classicliterature.it.com

SCB EIC เตือนส่งออก H2/69 จ่อชะลอตัว หลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีม. 301 แต่มั่นใจทั้งปี 69 ยังโตเข้าเป้า 10% : อินโฟเควสท์

SCB EIC เผยส่งออกไทยเดือน มิ.ย. 69 ขยายตัว 20.8%YOY อานิสงส์วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้นจากกระแส AI และการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนเริ่มใช้มาตรการภาษี Section 301 ที่เก็บไทยอัตรา 12.5% มีผล 24 ก.ค. อย่างไรก็ดี คาดกระทบจำกัดในระยะสั้นเนื่องจากมีสินค้าบางส่วนได้รับการยกเว้น SCB EIC มั่นใจส่งออกปี 69 เติบโต 10% แต่ช่วงครึ่งปีหลังส่งออกชะลอตัว จากแรงส่งของการเร่งส่งออกที่ทยอยลดลง และฐานสูงของปีก่อน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ส่งออกเดือน มิ.ย. ขยายตัวสูงกว่าตลาดคาดมาก แต่จะชะลอในระยะข้างหน้า มูลค่าส่งออกไทยเดือน มิ.ย. 69 อยู่ที่ 34,655.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 20.8%YOY เร่งขึ้นจาก 10.6% ในเดือนก่อน

โดยการส่งออกเดือนนี้ยังได้แรงหนุนสำคัญจาก (1) วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก จากกระแสการลงทุน AI และอุปสงค์สินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 66% ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน และ (2) การส่งออกไปสหรัฐฯ เติบโตสูง 44.3% โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 72.9% ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่น ๆ ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 19.1% สะท้อนความต้องการสินค้าไทย รวมถึงการเร่งนำเข้าก่อนเก็บภาษีนำเข้าระลอกใหม่ ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวมากถึง (CTG) 14.7% และ 9.7% ตามลำดับ จากการเติบโตการส่งออกรวมที่ 20.8%

SCB EIC มองว่า การส่งออกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่การเติบโตโดยรวมในช่วง H2/69 จะทยอยชะลอลง จากแรงส่งของการเร่งส่งออกก่อนกำแพงภาษีที่ทยอยลดลงและฐานที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีก่อน ทั้งนี้ ความเสี่ยงต่อการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไปภายใต้ ม. 301 จะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดมากขึ้น 

*สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณี Forced Labor ไทยถูกเก็บ 12.5%

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 ต่อ 60 เศรษฐกิจ 
จากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Forced labor หรือการที่ประเทศคู่ค้ายังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการที่มีประสิทธิผลเพียงพอในการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้ Section 122 อัตรา 10% สิ้นสุดลง ส่งผลให้มาตรการภายใต้ Section 301 เข้ามาทดแทนมาตรการชั่วคราวเดิม

สหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ประเทศคู่ค้าปรับปรุงมาตรฐานด้านแรงงาน และยกระดับความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน โดย USTR ไม่ได้จำกัดการจัดเก็บภาษีเฉพาะสินค้าที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับโดยตรง แต่ครอบคลุมสินค้านำเข้าจากประเทศที่ถูกสอบสวนในวงกว้าง ยกเว้นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นตาม Annex ของประกาศ

USTR แบ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

– ประเทศที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ พิจารณาว่าได้มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับแล้ว หรือมีข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ภายใต้ Agreement on Reciprocal Trade (ART) รวมถึงประเทศที่มีมาตรการบางส่วนในการลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง เช่น กัมพูชา แคนาดา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก และ UK

– ประเทศที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% เป็นกลุ่มประเทศที่ USTR เห็นว่ายังมีมาตรการด้านการป้องกันและตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับไม่เพียงพอ โดยไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ร่วมกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม จีน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

– ประเทศที่ถูกกำหนดอัตราภาษีสุทธิ (Net of MFN) ในอัตรา 10% หรือ 12.5% กลุ่มนี้ไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมเต็มอัตรา แต่ใช้วิธีคำนวณภาษีนำเข้ารวมให้มีผลเทียบเท่ากับอัตราภาษีเป้าหมายที่กำหนด 10% หรือ 12.5% โดยกำหนดอัตราภาษีเป้าหมายของ EU และไต้หวันที่ 10% ขณะที่อัตราภาษีเป้าหมายของสินค้าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ 12.5%

*ไทยถูกเก็บภาษี 12.5% สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

ภายใต้มาตรการนี้ สินค้าไทยที่ไม่อยู่ในรายการยกเว้นจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 ในอัตรา 12.5% โดยจัดเก็บเพิ่มจากภาษีนำเข้าปกติของสินค้าแต่ละรายการ ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมตัวนี้ในอัตรา 10%

แม้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษี 12.5% แต่ประกาศของ USTR ได้กำหนดรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นไว้ใน Annex I และ Annex II โดยสินค้าไทยที่อยู่ภายใต้พิกัด HTSUS ที่ระบุ และเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศจะไม่ถูกจัดเก็บภาษี Section 301 เพิ่มเติมที่ 12.5% ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางรายการ วัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติบางประเภท อุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์บางรายการ

SCB EIC ประเมินไว้ก่อนหน้าว่า ไทยมีความเสี่ยงถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 จากประเด็น Forced labor ในอัตรา 12.5% ซึ่งสอดคล้องกับประกาศของ USTR ครั้งนี้ ส่งผลให้มุมมองการส่งออกไทยและการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

SCB EIC ยังคงคาดการณ์มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในปี 69 จะเติบโต 10% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ AI-related products ที่ยังอยู่ในวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มชะลอลงจากผลของฐานสูงในปีก่อน รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ยังมีอยู่

แม้มาตรการภาษีครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังมีอยู่ โดยเฉพาะการสอบสวนภายใต้ Section 301 ในประเด็น Excess capacity ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่ถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็ง หากสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ผลกระทบอาจมีลักษณะเฉพาะรายอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ถูกมองว่ามีความเกี่ยวข้องกับกำลังการผลิตส่วนเกิน หรือมีความเสี่ยงด้านการระบายสินค้าจากจีนผ่านประเทศที่สาม ก่อนส่งต่อไปยังสหรัฐฯ (Transshipment)

กลุ่มสินค้าที่ควรติดตาม ได้แก่ ยางล้อ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยนต์ ซึ่งนอกจากจะเผชิญความเสี่ยงจากภาษี มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และการแข่งขันที่รุนแรงอยู่ก่อนแล้ว ยังมีแนวโน้มถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็น Country of origin, Rules of origin หรือ Supply chain traceability ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น รวมถึงอาจต้องใช้เวลาในกระบวนการศุลกากรนานขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่ามีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง

*การบังคับใช้มาตรการภายใต้ Section 301 และนัยต่อภาคธุรกิจไทย

การบังคับใช้มาตรการภายใต้ Section 301 ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไปสหรัฐฯ ที่ 12.5% (เพิ่มขึ้นจาก 10% ภายใต้มาตรการเดิม) คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในวงจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นมีขนาดไม่มากนัก และยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค อีกทั้งสินค้าส่งออกสำคัญหลายหมวดยังได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทยในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่ระดับอัตราภาษี แต่อยู่ที่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุนและราคา ไปสู่การแข่งขันด้านแหล่งกำเนิดสินค้า ศักยภาพในการเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานโลก ความโปร่งใสในกระบวนการผลิต และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ดังนั้น การพึ่งพาตลาดส่งออกหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไปจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

ภาคธุรกิจไทยควรเร่งสร้าง Growth engine ใหม่ ๆ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและลดความเปราะบางจากความผันผวนของการค้าโลก ผ่านการดำเนินการเชิงรุกใน 3 ด้าน ได้แก่

1. ยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และเทคโนโลยีที่ผลิตภายในประเทศ 
(Local content) ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากข้อกล่าวหาการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า หรือการเป็นฐานการผลิตที่มีลักษณะการผลิตเกินความต้องการของตลาด (Excess capacity)

2. กระจายตลาดและพันธมิตรทางการค้า โดยลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง และขยายโอกาสไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอาเซียน รวมถึงใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความตกลงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับภาคส่งออกไทย

3. พัฒนาประเทศไทยสู่ศูนย์กลางบริการการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยยกระดับบริการด้านโลจิสติกส์ ดิจิทัลซัพพลายเชน พิธีการศุลกากร การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า และบริการทางการค้าครบวงจร เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะ Trade facilitator ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และสร้างรายได้จากภาคบริการควบคู่กับภาคการผลิต

โดยสรุป แม้มาตรการภาษี Section 301 ในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในระยะสั้นเพียงจำกัด แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่วัดความแข็งแกร่งกันที่ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และความพร้อมในการปฏิบัติตามมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ การเร่งปรับตัวในวันนี้จึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันการค้าในอนาคต แต่ยังเป็นโอกาสในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน บนฐานของเทคโนโลยี นวัตกรรม และห่วงโซ่อุปทานที่มีศักยภาพในระยะยาว

*มูลค่านำเข้าเดือน มิ.ย. 69 ขยายตัวสูงกว่าส่งออกมาก และสูงสุดในรอบ 5 ปี

มูลค่านำเข้าเดือน มิ.ย. 69 อยู่ที่ 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 50.3%YOY เทียบ 35.1% ในเดือนก่อน สูงกว่าประมาณการมาก (SCB EIC ประเมิน 40.4% และค่ากลาง Reuters Poll 37.1%)

โดยหมวดสินค้านำเข้าสำคัญในเดือนนี้ คือ (1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 71.2% (CTG : 29.4%) การนำเข้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 124.1% (CTG : 13.1%) เพื่อใช้ผลิตสำหรับส่งออกและใช้ภายในประเทศ ขณะที่การนำเข้าทองคำขยายตัวถึง 191.7% (CTG : 7.2%) (2) สินค้าทุนขยายตัว 42.7% (CTG : 12.4%) การนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 64.1% และ 52.8% ตามลำดับ (CTG : 6.6% และ 2.2%) สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center ที่เพิ่มขึ้น และ (3) สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัวสูง 39.5% (CTG : 5.3%) แม้ชะลอลงมากหากเทียบกับช่วงแรกที่เกิดสงครามที่เคยขยายตัวสูงถึง 129.3% และ 94.6% ในเดือน เม.ย. และ พ.ค. ตามลำดับ

*ดุลการค้ายังขาดดุลสูงในเดือนนี้ โดยทองคำเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ

ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน มิ.ย. 69 ขาดดุล -6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll คาดไว้ -4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แม้ดุลการค้าเดือนนี้จะปรับดีขึ้นกว่าเดือน เม.ย.
ที่ได้รับผลจากสงครามตะวันออกกลางอย่างรุนแรงจนขาดดุล -10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังแย่กว่าเดือน พ.ค.
ที่ -5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

SCB EIC ประเมินว่าการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นในเดือนนี้มีสาเหตุหลักจากการนำเข้าทองคำที่เร่งตัวสูง มากกว่าผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง สะท้อนจากดุลการค้าหักทองคำที่ขาดดุลเพียง -3,924.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งปรับดีขึ้นจากเดือน พ.ค. และ เม.ย. ที่ -4,353.5 และ -9,462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี ไทยขาดดุลการค้าสะสม -31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในระยะต่อไป ดุลการค้ายังมีความเสี่ยงปรับแย่ลงจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้นมาก
จนทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยความเสี่ยงดังกล่าวนี้มีนัยต่อไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราว 8-10% ของ GDP

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน

Update: 2026-07-27
Tags: