SGC เปิดทางขายพอร์ตรถที่เหลือ ปักธง Lock Phone ขึ้นแท่นพอร์ตหลัก เฉลี่ยโตปีละ 20-30%

นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยคณะกรรมการบริษัทมีมติจำหน่ายพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ “รถทำเงิน” หรือ C4C บางส่วน วงเงินไม่เกิน 1,300 ล้านบาท
คาดเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.ย.2569 และเร่งดำเนินการในไตรมาส 4/2569 เพื่อนำเงินไปเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ Lock Phone ซึ่งมี Yield ประมาณ 25% สูงกว่า C4C ที่ราว 15% และมีอายุสัญญาสั้นกว่า โดย Lock Phone สูงสุดประมาณ 24 เดือน เทียบกับ C4C ราว 4-6 ปี ช่วยให้บริษัทหมุนเงินกลับมาสร้างผลกำไรได้เร็วขึ้น
ขณะที่ผู้ซื้อพอร์ตเป็นนิติบุคคลไทยที่ไม่ใช่บุคคลที่เกี่ยวข้องกัน (Non-RPT) และสนใจขยายธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุก โดยไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ตามเงื่อนไขสัญญาซื้อขาย ทั้งนี้ การขายพอร์ตยังช่วยลดความเสี่ยงจากธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันสูงจากสถานการณ์สงคราม และหากอนาคตมีผู้สนใจพอร์ต C4C ที่เหลือ บริษัทพร้อมเปิดโอกาสให้เข้ามาหารือ
ปัจจุบันพอร์ต C4C มีประมาณ 4,400 ล้านบาท หลังการขายจะเหลือราว 3,200 ล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อรวมประมาณ 14,000 ล้านบาท โดยบริษัทเชื่อว่าการขายพอร์ตจะไม่กระทบผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 3-4/2569 เนื่องจากยังมีพอร์ตเหลือเพียงพอสำหรับบริหารจัดการตามปกติ
ขณะที่เงินจากการขายจะนำไปลงทุนในสินเชื่อที่มี Yield สูงกว่า สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้( NPL) ระยะสั้นอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากพอร์ตที่ขายเป็นลูกหนี้ Stage 1 แต่บริษัทได้ตั้งสำรอง ECL ของ C4C อย่างระมัดระวังมาตั้งแต่ปีก่อน จึงไม่กังวลภาระตั้งสำรองก้อนใหญ่เพิ่มเติม และยังใช้ทีมจัดเก็บหนี้เดิมบริหารลูกหนี้ต่อไป โดยหลังปรับพอร์ตตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน Lock Phone จากประมาณ 60% เป็น 65% ของพอร์ต ขณะที่ C4C ลดลงเหลือประมาณ 25%
ด้านสภาพคล่อง ปัจจุบัน SGC มีเงินสดในมือประมาณ 1,500 ล้านบาท และคาดได้รับเงินจากการขายพอร์ต C4C อีกกว่า 1,000 ล้านบาท รวมถึงมีกระแสเงินสดรับจากการชำระหนี้ของลูกหนี้เฉลี่ยมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน เพียงพอรองรับการขยายสินเชื่อในช่วง High Season ไตรมาส 3-4/2569 โดยเฉพาะ Lock Phone ซึ่งตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปีนี้ประมาณ 14,000 ล้านบาท และคาดเติบโตต่อเนื่อง 20-30% ในปีถัดไป
ขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนที่ใช้สินเชื่อในไทยมีมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท พร้อมรักษาความสัมพันธ์กับพันธมิตรหลักอย่าง OPPO และ Vivo ซึ่งร่วมทำโครงการมานานกว่า 2 ปี ทั้งนี้ Lock Phone เป็นสินเชื่อเช่าซื้อที่คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 1% ต่อเดือน หรือไม่เกิน 25% ต่อปีแบบ Effective Annual Rate (EAR) จึงไม่รับผลกระทบในลักษณะเดียวกับมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อ BNPL
สำหรับแผนการเงิน บริษัทเตรียมเงินไว้ชำระคืนหุ้นกู้ 250 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดเดือน ธ.ค.2569 อัตราดอกเบี้ย 7.2% ซึ่งจะช่วยลด Cost of Fund โดยปัจจุบันมีหุ้นกู้คงค้างประมาณ 1,950 ล้านบาท และในปี 2569 ไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ชุดใหม่ เนื่องจากสามารถใช้เงินสดหมุนเวียนแทนการระดมทุนเพิ่มเติม ส่วนปี 2570 จะกลับมาพิจารณาแหล่งเงินทุนภายนอก ทั้งวงเงินจากสถาบันการเงินและการออกหุ้นกู้ใหม่ตามภาวะตลาดและจังหวะที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัททั้ง SINGER และ SGC มีแผนปรับโครงสร้างทางบัญชีเพื่อล้างขาดทุนสะสมและปลดล็อกความสามารถในการจ่ายเงินปันผล โดยนำทุนสำรองและส่วนเกินมูลค่าหุ้นมาล้างขาดทุนสะสมของ SINGER ประมาณ 1,440 ล้านบาท และ SGC ประมาณ 856.4 ล้านบาท สอดคล้องกับการที่ SGC ทำกำไรต่อเนื่องแล้ว 8 ไตรมาส และผลจากการ Transform ธุรกิจเริ่มสะท้อนผ่านความสามารถในการทำกำไรที่ชัดเจนขึ้น โดย SGC มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ การจ่ายจริงจะพิจารณาจากกระแสเงินสด แผนลงทุน และการขยายธุรกิจ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว