เปิดคอลเลกชัน S’CRAFT: Craftsmanship 2026 เมื่อสามศาสตร์งานคราฟต์ร่วมยกระดับผ้าไทยสู่ตลาดโลก [ADVERTORIAL]
จากผืนผ้าที่เคยถูกหยิบมาสวมใส่เฉพาะในโอกาสสำคัญ วันนี้ ‘ผ้าไทย’ กำลังก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมปรากฏสู่สายตาผู้คนทั่วโลกในฐานะงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยที่เปี่ยมด้วยมูลค่า จากความประณีตของฝีมือและภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
หนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจน คือ คอลเลกชันประจำปีจาก S’CRAFT: Craftsmanship 2026 โดยความร่วมมือระหว่างแบรนด์ SIRIVANNAVARI และ ICONCRAFT ที่ปีนี้มานำคอนเซปต์ THREADS OF LEGACY ถ่ายทอดสายใยแห่งพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทย สู่การสืบสานและต่อยอดโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI
คอลเลกชันนี้ประกอบด้วยกระเป๋าผ้าไทยลิมิเต็ดเอดิชัน 88 ชิ้น โดยมีความพิเศษอยู่ที่การผสานองค์ความรู้ของช่างฝีมือ 3 แขนง ได้แก่ ช่างทอ ผู้สร้างสรรค์ผืนผ้า ช่างทอง ผู้รังสรรค์รายละเอียดประดับกระเป๋า และ ช่างปัก จาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy ก่อนถ่ายทอดผลงานออกมาเป็น 3 บทของคอลเลกชัน ได้แก่
- VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S EDITION: ผลงานของสองมาสเตอร์ด้านหัตถกรรมผ้าทอมือ อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย และอาจารย์มีชัย แต้สุจริยา
- SIAM SOPHIT EDITION: ผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ผู้ชนะการประกวดผ้าลายพระราชทาน ที่การนำความงดงามของสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในพระที่นั่ง 8 แห่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับชื่อของชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ลวดลาย
- CHARAT SIAM: ผลงานจากผ้าทอของศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำมาออกแบบเป็นกระเป๋าหลากหลายรูปทรงที่ผสานเอกลักษณ์ของผ้าไทยเข้ากับการใช้งานร่วมสมัย

วันนี้ THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย และอาจารย์มีชัย แต้สุจริยา ถึงเบื้องหลังความงามของกระเป๋า VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S EDITION ทั้ง 4 ใบ รวมถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบผืนผ้า พร้อมสำรวจศักยภาพของผ้าไทยในการสร้างมูลค่าและก้าวสู่ตลาดโลก
เบื้องหลังผ้าทอฝีมือสองมาสเตอร์ สู่กระเป๋าไฮไลต์ 4 ใบ
หนึ่งในผลงานไฮไลต์ของ S’CRAFT 2026 คือ VICHIT RATTANA EXCLUSIVE COLLECTOR’S EDITION กระเป๋าทรง Boxy Bag จำนวน 4 ใบ
ผ้าสำหรับกระเป๋า 2 ใบแรกทั้ง RUBY EDITION และ NAVY EDITION
มาจาก อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์ของแผ่นดินและผู้ก่อตั้งกลุ่มทอผ้าไหมยกทอง ‘จันทร์โสมา’ จังหวัดสุรินทร์

อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย
เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจในการเลือกผืนผ้าสำหรับคอลเลกชันปีนี้ อาจารย์วีรธรรมเปิดเผยว่า ความงามแบบราชสำนักยังคงเป็นแกนสำคัญของการออกแบบ แต่ถูกปรับให้ละเอียดและสอดรับกับการทำงานของช่างแขนงอื่นมากขึ้น
“ผ้าเป็นสายใยที่เชื่อมโยงราชสำนักกับประชาชนมาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะในรัชสมัยของสมเด็จพระพันปีหลวง และสืบเนื่องมาถึงพระเมตตาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ลวดลายในปีนี้จึงยังคงสืบสานความงามของผ้าแบบราชสำนัก แต่ปรับให้มีขนาดเล็กและละเอียดขึ้น พร้อมออกแบบให้ช่างแขนงอื่น ทั้งช่างปักและช่างทอง สามารถนำไปต่อยอดจนทุกองค์ประกอบเป็นหนึ่งเดียวกัน”
สำหรับรายละเอียดบนผ้าอาจารย์วีรธรรมเล่าต่อว่า
“ผ้าครั้งนี้ผลิตจากเส้นไหมและสีธรรมชาติจากพืชพรรณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคราม ครั่ง และมะพูด แล้วนำมายกทอให้เกิดลวดลายอันละเอียด พร้อมสอดแทรกเส้นเงินกะไหล่ทอง ซึ่งทำขึ้นด้วยกระบวนการโบราณ ตั้งแต่การนำทองคำมาละลายกับปรอทเพื่อเคลือบผิวเส้นเงิน แล้วนำไปพันรอบเส้นไหม ก่อนยกทอจนเกิดประกายและมิติบนผืนผ้า”

ทั้งหมดนี้นำมาสู่กระเป๋า RUBY EDITION ที่โดดเด่นด้วยผ้าทอมือโทนสีแดงก่ำ ลายโคมดอกในประจำยาม ผสานลายกรวยเชิงซึ่งเป็นลายจารีตสำคัญของผ้ายกราชสำนัก รายละเอียดบริเวณหูจับรังสรรค์โดยอาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเส้นสายของหลังคาพระที่นั่งบรมพิมานและลวดลายหงส์

ส่วนใบ NAVY EDITION ใช้ผ้าสีน้ำเงินเข้มที่วางกระบวนลายราชวัตรดอกแปดกลีบสลับดอกสี่กลีบอย่างเป็นระเบียบ พร้อมลายกรวยเชิงที่เรียงชั้นอย่างละเอียด งานทองบริเวณหูจับสร้างสรรค์โดยอาจารย์นิพนธ์ ยอดคำปัน ด้วยเทคนิคถักลวดทองแบบดั้งเดิม ก่อนประดับคริสตัลให้เกิดเป็นดอกไม้สี่กลีบซึ่งสื่อถึงทิศทั้งสี่ การคุ้มครอง และความเป็นสิริมงคล
โดยสีผ้าทั้งหมดอาจารย์วีรธรรมตั้งใจควบคุมโทนสีในปีนี้ให้สุภาพ สง่างาม และไม่ฉูดฉาด
เช่นเดียวกับกระเป๋าอีก 2 ใบที่ใช้ผ้าจากฝีมือของ อาจารย์มีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ทอผ้า) ประจำปี 2564 ผู้สืบทอดภูมิปัญญาของ ‘บ้านคำปุน’ จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งใจเลือกใช้สีดำ เทา และเงินเป็นโทนหลัก เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทดลองกลับวิธีคิดของการทำผ้ามัดหมี่แบบเดิม

อาจารย์มีชัย แต้สุจริยา
“โดยทั่วไปผ้ามัดหมี่จะใช้สีอ่อนบนพื้นสีเข้ม แต่ครั้งนี้เราเลือกใช้มัดสีเข้มบนพื้นสีเทาอ่อน ทำให้เกิดลวดลายสีดำบนพื้นเทา แล้วเพิ่มไหมเงินหรือดิ้นเงินเป็นประกายเล็กๆ เพื่อสร้าง Texture บนผืนผ้า เมื่อเข้ากับงานปักสีทองตามแนวคิดของแบรนด์ ก็ทำให้ผลงานมีความงดงามยิ่งขึ้น” อาจารย์มีชัยอธิบาย

เห็นได้ชัดจาก ONYX EDITION กระเป๋าโทนสีดำที่ใช้ผ้ามัดหมี่ลายเครือเถา ผสานเทคนิคขิดและเส้นหางกระรอกไหมสีดำกับสีเงิน ทำให้ลวดลายอ่อนช้อยดูมีชีวิตและเกิดประกายเมื่อกระทบแสง ก่อนต่อยอดด้วยงานปักลายขดและดอกไม้ รวมถึงงานทองบริเวณหูจับจากอาจารย์ไพโรจน์ สืบสาม

และ GREY EDITION รังสรรค์จากผ้าทอกาบลายดาว ด้วยการตีเกลียวเส้นไหมโลหะสีเงินเข้ากับไหมไทยสีดำ ก่อนผสานกับลายมัดหมี่กนกนาค มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI งานปักและงานทองบริเวณหูจับช่วยขับประกายของผืนผ้า พร้อมทำให้กระเป๋ามีมิติและความสง่างามมากขึ้น
นอกเหนือจากความละเอียดของลวดลาย อาจารย์มีชัยยังออกแบบโครงสร้างผ้าให้เหมาะกับการนำไปใช้งาน โดยเลือกเทคนิคการทอที่ทำให้ผ้ามีผิวนูนเป็นเส้น ทรงตัวได้ดี ทนทาน และไม่ยับง่าย
พื้นที่แห่งโอกาส พาผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ
อย่างไรก็ตาม ความประณีตของฝีมือช่างอาจสร้างมูลค่าได้ไม่เต็มศักยภาพ หากขาดพื้นที่ช่วยนำเสนอผลงานและถ่ายทอดเรื่องราวไปสู่ผู้ชม
สำหรับอาจารย์วีรธรรมและอาจารย์มีชัย มองว่า ICONCRAFT เป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างช่างฝีมือไทยกับผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างชาติ
“การที่ไอคอนสยามเปิดโอกาสและเปิดเวทีให้พวกเราได้แสดงผลงาน ทำให้งานคราฟต์ไทยเข้าถึงชาวต่างชาติมากขึ้น เป็นทั้งการให้เกียรติ ให้โอกาส และช่วยต่อลมหายใจให้ช่างหัตถกรรมไทยสามารถเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน” อาจารย์มีชัยกล่าว
ส่วนอาจารย์วีรธรรมเสริมว่า
“ICONCRAFT สนับสนุนงานคราฟต์ทั้งด้านการตลาดและการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหันกลับมาสนใจสินค้าไทย โดยเฉพาะผ้าไหมไทย ที่ทั้งชายไทยและต่างชาติสามารถเข้ามาชมและเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น” อาจารย์วีรธรรมกล่าว

ทางไปต่อของผ้าไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
เมื่อชวนมองไปถึงอนาคตของผ้าไทย อาจารย์วีรธรรมมองเห็นสัญญาณที่น่ายินดีจากการเกิดขึ้นของช่างทอและผู้ผลิตรุ่นใหม่ ซึ่งนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาปรับให้เข้าไลฟ์สไตล์ของชีวิตในปัจจุบัน โดยมีพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการต่อยอดผ้าไทยสู่ความร่วมสมัย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง การมีพื้นที่เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ คำถามต่อมาคือ ผ้าไทยต้องปรับตัวอย่างไรจึงจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน
อาจารย์มีชัยกล่าวว่า
“ต้องยอมรับว่าหลังเกิดสงครามเศรษฐกิจ ตลาดก็ซบเซาลง แม้ผ้าไทยจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิต แต่เป็นงานที่ให้คุณค่าทางใจที่สินค้าอุตสาหกรรมไม่สามารถทดแทนได้ ต่อจากนี้ช่างต้องรักษาคุณภาพ ทำให้งานมีเอกลักษณ์ มีความประณีต และมีคุณค่ามากพอที่จะเก็บเป็นสมบัติต่อไปได้”
การรักษาคุณภาพที่อาจารย์มีชัยกล่าวถึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงขั้นตอนการทอ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกใช้เส้นไหมสาวมือ ไปจนถึงกระบวนการต้นน้ำอย่างการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม เพราะผ้าหนึ่งผืนไม่ได้หล่อเลี้ยงเฉพาะช่างทอ หากยังเชื่อมโยงกับเกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาตลอดทั้งห่วงโซ่
“เรามีโอกาสที่ดี แต่ต้องทำงานด้วยความตั้งใจและความประณีต ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและภูมิปัญญาชั้นสูง หากผลงานมีความแตกต่างและมีคุณค่าจริง ก็จะสามารถอยู่ต่อได้เสมอ” อาจารย์มีชัยกล่าวทิ้งท้าย
[ADVERTORIAL]