคลังสินค้าที่เดินเองได้ ขั้นตอนหลังนี้คือส่วนที่ซอฟต์แวร์อย่างเดียวทำไม่ได้ และเป็นงานของ SI โดยตรง

จังหวะเวลาของความร่วมมือนี้ตรงกับการเปลี่ยนตำแหน่งของภูมิภาคในแผนที่การลงทุนโลก รายงาน World Investment Report 2026 ของ UNCTAD ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2026 ระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แซงเอเชียตะวันออกขึ้นเป็นอนุภูมิภาคที่ได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูงที่สุดในเอเชียกำลังพัฒนา โดยข้อมูลของ UNCTAD ที่วิเคราะห์โดย UOB ระบุมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2025 ไว้ที่ราว 244,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า

Thailand Lab International 2026

ความต้องการดังกล่าวไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมเดียว เอกสารของที่ประชุมระบุอุตสาหกรรมที่กำลังดึงงานระบบอัตโนมัติในภูมิภาคนี้ไว้หลายกลุ่มพร้อมกัน ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ บรรจุภัณฑ์ ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (Intra-logistics และ ASRS) โรงไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงทั้งเซมิคอนดักเตอร์และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับที่เห็นตัวเลขชัดที่สุดในไทย จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกลุ่ม PCB ระหว่างปี 2023–2025 จำนวน 222 โครงการ มูลค่ากว่า 320,078 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลที่สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) เข้าร่วมสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ในฐานะฝั่งผู้ใช้บริการ SI โดยตรง

เมื่อโรงงานใหม่เหล่านี้เริ่มติดตั้งสายการผลิต คำถามที่ตามมาคือใครเป็นผู้ติดตั้ง เชื่อมระบบ และดูแลต่อในระยะยาว หากขีดความสามารถของ SI ในพื้นที่ไม่พอ งานส่วนนี้จะถูกส่งกลับไปให้ผู้รับเหมาจากประเทศต้นทางของนักลงทุน มูลค่าเพิ่มและองค์ความรู้ก็จะไม่ตกอยู่ในภูมิภาค

ความท้าทาย: การแข่งขันกันเองภายในภูมิภาคกำลังทำลายมูลค่าที่ควรได้

ภายใต้โอกาสมูลค่ามหาศาลที่เกิดขึ้น กลับมีความน่ากังวลที่เติบโตขึ้นมาตามสภาพของตลาดที่จะส่งผลกระทบในระยะยาว โดยภายในงานได้นำเสนอ 3 ความท้าทายสำคัญที่ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องรวมกันเป็นปึกแผ่นให้ได้ ได้แก่

1. การตัดราคากันเองเพื่อแย่งการลงทุน สถานการณ์แข่งขันด้วยราคา คือ ‘Race to the Bottom’ ที่แข่งกันลงเหว อธิบายสภาวะที่ประเทศสมาชิกแข่งกันเสนอสิทธิประโยชน์และราคาที่ต่ำกว่ากันเพื่อดึงนักลงทุนรายเดียวกัน ผลคือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ภูมิภาคควรได้ถูกกดลงตั้งแต่ต้นทาง

2. แรงกดดันจากเทคโนโลยีราคาต่ำจากนอกภูมิภาค ผู้ประกอบการ SI ที่แข่งด้วยราคาอย่างเดียวจะเสียงานให้กับผู้เสนอราคาต่ำกว่าเสมอ และไม่เหลือส่วนต่างพอจะลงทุนพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอง

3. ช่องว่างด้านบุคลากรและมาตรฐาน งานระบบอัตโนมัติต้องการวิศวกรที่ทำงานได้จริงตั้งแต่ PLC Programming ไปจนถึง SCADA ซึ่งเป็นทักษะที่ยังไม่มีมาตรฐานรับรองร่วมกันข้ามพรมแดนในอาเซียน ทำให้การส่งทีมงานหรือรับงานร่วมกันข้ามประเทศทำได้ยาก เพราะไม่มีเกณฑ์กลางที่ใช้ยืนยันความสามารถของบุคลากรได้

กลไกในการสร้างความร่วมมือของ SI ASEAN+ เพื่อให้เกิดธุรกิจที่ยั่งยืน

เพื่อให้ความร่วมมือนี้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและใช้งานได้จริง ที่ประชุมจึงเสนอแนวทาง 4 ข้อ ซึ่งให้ความสำคัญกับการปกป้องศักยภาพของ SI ในการแข่งขันในภูมิภาคเป็นหลัก ประกอบไปด้วย

1. การเจรจาร่วม (Collective Bargaining) ใช้โมเดลลักษณะเดียวกับสหภาพยุโรปในการเจรจากับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อกำหนดเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) แทนการแข่งกันลดเงื่อนไขเพื่อแย่งการลงทุนรายเดียวกัน

2. การแข่งด้วยคุณค่าแทนราคา เน้นส่งมอบ Solution และบริการที่มี Know-how และการดูแลระยะยาวรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้เสนอราคาต่ำเลียนแบบได้ยากที่สุด ควบคู่กับการผลักดันเทคโนโลยีการผลิตที่ยืดหยุ่น (Flexible Manufacturing) เช่น 3D Printing และ AI เพื่อรับงานที่ซับซ้อนขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแรงงานจำนวนมาก

3. มาตรฐานวิชาชีพ SI ร่วมของอาเซียน โดยใช้ระบบรับรองมาตรฐานวิชาชีพของฟิลิปปินส์ (TESDA Training Regulations ระดับ NC2 ถึง NC4) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ PLC Programming ถึง SCADA เป็นต้นแบบ ใช้โมเดล Triple Helix ที่เชื่อมภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา และเน้นการสร้างผู้ฝึกอบรม (Train the Trainers) เพื่อให้ความรู้ขยายต่อได้เอง

การเชื่อมจุดแข็งข้ามประเทศเป็นห่วงโซ่เดียว ตัวอย่างที่ที่ประชุมยกขึ้นมาคือการนำเทคโนโลยี Vision System จากมาเลเซียมาใช้กับอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัวในไทย

สำรวจสมาชิกผู้บุกเบิก SI ASEAN+ และศักยภาพในอนาคต

สำหรับหน่วยงานหรือสมาคมที่เข้าร่วมในการประชุมและลงนามครั้งนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่มที่หนึ่ง สมาคม System Integrator จากประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) จากไทย, Malaysia Industrial 4.0 System Integrator Association (MiSi 4.0) จากมาเลเซีย APARA (Asia Pacific Assistive Robotics Association) จากสิงคโปร์และ Mechatronics and Robotics Society of the Philippines (MRSP) จากฟิลิปปินส์

กลุ่มที่สอง สมาคมระดับภูมิภาคและองค์กรภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) ในฐานะตัวแทนฝั่งอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ใช้บริการ SI ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงสุดของภูมิภาคในเวลานี้

กลุ่มที่สาม ผู้ผลิตเทคโนโลยี ได้แก่ Mitsubishi Electric ซึ่งเอกสารของที่ประชุมระบุบทบาทไว้ที่การนำอุปกรณ์ที่ใช้งานจริงในโรงงาน เช่น PLC และ HMI เข้าไปใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้จบใหม่ทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มเรียนรู้เครื่องมือใหม่หลังเข้าทำงาน

องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ความร่วมมือนี้ต่างจากการรวมกลุ่มของสมาคมวิชาชีพตามปกติ เพราะโจทย์เรื่องมาตรฐานบุคลากรต้องการทั้งผู้กำหนดเนื้อหา ผู้จ้างงาน และผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนรู้ต้องขยับไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

โดยแนวคิด ‘ASEAN Plus’ หมายถึงการเปิดรับพันธมิตรเพิ่มทั้งในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย และนอกอาเซียนที่มีเทคโนโลยีและต้องการเข้าถึงตลาดอาเซียน โดยเภายในงานได้มีตัวแทนและสัญลักษณ์ของประเทศที่สนใจเป็นพันธมิตร ดังนี้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และจีน

ด้านแนวโน้มเทคโนโลยี ที่ประชุมวางเป้าหมายร่วมไว้ที่ AI, Humanoid Robotics และ Physical AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานในโลกกายภาพ โดยกำหนดเป็นเทคโนโลยีหลักที่จะเปลี่ยนรูปแบบของโรงงานภายในราวสองปีข้างหน้า ควบคู่กับการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาคสำหรับอุปกรณ์สนับสนุน Data Center ได้แก่ Power Electronics ระบบทำความเย็น อุปกรณ์ Optical และ Networking Equipment

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ใช้ได้ทันทีที่สุดจากที่ประชุม สำหรับโรงงานที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่ม Physical AI ตรงไหน คือให้เริ่มจากงานที่ผิดพลาดแล้วเสียหายน้อย เช่น ระบบตรวจสอบคุณภาพ (QC/Inspection) ก่อนขยายไปสู่กระบวนการที่หยุดสายการผลิตได้

ก้าวต่อไปของ SI ASEAN+ กับการขับเคลื่อนพันธกิจ ‘บูรณาการระดับภูมิภาค’

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานในขั้นต่อไป ที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมและความร่วมมือเพื่อให้เกิดการบูรณการร่วมกันทั้งภูมิภาค ดังต่อไปนี้

1. การแต่งตั้งคณะทำงาน (Working Committee) โดยเลือกจากผู้ที่ทำงานด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์โดยตรง และเน้นความโปร่งใสในการคัดเลือก เพื่อให้กิจกรรมเดินต่อเนื่องหลังพิธีลงนาม

2. การจัดทำรายชื่อเครือข่าย SI (SI Roster) รวบรวมบริษัทและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคให้ค้นหาและจับคู่กันได้ เป็นฐานของสิ่งที่ที่ประชุมเรียกว่า ‘SI Community’

3. การแบ่งปันกรณีศึกษา ทั้งที่สำเร็จและที่ล้มเหลว ข้อนี้เป็นข้อที่ต่างจากความร่วมมือทั่วไปมากที่สุด เพราะที่ประชุมระบุชัดว่าต้องการ Failure Cases ด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้านไม่ต้องเสียเงินเรียนรู้ความผิดพลาดเดิมซ้ำ

4. กิจกรรมจับคู่ธุรกิจและโครงการนำร่องข้ามพรมแดน โดยมีงานแสดงเทคโนโลยีในเวียดนามช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นเวทีแรก [ต้องตรวจสอบ: ชื่องานและวันที่ที่แน่นอน]

5. การผลักดันเชิงนโยบายในปี 2028 ซึ่งเป็นปีที่ไทยจะรับตำแหน่งประธานอาเซียนตามลำดับการหมุนเวียน เพื่อเสนอประเด็นความมั่นคงทางอุตสาหกรรมและ ESG เป็นวาระระดับภูมิภาค

แนวนโยบายความร่วมมือที่เกิดขึ้นผ่าน SI ASEAN+ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับ System Integrator ในภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านข้อตกลงที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกที่เข้าร่วมอย่างยั่งยืน ซึ่งก้าวต่อไปของการผนึกกำลังที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรหันมาสนับสนุน และผลักดันให้เกิดการเติบโตไม่ใช่เพื่อสนับสนุผู้ประกอบไทยกันเอง แต่เป็นการรักษาพื้นที่ของธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ-ภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

Update: 2026-08-27
Tags: