classicliterature.it.com

Sense of Duty : ข้อโต้แย้งเรื่องจิตสำนึกในหน้าที่ จากพระอนุชาเจ้าหญิงไดอานา

ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องถกเถียงกันคึกคักในสื่อสังคมของไทย โต้แย้งแก้ต่างกันในประเด็น จิตสำนึกในหน้าที่ (Sense of Duty) แม้จะโต้เถียงกันอย่างดุเดือดมีสีสันภายในแวดวงสื่อสังคม แต่สื่อกระแสหลักไทยกลับหลีกเลี่ยงไม่แตะต้อง ซึ่งก็เป็นไปตามครรลองของบริบทแบบไทยๆ

ขณะเดียวกันประเด็น จิตสำนึกในหน้าที่ ก็เป็นเรื่องที่ถูกขุดขึ้นมาในสื่อมวลชนสหราชอาณาจักร หลังจากการบทสัมภาษณ์เอิร์ล สเปนเซอร์ พระอนุชาของเจ้าหญิงไดอานา แต่อยู่ในครรลองและบริบทของสถาบันพระมหากษ์ตริย์ที่เก่าแก่ของยุโรป เมื่อหนังสือบันทึกความทรงจำของเขา Swan Song: Diana My Sister ออกจำหน่ายในวาระครบรอบสามสิบปีเจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์  

ที่เป็นข่าวคึกโครมเนื่องจากมีการปล่อยทีเซอร์บางส่วนจากบันทึกความทรงจำดังกล่าวตามสื่อต่างๆ ซึ่งมีคำกล่าวอ้างหลายบทหลายตอนที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับเจ้าฟ้าชาย (พระอิสริยศขณะนั้น) ชาร์ลส์ ปัจจุบันคือพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์กระเทือนโลกกรณีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา ที่โยงถึงอารมณ์ความรู้สึกต่อเหตุโศกนาฎกรรมของแต่ละบุคคล และขั้นตอนปฏิบัติบางประการในการเตรียมพระราชพิธีศพ

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมส่งหนังสือผ่านสื่อมวลชนโต้แย้งข้ออ้างที่อื้อฉาวบางประเด็นในบันทึกความทรงจำดังกล่าว ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อค่ายหลักๆ และสื่อสังคม ทั้งฝ่ายสนับสนุนกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ตำหนิว่าน้องชายเขียนหนังสือโดยเอาพี่สาวมาขาย และฝ่ายสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของเอิร์ล สเปนเซอร์ ที่เชื่อว่าการบันทึกความจริงเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง โดยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวทั้งในสื่อสังคมและสื่อกระแสหลักตีพิมพ์เปิดเผยต่อสาธารณะ เรียกได้ว่าเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถ้าอยู่ในบริบทแบบไทยๆ แต่ สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ไม่เคยบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้มาหลายร้อยปีแล้ว

เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดในบันทึกข้อกล่าวอ้างบางประเด็นที่เอิร์ล สเปนเซอร์เขียนบันทึกไว้ในหนังสือ เทียบกับข้อโต้แย้งของสำนักพระราชวังเกี่ยวกับความทรงจำที่ไม่ตรงกันเมื่อสามสิบปีก่อนระหว่างเอิร์ล สเปนเซอร์ และเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ บีบีซีได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษแบบ Exclusive โดยที่ผู้สื่อข่าวมีโอกาสสอบทาน ย้ำทวน โต้แย้งหาความจริงจากปากของผู้กล่าวอ้าง และถามลึกถึงแรงจูงใจที่แท้จริงในการตีพิมพ์หนังสือลักษณะอื้อฉาว สั่นสะเทือนสถาบันรูปแบบนี้   

ข้อกล่าวอ้างที่สร้างความเสียหายประการแรกที่ลอร่า คูเอ็นส์เบิร์ก (Laura Kuenssburg) ผู้สื่อข่าวอาวุโสของบีบีซี (ซึ่งมีอายุเพียง 18 ปีในวันที่เจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์) ถามย้ำคือบทสนทนาทางโทรศัพท์ทางไกลที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงแจ้งข่าวว่าเจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์แล้ว ซึ่งในเวลานั้นเอิร์ล สเปนเซอร์จับน้ำเสียงจากสายโทรศัพท์แล้วดูเหมือนว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงมีความลิงโลดใจเหมือนถูกหวยลอตเตอรี่ต่อโศกนาฎกรรมคราวนั้น เวลานั้นเอิร์ล สเปนเซอร์อยู่อาศัยในเมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้

A call from Charles was among those that followed, and he alleges: “Unlike my other callers, who were stunned, barely able to articulate their condolences and offers of help, he sounded giddily elated – like a lottery winner, I remember thinking at the time.” — (สายโทรเข้าจากชาร์ลส์เป็นหนึ่งในสายที่ติดต่อเข้ามาหลังจากนั้น โดยเขาเล่าว่า “คนอื่นๆ ที่โทรมาเสียงดูตกตะลึงจนแทบจะพูดคำแสดงความเสียใจหรือเสนอความช่วยเหลือออกมาไม่เป็นคำ แต่เขากลับฟังดูตื่นเต้นและดีใจอย่างออกนอกหน้า ราวกับเพิ่งถูกลอตเตอรี่ ตอนนั้นผมจำได้ว่าคิดแบบนั้น”)

ลอร่าถามย้ำว่านี่เป็นความรู้สึก (impression) ใช่ใหม ซึ่งเอิร์ล สเปนเซอร์รับว่าเป็นความรู้สึกในเวลานั้น เพราะฟังแล้วดูเหมือนว่าการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา เป็นการเปิดทางให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มีโอกาสจะได้อภิเสกสมรสกับหญิงที่พระองค์ทรงรักอย่างแท้จริง

ข้อกล่าวอ้างอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นความขัดแย้งระหว่างเอิร์ล สเปนเซอร์กับราชวงศ์คือการกำหนดให้เจ้าชายน้อยทั้งสองพระองค์คือเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี ต้องพระดำเนินตามหลังรถหลวงอัญเชิญพระศพของเจ้าหญิงไดอานาจากพระราชวังเคนซิงตัน ตามถนนในลอนดอนถึงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ (ประมาณห้ากิโลเมตร) ซึ่งเอิร์ล สเปนเซอร์ถือว่าเป็นการซ้ำเติมเจ้าชายน้อยทั้งสองทั้งที่ยังทรงพระเยาว์ ยังอยู่ในภาวะตกพระทัยและโศกเศร้า

การสนทนาโต้ตอบทางโทรศัพท์ระหว่างเอิร์ล สเปนเซอร์กับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ครั้งนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ตรัสว่าพระองค์ก็เดินตามหลังรถหลวงอัญเชิญศพลอร์ดหลุยส์ เมานต์แบตเทน (พระปิตุลา) เพราะถือว่าเป็นจิตสำนึกในหน้าที่ (Sense of duty) พร้อมกับกล่าวหาว่าสมาชิกตระกูลสเปนเซอร์ขาดความเข้มข้นในเรื่องนี้

In his BBC interview, he says the King “went ballistic” and “ranted for a while”, accusing his family of not having an adequate sense of duty. — (ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC เขากล่าวว่า พระมหากษัตริย์ “เดือดดาลอย่างหนัก” และ “พร่ำบ่นต่อว่าอยู่พักใหญ่” โดยกล่าวหาว่าครอบครัวของเขาขาดความสำนึกในหน้าที่ที่ควรจะมีอย่างเพียงพอ)

ซึ่งในประเด็นนี้เอิร์ล สเปนเซอร์ทูลแย้งทางโทรศัพท์นั้นว่า เวลานั้นพระองค์ (เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์) ทรงมีพระชนมายุสามสิบชันษาแล้ว และลอร์ดเมานต์แบตเทนมิได้เป็นมารดาของพระองค์

แต่ในช่วงท้ายของการโต้เถียงทางโทรศัพท์ครั้งนี้ มีประเด็นที่จะสร้างความร้าวฉานเพิ่มเติมมากขึ้นให้กับตระกูลสเปนเซอร์ และราชตระกูลวินด์เซอร์ นั่นคือพระดำรัสตอนท้ายการสนทนาคือ หลังจากกล่าวหาว่าสมาชิกครอบครัวสเปนเซอร์ขาดความสำนึกในหน้าที่แล้วทรงเหวี่ยงว่า ‘เดี๋ยวเราก็ลืมไดอานา’

“And then he stopped and I thought, oh now, now he’s gonna pull himself together and say something more appropriate,” Earl Spencer said. “And then, he said, ‘we’ll forget her soon enough’. — (“แล้วเขาก็หยุดไป ผมก็คิดว่า เอาล่ะ ตอนนี้เขาคงจะตั้งสติได้แล้วและคงพูดอะไรที่เหมาะสมกว่านี้” เอิร์ล สเปนเซอร์กล่าว “แต่แล้วเขาก็พูดว่า ‘เดี๋ยวเราก็ลืมเธอได้เอง’”)

มาถึงตอนนี้เอิร์ลสเปนเซอร์กล่าวกับลอร่าว่าตนตกตะลึงชงักไปซั่วขณะแล้วทูลว่า I said, I cannot believe you just said that. And I hung up on him.  — (ผมไม่เชี่อว่าพระองค์จะตรัสออกมาแบบนั้น จากนั้นก็วางหู)   

ลอร่าถามย้ำว่าตอนนั้นได้จดบันทึกไว้บ้างหรือไม่ ยืนยันได้อย่างไรว่าพระองค์ตรัสอย่างนั้นจริงๆ เอิร์ล สเปนเซอร์ตอบว่าตนไม่ได้บันทึกอะไรไว้ แต่ได้บอกเนื้อหาการสนทนานี้กับสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ

ลอร่าอ้างถึงคำแถลงของสำนักพระราชวังบักกิงแฮมที่ระบุว่า ความเจ็บปวดและเศร้าเสียใจของน้องชายที่เพิ่งเสียพี่สาวไป อาจจะทำให้ความทรงจำเลือนลางเปลี่ยนสีสันไปแม้เวลาผ่านไปนานแล้วก็ตาม แต่เอิร์ล สเปนเซอร์จ้องหน้านักข่าวบีบีซี แล้วยืนยันอย่างมั่นใจว่าพูดความจริง  

สำหรับประเด็นเรื่อง Sense of Duty ความรู้สำนึกในภาระหน้าที่โดยเฉพาะเมื่อได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวงค์วินด์เซอร์นั้น เอิร์ล สเปนเซอร์ตอกย้ำว่าเจ้าหญิงไดอานามีความรู้สำนึกในภาระหน้าที่อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งเขาได้สะท้อนอย่างเด่นชัดในคำไว้อาลัย (Eulogy) ระหว่างราชพิธีศพในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งเขาตั้งใจใช้คำไว้อาลัยดังกล่าวโต้ตอบข้อกล่าวหาที่ว่าสมาชิกตระกูลสเปนเซอร์อ่อนแอเรื่องจิตสำนึกในหน้าที่  

เอิร์ล สเปนเซอร์กล่าวว่าไดอานารู้สำนึกในภาระหน้าที่ของตนเองอย่างดีโดยไม่จำเป็นต้องมีอิสริยยศ HRH (Her Royal Highness) นำหน้า เธออุทิศตนสร้างความตื่นรู้ในสังคมเกี่ยวกับสิ่งที่เข้าใจผิดๆ ต่อผู้ติดเชี้อ HIV ความทุกข์ยากของคนไร้บ้าน ผู้ป่วยโรคเรื้อน และภัยอันโหดร้ายจากทุ่นระเบิด

นอกจากนี้เอิร์ล สเปนเซอร์ยังกล่าวในคำไว้อาลัยว่า สมาชิกตระกูลสเปนเซอร์จะต่อยอดการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหญิงไดอานาในฐานะมารดาของเด็กซึ่งกำลังโตเป็นหนุ่มสองคน ที่ตั้งพระทัยไว้ว่าจะต้องได้รับการอบรมขัดเกลาแบบมีจินตนาการสร้างสรรค์ ให้รู้สำนึกถึงภาระหน้าที่ ที่แม้ว่าต้องสืบสานจารีตและโบราณราชประเพณี แต่ขณะเดียวกันก็มีจิตวิญญานความเป็นมนุษย์ที่อิสระเสรีปลอดจากพันธนาการเก่าๆ

ข้อโต้แย้งของเอิร์ล สเปนเซอร์ทำให้เห็นว่าเขาตีความ Sense of Duty ต่างจาก ชาร์ลส์ วินด์เซอร์ โดยมีความหมายกว้างครอบคลุมไปถึงการจับต้องสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในสังคม ไม่จำกัดอยู่ในกรอบของขนบหรือจารีตแข็งตรึงที่สืบทอดแต่โบราณมา อย่าที่เขาสะท้อนไว้ในคำไว้อาลัยเกี่ยวกับแนววิธีที่เจ้าหญิงไดอานาใช้อบรมปลูกฝังไว้ให้เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี

เป็นที่รับรู้กันว่าพสกนิกรสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่มีภาพจำความเคร่งครัดของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่สองในเรื่อง Sense of Duty ที่คงเส้นคงวาตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์มา แม้ว่าในช่วงปลายชีวิตทรงประชวรหนักก็ยังพระราชทานให้นางลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) เข้าเฝ้าที่พระราชวังบาลมอรัล เพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันเป็นพระราชภารกิจตามรัฐธรรมนูญ เพียงสองวันก่อนสิ้นพระชนม์

ในช่วงสุดท้ายของเทปสัมภาษณ์ ลอร่าถามตรงๆ ว่าเหตุการณ์สามสิบปีผ่านไปแล้วทำไมจึงมาคุ้ยเขี่ยความเจ็บปวดและสะกิดแผลความโกรธแค้นกันอีก เอิร์ล สเปนเซอร์ตอบว่าตนเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ (witness) ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ จึงคิดว่ามีหน้าที่จะต้องบันทึกความจริงส่วนนี้ไว้ เขาเองก็มีอายุมาถึงฤดูสุดท้ายของชีวิตแล้ว จึงคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเอกสารที่บันทึกความจริงและความชื่อตรงที่เจ้าหญิงไดอานาควรได้รับความเป็นธรรม (She deserves honesty) นี่แหละเป็นสิ่งที่เขาอุทิศให้กับพี่สาว

นักข่าวบีบีซีถามต่อว่า เนื่องจากข้อกล่าวอ้างหลายตอนในหนังสือเล่มนี้สร้างความเสียหายให้กับพระมหากษัติย์องค์ปัจจุบัน อยากทราบว่ายังสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่หรือไม่ ซึ่งเอิร์ล สเปนเซอร์ตอบว่า เขายอมรับสนับสนุนสถาบันเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้

แต่เขาเชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะไปต่อได้ดี ก็ต้องเป็นสถาบันที่ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งเขาชื่นชมความทันสมัยของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุโรปอย่างเช่นนอร์เวย์

ราชวงศ์อังกฤษ สหราชอาณาจักร กษัตริย์ชาร์ลส์ที่สาม จิตสำนึกในหน้าที่ Sense of Duty เจ้าหญิงไดอานา

เรื่อง: สมชัย สุวรรณบรรณ

อดีตบรรณาธิการข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิทยุบีบีซี ลอนดอน และอดีตผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส)

Update: 2026-10-01
Tags: