classicliterature.it.com

“ครอบครัวไม่ใช่ safezone” ว่าด้วยเหตุผลที่คนรุ่นใหม่เลือกตัดขาดจากครอบครัวกันมากขึ้น

ในช่วงหลังมานี้วลี “ครอบครัวไม่ใช่ safezone” ถูกหยิบยกมาพูดบ่อยครั้งเมื่อใครสักคนพูดถึงปัญหาในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรุนแรงทางกายหรือทางใจ ปัญหาเรื่องเงิน ความสัมพันธ์ ผู้คนเริ่มพูดถึงครอบครัว พ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้า ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดได้ ร้ายเป็น กันมากขึ้น

หากย้อนกลับไปสัก 20-30 ปีก่อน วลีที่ว่านี้หรือความคิดเป็นลบต่อคนในสายเลือดเดียวกัน แทบจะเป็นเรื่องต้องห้าม ต่อให้ความสัมพันธ์ในบ้านจะตึงเครียดแค่ไหน ก็ต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ปาดน้ำตาไม่ให้ใครเห็น ราวกับเป็นปัญหาที่ต้องซุกไว้ใต้พรม ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เอาไปเล่าหรือปรึกษาคนนอกก็ยิ่งไม่ได้ จนกลายเป็นว่า ทางออกเดียวที่มีคือคิดเสียว่า อย่างไรเขาก็คือพ่อแม่ ผู้มีบุญคุณที่ทดแทนเท่าไหร่ก็ไม่มีมีวันหมด

โลกเปลี่ยนไปหรืออะไรที่แปลง คนรุ่นใหม่จึงสามารถนำทางสังคม มาสู่ยุคที่ผู้น้อยในครอบครัว กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา กล้าตั้งคำถามกับผู้อาวุโสได้ ทั้งที่เจเนอเรชั่นก่อนหน้านั้น ไม่ได้วางแนวทางนี้มาเป็นตัวอย่างให้เห็นมาก่อน

แน่นอนว่าแนวคิดในสังคมที่เบนเข็มไปคนละทางจากยุคก่อนนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะคอมเมนต์วลีลอยๆ ในโซเชียลมีเดีย ในชีวิตจริงคนรุ่นใหม่เลือกแยกตัวออกจากครอบครัวกันมากขึ้นด้วย งานวิจัยของนักสังคมวิทยา ริน เร็กเซ็ก (Rin Reczek) จาก Ohio State University ตีพิมพ์บน Journal of Marriage and Family พบว่า 26% ของลูกที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเริ่มห่างเหินจากพ่อ เทียบกับ 6% ที่ห่างเหินจากแม่ และเริ่มตัดขาดกับฝั่งพ่อตั้งแต่อายุเฉลี่ยแค่ 23 ปี 

ในระดับภาพรวม คาร์ล ไพล์เมอร์ (Karl Pillemer) นักวิจัยด้าน Human Ecology จาก Cornell University ผู้เขียนหนังสือ Fault Lines ทำสำรวจในสหรัฐฯ พบว่า 27% ของผู้ใหญ่อเมริกันตัดขาดจากญาติสนิทอย่างน้อย 1 คนไปแล้ว

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือความต่างระหว่างรุ่น ผลสำรวจโดย Talker Research พบอัตราคนที่ตัดการติดต่อกับครอบครัวช่วงปีที่ผ่านมา มักจะไล่ระดับตามอายุอย่างชัดเจน Gen Z อยู่ที่ 60% มิลเลนเนียล 50% Gen X 38% และเบบี้บูมเมอร์เพียง 20% พูดง่ายๆ คือ ยิ่งอายุน้อย ยิ่งมีโอกาสตัดขาดจากคนในครอบครัวมากขึ้นจริง 

เข้าใจมากขึ้น จึงปล่อยมากขึ้น

เนดร้า โกลเวอร์ ทาว์แวบ (Nedra Glover Tawwab) นักจิตบำบัดผู้เขียนหนังสือ Set Boundaries, Find Peace กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือของเธอว่า boundary หรือ ขอบเขตความสัมพันธ์ เส้นที่บอกว่าเรายอมรับได้แค่ไหน และเส้นไหนคือที่เราจะไม่ยอมให้ใครล้ำเข้ามา และสำหรับครอบครัวเป็นพื้นที่ที่ตั้งขอบเขตความสัมพันธ์ได้ยากที่สุด เพราะครอบครัวนับเป็นคนกลุ่มแรกในชีวิต ที่คอยบอกเราว่าความสัมพันธ์ควรจะเป็นแบบไหน เราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับสิทธิ์เลือกบทบาทตัวเองในบ้าน แต่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ ว่าใครคือผู้นำ ใครคือคนที่ต้องยอม ใครมีหน้าที่ไกล่เกลี่ยเวลาคนอื่นทะเลาะกัน

ลองขยับมามองภาพกว้างขึ้นอีกหน่อย นักจิตวิทยาครอบครัวมักแบ่งโครงสร้างอำนาจในบ้านไว้คร่าวๆ 4 แบบ แบบเผด็จการ (authoritarian) พ่อแม่ถือสิทธิ์ตัดสินใจแทบทุกอย่างโดยไม่ฟังเสียงลูก แบบมีเหตุผล (authoritative) พ่อแม่ยังมีอำนาจแต่เปิดพื้นที่ให้ลูกมีส่วนร่วม แบบตามใจ (permissive) ที่ให้อิสระลูกมาก และแบบเสมอภาค (egalitarian) มักตัดสินใจร่วมกันเกือบทุกเรื่อง 

ครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่คนรุ่นก่อนโตมาอยู่ในโครงสร้างแบบเผด็จการโดยไม่เคยตั้งคำถาม เพราะไม่มีกรอบความคิดหรือคำศัพท์ไว้อธิบายว่านั่นคือความไม่สมดุลของอำนาจ เมื่อเกิดปัญหาด้านอำนาจในครอบครัว มันจึงเป็นเพียงเรื่องที่เราไม่รู้จะเอาอะไรมาอธิบาย ความไม่พอใจ ความไม่สบายใจที่เกิดขึ้น แต่พอคนรุ่นใหม่เข้าใจและให้น้ำหนักกับเรื่องความสัมพันธ์ รู้จักใช้คำศัพท์อย่าง boundary, gaslighting หรือ toxic relationship เข้าใจความหมาย สถานการณ์ ทางแก้ไข พวกเขาก็มีเครื่องมือไว้เรียกชื่อ สิ่งที่เคยรู้สึกแต่ไม่เคยถูกนิยามความหมายมาก่อน 

เมื่อรู้และเข้าใจว่าปัญหาที่กำลังเจอในครอบครัวนั้น มีการล้ำเส้นเกิดขึ้น มีคำอธิบายว่าสิ่งนี้คืออะไร แล้วสิ่งนี้มันไม่ดีอย่างไร คนรุ่นใหม่จึงตระหนักถึงขอบเขตความสัมพันธ์มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว หากล้ำเส้นไปในจุดที่ยอมรับไม่ได้ ก็พร้อมจะชี้ว่าสิ่งที่ครอบครัวทำอยู่นั้นเป็นปัญหาแค่ไหน จึงดูเหมือนคนรุ่นใหม่กล้าเผชิญหน้าและตัดขาดจากครอบครัวมากขึ้น

วงสนทนาที่ไม่เคยมีมาก่อน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้คำศัพท์เกี่ยวกับความสัมพันธ์เหล่านี้แพร่หลาย คงหนีไม่พ้นโซเชียลมีเดีย นักบำบัดครอบครัวที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายแห่งตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า เมื่อ 20-30 ปีก่อน เรื่องราวในบ้านมักถูกซุกไว้ใต้พรม ผู้คนอดทนอยู่กับความสัมพันธ์เป็นพิษ เพียงเพราะรู้สึกว่าต้องผูกพันกันไปตามหน้าที่ของคนในครอบครัวเดียวกัน แต่ตอนนี้พื้นที่ออนไลน์เปิดโอกาสให้คนพูดเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมามากขึ้น

โจชัว โคลแมน (Joshua Coleman) นักจิตวิทยาคลินิก ผู้เขียนหนังสือ Rules of Estrangement มองว่าการตัดขาดจากครอบครัวที่เพิ่มขึ้นนี้ เชื่อมโยงกับกระแสที่ให้คุณค่ากับความเป็นปัจเจก (individualism) ที่มากขึ้นในสังคม รวมถึงวัฒนธรรมที่ยกให้ความสุขส่วนตัวเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนรุ่นใหม่โฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ ซึ่งนั่นก็คือความสัมพันธ์ที่เลือกจะรักษาไว้หรือปล่อยไป

เมื่อโลกภายนอกไม่มีอะไรที่มั่นคงพอให้ยึดถือไว้ การได้ตัดสินใจเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วยตัวเอง อาจเป็นพื้นที่เดียวที่ยังรู้สึกว่า เรามีอำนาจตัดสินเรื่องราวในชีวิตของเราเหลืออยู่

แม้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงขอบเขตความสัมพันธ์และอำนาจในครอบครัวมากขึ้น มีศัพท์ไว้เรียกชื่อความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ และมีพื้นที่ออนไลน์ให้พูดเรื่องนี้แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จนกล้าเดินออกจากความสัมพันธ์ที่คนรุ่นก่อนไม่แม้จะเอ่ยถึง

แต่ก็มีคำถามตามมาว่า การมีคำศัพท์และกรอบคิดใหม่ๆ นี้ ทำให้เรามองเห็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้ชัดขึ้นจริงๆ หรือมันแค่ใช้มันคำอธิบายให้ฟังดูหนักแน่นกว่าเดิม สำหรับความสัมพันธ์ที่จริงๆ แล้วอาจเป็นไม่ลงตัวกันธรรมดา เราจะแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันได้อย่างไร 

ในวันที่ทุกคนมีคำว่า toxic ติดปาก เราจะยังรู้จักแยกความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเรา ออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนความสัมพันธ์ของมนุษย์ทั่วไปได้อยู่ไหม ยังคงเป็นเรื่องที่เราต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ก่อนจะเลือกกระชับขอบเขตความสัมพันธ์ของเราให้แน่นขึ้น

อ้างอิงจาก

foxnews

news.cornell.edu

onlinelibrary.wiley

psychology

psychotherapy

ted

Graphic Designer: Manita Boonyong (IG: mntttk) Editorial Staff: Paranee Srikham

You might also like



Update: 2026-08-28
Tags: