classicliterature.it.com

ทหารอเมริกันกลับมา ‘พัทยา’ อีกครั้ง: เมืองที่เติบโตจากสงครามเย็น ผู้คนจดจำได้ถึง Sex Tourism แต่สิทธิของ Sex Worker กลับไม่ได้รับการยอมรับ

“ตราบใดที่อาชีพนี้ยังคงผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีอำนาจในการปราบปราม นั่นหมายความว่าตำรวจจะสามารถใช้อำนาจนั้นในการเข้าถึงแหล่งผลประโยชน์หรือเงินนอกระบบที่ไม่เป็นทางการได้อยู่เสมอ”

ชานันท์ ยอดหงษ์ นักวิชาการอิสระและผู้เขียนหนังสือ ประวัติศาสตร์ที่เพศสร้าง อธิบายความย้อนแย้งของพัทยา เมืองที่เติบโตขึ้นจากการเป็นสถานที่พักผ่อนของทหารสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเวียดนาม และมีภาพจำเรื่อง Sex Tourism ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน แต่อาชีพที่ดำรงอยู่คู่กับเมืองกลับยังไม่ถูกยอมรับ

การเดินทางมาไทยของทหารอเมริกันครั้งนี้ ทำให้ภาพจำเมือง Sex Tourism ถูกเน้นย้ำอีกครั้ง ผ่านแผ่นเสียง “ชีวิตเมียเช่า” ที่ถูกนำมาเล่าอย่างสนุกสนาน แต่เรื่องสิทธิแรงงาน สวัสดิการ และความปลอดภัยของ Sex Worker กลับแทบไม่ถูกพูดถึง

ก่อนจะมาเป็น ‘พัทยา’ เมืองตากอากาศ

จากการรายงานของ Epigram สื่อท้องถิ่นภาคตะวันออก ระบุว่าเดิมพื้นที่ใจกลางพัทยามีชื่อว่า ‘บ้านหนองไผ่’ ก่อนเปลี่ยนเป็น ‘ทัพพระยา’ ตามเรื่องเล่าว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินเคยยกทัพมาพักบริเวณนี้เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 และต่อมาชื่อจึงกร่อนเสียงเป็น ‘พัทยา’ และชุมชนแห่งนี้ยังคงเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กอยู่อีกนาน ก่อนถูกเปลี่ยนโฉมใหม่ด้วยอิทธิพลของสงครามเย็น

ในช่วงสงครามเวียดนาม ไทยเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEATO และอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ตั้งฐานทัพชั่วคราวเพื่อสนับสนุนเวียดนามใต้ ฐานทัพอู่ตะเภาซึ่งตั้งอยู่ใกล้พัทยา ทำให้ทหารและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จำนวนมากเดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจในไทย

ใน พ.ศ. 2502 มีรายงานว่าทหารสหรัฐฯ ราว 400-500 นายจากฐานทัพในนครราชสีมาเดินทางมาพักผ่อนที่พัทยา เนื่องจากเป็นชายทะเลที่เดินทางถึงได้สะดวก เมืองนี้จึงค่อยๆ กลายเป็นสถานที่พักฟื้นก่อนที่ทหารจะกลับสู่สมรภูมิ การหลั่งไหลของกำลังพลสหรัฐฯ ทำให้ธุรกิจด้านโรงแรม ร้านอาหาร และสถานบริการเติบโตขึ้น และเปลี่ยนพัทยาจากหมู่บ้านชาวประมงให้กลายเป็นเมืองตากอากาศ ก่อนพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกในเวลาต่อมา

และตอนนี้ เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln กำลังเข้าเทียบท่าที่ไทย พร้อมกำลังพลและทหารรวมประมาณ 5,000 นาย

แผ่นเสียง ‘ชีวิตเมียเช่า’ กับสิทธิของพนักงานบริการทางเพศที่ไม่เคยถูกพูดถึง

“เสียงคนลือกันแลงเซ้า ว่าน้องเป็นเมียเช่า พวกทหารฝรั่ง กะแล้วแต่เขาเฮานี้มีสะตังค์ เขาบ่ฮู้อิหยังกะพากันเว้าไป” 

ท่อนร้องหนึ่งจากเพลง ‘ชีวิตเมียเช่า’ ที่อินฟลูเอนเซอร์จำนวนหนึ่งบน TikTok ใช้ประกอบคอนเทนต์ หลังทราบว่าทหารอเมริกันจะเข้าเทียบท่าที่พัทยา สำหรับชานันท์มองว่า แม้คอนเทนต์เหล่านี้จะทำกันแบบทีเล่นทีจริง แต่ส่วนหนึ่งก็ยังสะท้อนว่าเมืองพัทยายังมีภาพจำในฐานะ Sex Tourism ไม่ว่ารัฐไทยจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม

“พวกเขากลับหยิบเรื่องนี้มาทำเป็นคอนเทนต์ล้อเล่นสนุกสนาน อาจอ้างว่าต้องการช่วยทำให้อาชีพนี้กลายเป็นเรื่องปกติ แต่ในมุมมองของเรา มันไม่ได้มีความตั้งใจช่วยขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างจริงจังเลยสักนิดเดียว” เขาเอ่ย พร้อมเน้นย้ำว่า คอนเทนต์เหล่านั้น ไม่เคยแตะต้องข้อมูลในมิติเรื่องสวัสดิภาพ ความเป็นอยู่ และสิทธิแรงงาน ไม่มีการพูดถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบจากแขก หรือแรงกดดันทางสังคมที่บีบคั้นให้พวกเขาจำต้องก้าวเข้ามาทำอาชีพนี้เลย

ภาพของเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ย่านสถานบันเทิง และใช้กำลังกดปราบพนักงานบริการยังคงปรากฎให้เห็น แม้ในวันที่สังคมพูดถึงเรื่องนี้ในฐานะความตลกขบขันส่วนบุคคล มันกลับไปลดทอนเสียงของขบวนการด้านสิทธิแรงงานของพนักงานบริการเหล่านี้ และทำให้บทสนทนาถึงเรื่องสิทธิและคุณภาพชีวิตก็ไม่ได้ไปไหนเลย

ตราบใดที่อาชีพนี้ยังคงผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีอำนาจในการปราบปราม นั่นหมายความว่าตำรวจจะสามารถใช้อำนาจนั้นเข้าถึงแหล่งผลประโยชน์หรือเงินนอกระบบที่ไม่เป็นทางการได้อยู่เสมอ

แต่ถ้าทำให้ถูกกฎหมายและขึ้นมาอยู่บนดินอย่างเป็นทางการ รายได้เหล่านั้นจะถูกจัดเก็บและจัดสรรไปอยู่ในรูปแบบอื่นที่เป็นระบบแทน “มันจึงกลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สิทธิของ Sex Worker ถูกแช่แข็งให้อยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์” ชานันท์ เสริมท้าย

รัฐไทยมองเห็น Sex Worker อย่างไรในอดีต

แม้ไม่มีหลักฐานที่ตอบได้ชัดเจนว่าอาชีพนี้เริ่มต้นเมื่อใด เพราะบริการทางเพศปรากฏอยู่ในบันทึกของหลายสังคมมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่อารยธรรมกรีกและโรมัน ซึ่งมีทั้งรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการค้า ด้านศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรม

สำหรับสังคมไทย หลักฐานตั้งแต่สมัยอยุธยาพูดถึงผู้ให้บริการทางเพศควบคู่ไปกับกฎหมายและการเก็บภาษี ชานันท์ อ้างถึง ‘บันทึกของซีมง เดอ ลา ลูแบร์’ ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้าสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ระบุถึงโรงโสเภณีและผู้ประกอบอาชีพนี้หลัก 600 คน และมีขุนนางบรรดาศักดิ์ระดับสูงเป็นผู้ตั้งซ่องหรือตั้งโรงโสเภณีขึ้นมาเองด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ใช่ซ่องเถื่อน ทำกิจการถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นงานที่มีการส่งส่วยและภาษีอากรเพื่อถวายกษัตริย์ แต่เนื้อหาของกฎหมายเองก็ไม่ได้ให้การยอมรับ เพราะ Sex Worker ถูกจัดเป็นบุคคล 33 จำพวกตาม ‘พระอัยการลักษณะพยาน’ ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนบาป ไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีศีลธรรมเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นพยานในชั้นศาลได้ จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนวิกลจริต คนที่เป็นกะเทย คนที่เป็นขอทาน หรือคนที่ทำอาชีพยิงนก เป็นต้น

ชานันท์อธิบายว่า ในอดีตรัฐมองเห็นอาชีพเป็นแหล่งทำเงิน มีการเก็บภาษีจากผู้ให้บริการและสถานประกอบการ รวมถึงกำหนดให้มีการจดทะเบียนและตรวจสุขอนามัย เงินบางส่วนถูกนำไปใช้บำรุงเมือง อย่างในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็เคยมีกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันสัญจรโรค ออกมาเพื่อจัดเก็บภาษี โดยดึงเงินภาษีจากซ่องเข้ามาบำรุงหรือก่อสร้างเป็นทรัพย์สินสาธารณะของรัฐ

“มันจึงทำให้รัฐมองเห็นความสำคัญและยอมรับว่านี่คืออาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้รัฐได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าสังคมจะยอมรับ เพราะสังคมก็ยังมีคำเรียกต่าง ๆ ที่ค่อนข้างลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีในเชิงศีลธรรมอยู่เสมอ” ชานันท์ ระบุ

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหประชาชาติผลักดันให้ประเทศสมาชิกปราบปรามการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้อื่น ภายใต้แนวคิดที่มองว่าการค้าประเวณีเชื่อมโยงกับการเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง* รัฐไทยในตอนนั้นเลือกที่จะรับเอาแนวคิดนี้มา แล้วปรับแก้เป็นข้อกฎหมายที่ใช้ในประเทศ นั่นคือ พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503

อาชีพ Sex Worker กลายเป็นอาชีพผิดกฎหมาย เมื่อรัฐไทยหันมาใช้กฎหมายในแนวทางปราบปราม ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2500 รัฐเริ่มมองผู้หญิงที่ขายบริการว่าเป็นทั้งผู้ถูกเอาเปรียบ ผู้ที่ควรได้รับการสงเคราะห์ และผู้กระทำผิดในเวลาเดียวกัน วิธีแก้ปัญหาจึงเน้นจับกุม ควบคุมตัว หรือฝึกอาชีพอื่นให้ แทนที่จะรับรองสิทธิและเพิ่มอำนาจต่อรองในงานที่พวกเขาทำอยู่

เมื่ออาชีพถูกทำให้ผิดกฎหมาย เงินที่เคยเข้าสู่รัฐผ่านระบบภาษีก็เปลี่ยนเป็นผลประโยชน์นอกระบบ ชานันท์มองว่า ตราบใดที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจปราบปราม ธุรกิจนี้ก็สามารถกลายเป็นแหล่งเรียกรับผลประโยชน์ได้ การทำให้อาชีพอยู่ใต้ดินจึงไม่ได้ยุติการขูดรีด เพียงเปลี่ยนผู้รับเงินและทำให้ตรวจสอบได้ยากขึ้น

ผลกระทบตกอยู่กับคนทำงานโดยตรง พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองในฐานะแรงงานได้เต็มที่ หากถูกนายจ้างเอาเปรียบ ถูกลูกค้าใช้ความรุนแรง หรือหนีค่าบริการ การขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่อาจหมายถึงการเปิดเผยว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความผิด

*ปัจจุบันหน่วยงานหลายแห่งของสหประชาชาติแยก ‘การค้ามนุษย์’ ออกจาก ‘งานบริการทางเพศ’ ที่ผู้ใหญ่ทำโดยสมัครใจ และสนับสนุนให้ยกเลิกโทษอาญาต่อคนทำงาน พร้อมคงมาตรการลงโทษการบังคับ การแสวงหาประโยชน์ และการค้าประเวณีเด็กไว้

Sex Worker ผิดกฎหมาย ยังคงติกล็อกอะไรอยู่?

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ถูกนำมาใช้แทนกฎหมายฉบับเดิม กฎหมายฉบับนี้มีมิติของการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีเด็กและผู้ถูกบังคับ แต่ยังคงกำหนดความผิดเกี่ยวกับการชักชวนในที่สาธารณะ การเข้าไปมั่วสุมในสถานการค้าประเวณี ตลอดจนการเป็นธุระจัดหาและแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี

ปัญหาสำคัญคือ กฎหมายกลับใช้วิธีการแบบ One Size Fits All หรือก็คือ กฎหมายมองกรณีผู้ใหญ่ที่สมัครทำงานบริการ ไปจนถึงกรณีเยาวชนที่ถูกค้าประเวณี และผู้เสียหายอื่นๆ เป็นกลุ่มเดียวกัน และใช้วิธีการป้องกันและปราบปรามเหมือนกัน ทั้งที่แต่ละกรณีต้องอาศัยการรับมือแตกต่างกัน

การยกเลิกความผิดทางอาญาสำหรับผู้ใหญ่ที่สมัครใจขายบริการ จึงไม่ได้หมายถึงการเปิดเสรีโดยไร้การควบคุม และไม่ได้ทำให้การค้ามนุษย์ การบังคับขายบริการ หรือการแสวงหาประโยชน์จากเด็กกลายเป็นเรื่องชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็นการแยกงานที่เกิดจากความยินยอมออกจากการบังคับและแสวงหาประโยชน์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มุ่งจัดการผู้กระทำความรุนแรง นายหน้าที่เอาเปรียบ และเครือข่ายค้ามนุษย์ได้ชัดเจนขึ้น

ปัจจุบันรูปแบบการทำงานของ Sex Worker มีทั้งฟรีแลนซ์และกิ๊กเวิร์ก การออกกฎหมายใหม่มาทดแทน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ก็อาจยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะคนทำงานบางส่วนไม่ต้องการขึ้นทะเบียน เนื่องจากกังวลว่าจะถูกตีตรา ขณะที่บางคนต้องการทำงานอย่างอิสระและไม่ต้องการสังกัดสถานประกอบการ

ดังนั้น นอกจากยกเลิกกฎหมายเดิมแล้ว ยังต้องปรับกฎหมายและระบบที่เกี่ยวข้องให้มีความยืดหยุ่น ทั้งประกันสังคม กฎหมายแรงงาน และมาตรฐานอาชีวอนามัย ขณะเดียวกัน นิยามของคำว่า ‘Sex Worker’  ก็ยังกว้างและจำเป็นต้องถกเถียงให้ชัดเจน แม้แต่ภายในขบวนการเคลื่อนไหวเองก็ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกัน จึงต้องเปิดพื้นที่ให้คนทำงานหลากหลายกลุ่มเข้ามาร่วมออกแบบกฎหมาย เพราะแม้ทำให้อาชีพนี้ไม่ผิดกฎหมายแล้ว ก็ยังต้องพูดคุยต่อว่าจะสร้างระบบสวัสดิการที่รองรับคนทำงานแต่ละรูปแบบอย่างไร

ชานันท์เตือนด้วยว่า หากรัฐต้องการแก้ไขกฎหมาย ต้องไม่มอง Sex Worker ในฐานะแหล่งรายได้ หรือการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐเพียงอย่างเดียว เพราะอาชีพพนักงานบริการควรได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ นั่นคือ แรงงานก็ต้องได้รับสิทธิของคนทำงาน มีอำนาจต่อรองต่อกลุ่มทุน มีสวัสดิการรองรับ ส่วนเรื่องการยอมรับทางสังคมและศีลธรรม นั่นเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา

“เราอาจไม่จำเป็นต้องพยายามอ้างสิทธิ ในมุมประวัติศาสตร์  เพื่อบอกว่าอาชีพนี้มีมาตั้งแต่สมัยก่อนพระเยซู หรือมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เพื่อสร้างความชอบธรรม แต่ควรหันมาขับเคลื่อนและทำความเข้าใจ Sex Worker ในฐานะอาชีพหนึ่งตามบริบทของปัจจุบัน” ชานันท์ ระบุ

หาก Sex Worker ถูกกฎหมาย พัทยาจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

“เราคิดเล่นๆ ว่า มันอาจกลายสภาพไปคล้ายกับนิคมอุตสาหกรรมระยองในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เลยก็ได้” ชานันท์ระบุ เพราะเมื่อธุรกิจขึ้นมาอยู่บนดินอย่างเต็มรูปแบบ ก็มีโอกาสที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาถือครองผลประโยชน์มากขึ้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าจะผ่านกฎหมายหรือไม่ แต่ต้องดูว่ากฎหมายมีความรอบคอบเพียงใด หากยังมีช่องโหว่ กลุ่มทุนต่างชาติอาจเข้ามาเช่าพื้นที่ เปิดสถานบริการ และนำคนทำงานจากต่างประเทศเข้ามาเอง จนรายได้ไม่ได้ตกถึงคนไทยหรือคนในท้องถิ่นอย่างที่คาดหวัง

รัฐต้องป้องกันการผูกขาดของทุน เปิดโอกาสให้คนทำงานอิสระ และรับรองสิทธิแรงงาน สวัสดิการ ประกันสังคม รวมถึงมาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย มิฉะนั้น การเปลี่ยนธุรกิจจากใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินอาจเปลี่ยนเพียงผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ขณะที่คนทำงานยังคงมีอำนาจต่อรองน้อยเช่นเดิม

อย่าลืมว่า เมืองอยู่รอดและก้าวต่อไปได้ก็เพราะคนในเมือง และเราต่างรับรู้ว่าอาชีพนี้มีอยู่จริงและเมืองยังได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมดังกล่าว คำถามคือเหตุใดคนทำงานจึงยังถูกจับ ถูกตีตรา และถูกทำให้หายไปจากพื้นที่สาธารณะเสมอ คำถามนี้ยังรอให้ผู้คนถกเถียงกันต่อไป

อ้างอิงจาก

epigramnews.co

thaipbs.or.th

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: 24n7.s)
Editor: Thanyawat Ippoodom

You might also like



Update: 2026-09-02
Tags: