Review : Resident Evil [ รีวิว / สนุกไหม / หนังใหม่ / Movie 2026]

Resident Evil
ประเภท: สยองขวัญ / แอ็กชัน
ผู้สร้าง: Sony Pictures / Constantin Film / PlayStation Productions
ผู้กำกับ: Zach Cregger
ฉายไทย 24 กันยายน 2026
Written by: Zach Cregger & Shay Hatten
Producers:Robert Kulzer /Zach Cregger /Roy Lee /Miri Yoon /Carter Swan /Asad Qizilbash
Executive Producers:Oliver Berben / Victor Hadida / Richard Wright / Robert Bernacci
Cast:Austin Abrams / Zach Cherry / Kali Reis / Paul Walter Hauser

เรื่องย่อ
เนื้อเรื่องจะติดตามชีวิตของ ไบรอัน พนักงานส่งของดวงตกที่ต้องปฏิบัติภารกิจขนส่งอวัยวะไปยังโรงพยาบาลแรคคูนซิตี้ ท่ามกลางวิกฤตการณ์ไวรัสระบาดรุนแรง ตัวละครของไบรอันถูกออกแบบมาให้เป็นเหมือนร่าง “อวตารของผู้เล่น” ที่ต้องเผชิญหน้ากับฝันร้ายที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการเอาชีวิตรอดมากกว่าการปูพื้นหลังตัวละครที่ซับซ้อน
ถึงแฟนเกม RE ทุกท่าน… นี่คือไฟท์บังคับที่คุณต้องไปดู!
Zack Cregger ทำให้ดูแล้วว่า หนังที่สร้างจากเกม แต่ไม่มีตัวละครในเกมซักตัว แล้วออกมาดี เค้าทำกันยังไง!?
หนังสยองขวัญ Body Horror ที่พาความรู้สึก “เล่นเกมครั้งแรก” กลับมาอีกครั้ง
ถ้าถามว่า Resident Evil ฉบับภาพยนตร์ปี 2026 เป็นหนังแบบไหน คำตอบคงไม่ใช่แค่ “หนังสยองขวัญ” เพราะนี่คือหนังที่หยิบเอาแนวทางของ Body Horror มาผสมเข้ากับมุกตลกร้าย และสถานการณ์สุดซวยได้อย่างลงตัว ที่สำคัญกว่านั้นคือมันเป็นหนังที่เข้าใจคำว่า “ความรู้สึกตอนเล่น Resident Evil ครั้งแรก” ได้อย่างน่าประหลาด ตั้งแต่การเปิดลิ้นชักค้นของ ไล่เก็บไอเทม วิ่งกลับไปกลับมาระหว่างจุด A กับจุด B ไปจนถึงการเดินทางที่ดูเหมือนจะไปต่อได้ แต่สุดท้ายกลับต้องเจอทางตันเพราะ “ยังไม่มีกุญแจ” หนังสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นจังหวะการเล่าเรื่องที่ทั้งลุ้น ทั้งขำ และทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังถือจอยอยู่ในมืออีกครั้ง
สิ่งที่ทำให้ Resident Evil ภาคนี้น่าสนใจ คือมันไม่ได้พยายามเล่าเรื่องด้วยความจริงจังตลอดเวลา แต่เลือกจะสร้างสถานการณ์ที่ทั้งน่ากลัวและชวนขำไปพร้อมกัน โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวถูกเล่าผ่านมุมมองของ ไบรอัน ตัวเอกที่ไม่ได้เป็นนักรบ หน่วยพิเศษ ไม่ใช่ตำรวจมือพระกาฬ และไม่ได้มีประสบการณ์รับมือกับเหตุการณ์เหนือความเข้าใจอะไรทั้งนั้น

“เขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังทำงานหาเงิน และโชคชะตาก็ดันพาเขาเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเกินกว่าคนธรรมดาจะรับมือไหว”
ความธรรมดานี่เองที่กลายเป็นเสน่ห์สำคัญของตัวละคร เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เราจะเห็นปฏิกิริยาของคนที่ “ไม่พร้อม” จริงๆ ทั้งความลนลาน ความสับสน ความไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น รวมไปถึงอาการก่นด่า สบถถ่มถุยใส่ชะตากรรมของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนบางจังหวะกลายเป็นความตลกแบบที่ไม่ได้พยายามยัดมุกเข้ามา แต่เกิดขึ้นจากสถานการณ์และบุคลิกของตัวละครเอง

ยิ่งเมื่อหนังวางพื้นฐานให้ไบรอันเป็น “คนทำมาหาเช้ากินค่ำ” ที่ต้องทำงานเพื่ออยากจะสร้างครอบครัว และแฟนสาวที่กำลังตั้งท้อง… ทุกอย่างยิ่งทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องออกมาวิ่งงานในคืนหิมะตกหนัก และทำไมเงินค่าวิ่งที่เพิ่มเป็นสองเท่าจึงกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจรับงานนี้ ก่อนที่มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “คืนนรกแตก” ที่เจ้าตัวคงอยากย้อนเวลากลับไปปฏิเสธมันตั้งแต่แรก
จุดที่แอดฯ ชอบมากที่สุดของหนังเรื่องนี้คือวิธีที่มันหยิบ Game Loop ของ Resident Evil มาใช้กับภาษาภาพยนตร์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เราเห็นตัวละครเดินเข้าไปในสถานที่หนึ่ง สำรวจพื้นที่ เปิดลิ้นชัก ค้นหาของ เก็บสิ่งที่จำเป็น แล้วเดินต่อไป ก่อนจะพบว่าทางข้างหน้าถูกปิดเอาไว้ และต้องย้อนกลับไปค้นหาวิธีเปิดมันอีกครั้ง หรือไม่ก็เอาปืนยิงกุญแจ

ฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดา แต่สำหรับคนที่เคยเล่น Resident Evil นี่คือความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างเหลือเชื่อ เพราะการเล่นเกมในช่วงแรกๆ มักเต็มไปด้วยคำถามว่า “กุญแจอยู่ไหน?” “ประตูนี้เปิดยังไง?” “ของที่เพิ่งเก็บมามันใช้กับอะไร?” หรือแม้แต่ “แล้วเราต้องกลับไปตรงไหนอีกวะ?”
แต่อย่างที่เห็นในตัวอย่าง สกิลการยิงปืนของไบรอัน เข้าขั้นห่วยแตก และในหนัง ได้โชว์พลังของ แม่กุญแจที่หยิบเอาตรรกะของเกมภาคแรก ที่ตอบคำถามเราได้ว่า ทำไมไม่ยิงกุญแจทิ้งได้ “ฮาแตก” มากๆ
หนังสามารถเอาความรู้สึกเหล่านั้นมาแปลงเป็นจังหวะการเล่าเรื่องได้อย่างดี ทำให้การเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งไม่ใช่เพียงการพาตัวละครไปยังฉากต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความระทึก เราไม่รู้ว่าการกลับเข้าไปในพื้นที่เดิมอีกครั้งจะเจออะไร และยิ่งหนังทำให้สถานที่เหล่านั้นมีความกดดัน หวาดเสียวได้เรื่อยๆ…
มันจึงเป็นหนังที่สามารถทำให้เรื่องง่ายๆ อย่าง “เดินกลับไปเอาของ” กลายเป็นสิ่งที่น่าลุ้นได้อย่างน่าประหลาด

ในด้านความสยอง Resident Evil ภาคนี้ทำ Jump Scare ได้ค่อนข้างเฉียบคม สิ่งที่ชอบคือหนังไม่ได้ใช้วิธีเอาเสียงดังหรืออะไรบางอย่างพุ่งเข้าหน้าคนดูทุกครั้งที่ต้องการให้สะดุ้ง แต่เลือกวางจังหวะให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า
หลายครั้งหนังจะปล่อยให้เราคุ้นเคยกับพื้นที่ ปล่อยให้ตัวละครสำรวจหรือเดินผ่านจุดเดิม จนเรารู้สึกว่ามันไม่น่าจะมีอะไรแล้ว ก่อนจะเลือกจังหวะที่เหมาะสมในการกระตุกคนดูขึ้นมา ทำให้ Jump Scare มีน้ำหนักมากกว่าการ “ตุ้งแช่เพื่อให้คนดูสะดุ้ง” และที่สำคัญคือมันเข้ากับอารมณ์ของเกมที่คนเล่นมักจะค่อยๆ เรียนรู้พื้นที่ไปพร้อมกับความหวาดระแวงว่า “เดี๋ยวต้องมีอะไรโผล่มาแน่ๆ” แล้ว “มันก็มาจริงๆ”

ส่วนการนำเสนอ B O W แซ็ค เครกเกอร์ ได้ตีความให้เป็นไปในแนวทางของ Body Horror อย่างเห็นได้ชัก ซึ่งก็ช่วยเติมความรู้สึกสยองเข้าไปอีกขั้น (เผลอๆทำมากกว่าเกมด้วยซ้ำ)
หนังมีทั้งเลือด ความรุนแรง และภาพที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ได้พยายามทำให้ทุกอย่างกลายเป็นความสยองแบบหนักอึ้งตลอดเวลา เพราะยังมีอารมณ์ขันเข้ามาคั่นเป็นระยะ ทำให้โทนของหนังมีความเป็น Horror Comedy ที่ดูสนุกมากกว่าจะพยายามกดคนดูให้อยู่กับความหม่นตลอดทั้งเรื่อง

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หนังทำงานได้ดีคือตัวละคร ไบรอัน
เพราะความไม่เก่งของเขานี่แหละที่ทำให้เราอยากเอาใจช่วย
ตัวละครไม่ได้มีประสบการณ์มากมาย ไม่ได้รู้ว่าควรรับมือกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไร และหลายครั้งปฏิกิริยาของเขาก็เป็นสิ่งที่คนดูเองอาจทำไม่ต่างกัน หากถูกโยนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ความลนลาน ความสับสน และความรู้สึกว่า “นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะ” กลายเป็นส่วนสำคัญของความสนุก
มุกหลายมุกของหนังจึงมาจากการที่ไบรอันบ่นกับสถานการณ์ที่ตัวเองต้องเจอ มากกว่าจะเป็นการหยุดเรื่องเพื่อให้ตัวละครยิงมุกใส่คนดู และนี่เป็นสิ่งที่แอดฯคิดว่าทำให้ตัวละครมีเสน่ห์ เพราะเราหัวเราะไปพร้อมกับเขา แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารไปด้วย
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากเหตุผลที่โคตรธรรมดา แค่ต้องการหาเงินเพิ่มจากการวิ่งส่งของในคืนที่หิมะตกหนัก และดันตัดสินใจรับงานเพราะค่าตอบแทนเพิ่มเป็นสองเท่า แค่นั้นเองจริงๆ แต่ดันกลายเป็นคืนที่ชีวิตพังแบบเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

อีกส่วนที่แอดฯอยากชมเป็นพิเศษคือ เสียงพากย์ไทยของไบรอัน ที่ช่วยส่งเสริมคาแรกเตอร์ได้ดีมาก น้ำเสียงสามารถถ่ายทอดความลนลาน ความสับสน ความงง และอารมณ์ก่นด่าชะตากรรมของตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน
มันไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนตัวละครกำลังพูดบทพากย์ แต่เหมือนเรากำลังฟังคนธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังเจอเรื่องบ้าบอที่สุดในชีวิต และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเอาชีวิตรอดออกไปได้อย่างไร
เมื่อเอาเรื่องความเป็นว่าที่คุณพ่อวัยหนุ่ม ความเหนื่อยจากการทำงาน และความซวยระดับมหาศาลของสถานการณ์เข้ามารวมกัน เสียงพากย์ที่เข้ากับคาแรกเตอร์จึงช่วยให้เราผูกกับตัวละครได้ง่ายขึ้น และทำให้หลายจังหวะที่ควรจะตลก กลายเป็นตลกขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันเวลาที่เขากลัวหรือกำลังลนลาน เราก็รู้สึกตามไปด้วย

ถ้ามองในภาพรวม หนังมีจังหวะการเล่าเรื่องที่สนุก โดยเฉพาะช่วงต้นถึงกลางเรื่องที่สามารถสร้างทั้งความสงสัย ความตื่นเต้น และความตลกไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว เราจะค่อยๆ ทำความรู้จักกับสถานการณ์ไปพร้อมกับไบรอัน และเมื่อเขาเริ่มเข้าใจว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา ความเข้มข้นของหนังก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รู้สึกเสียดายคือช่วงท้ายของเรื่องที่เหมือนจะเร่งเครื่องเร็วเกินไปเล็กน้อย หลายสิ่งที่หนังค่อยๆ สร้างมาตลอดช่วงต้นและกลางเรื่องถูกพาไปสู่บทสรุปค่อนข้างรวดเร็ว จนทำให้รู้สึกว่า ถ้าหนังยาวกว่านี้อีกสักหน่อยก็น่าจะดี
โดยเฉพาะเมื่อหนังทำให้เราอยากเห็นการสำรวจพื้นที่และสถานการณ์ต่างๆ มากกว่านี้ การได้ใช้เวลาอยู่กับโลกของหนังอีกสักพักน่าจะช่วยให้หลายองค์ประกอบมีน้ำหนักมากขึ้น
และส่วนตัวแอดฯก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าได้เห็นเวอร์ชันแรกสุดของหนังจริงๆ ที่ถูกพูดถึงกัน
จะมีความตลกขนาดไหน เพราะแค่เวอร์ชันผ่านการตัดต่อใหม่ที่เราได้ชมตอนนี้
ก็มีทั้งจังหวะตัดมุกไปมาและความเด๋อด๋าของไบรอันที่ทำให้ขำอยู่ไม่น้อยแล้ว

แม้ถ้าเทียบกับผลงานก่อนหน้าของ Zack Cregger ทั้งสองเรื่อง ความเข้มข้นของ Resident Evil อาจดูดรอปลงมาเล็กน้อย
แต่สิ่งที่หนังได้กลับมาคือความดูง่ายและความบันเทิงที่เข้าถึงได้มากขึ้น
เรื่องราวไม่ได้พยายามทำให้ซับซ้อนเกินความจำเป็น มีโครงสร้างที่เข้าใจง่าย และสามารถพาคนดูไปตามสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความคมคายในการเล่าเรื่องและการวางจังหวะก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการพาคนดูไปยังบทสรุปที่ยังคงมีกลิ่นอายแบบ Zack Cregger ซึ่งชอบทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้คนดูเหวอและ ฉีกไปจากสูตรสำเร็จของหนังแนวตลาดอย่างมาก
มันอาจไม่ได้กระแทกคนดูด้วยความเข้มข้นแบบเดียวกับผลงานก่อนหน้า แต่กลับเลือกใช้วิธีสร้างความสนุกและความบันเทิงที่ตรงไปตรงมามากกว่า และสำหรับ Resident Evil วิธีนี้กลับเข้ากันได้ดี เพราะตัวเกมเองก็มีทั้งความสยอง ความประหลาด ความตึงเครียด และความ “อะไรของมันวะเนี่ย” อยู่ใน DNA ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่ก็จบแล้วนั่งเหม่ออยู่พักนึง เพราะไม่คิดว่า “หนังมันจะมาเวย์นี้ได้ยังไงหว่า”
สำหรับแอดฯ Resident Evil คือหนังที่จับ “อารมณ์ของการเล่นเกมครั้งแรก” ได้ดีที่สุดเท่าที่หนังจากเกมจะทำได้ เพราะมันไม่ได้แค่เอาชื่อ ตัวละคร หรือสัตว์ประหลาดจากเกมมาใช้ แต่เข้าใจว่าความสนุกของ Resident Evil อยู่ตรงไหน แล้วเขาขยี้มันในหลายๆฉาก หลายๆซีน จนคนที่นั่งดูหลายๆคนที่เป็นคอเกม ต่างบอกว่า
“นี่แหละ RE ตอนเล่นรอบแรกสุด เราก็เป็นยังงี้แหละ”
มันคือความลนลาน ความไม่รู้ การเปิดลิ้นชักเพื่อหาไอเทม การเดินสำรวจพื้นที่ที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ การวิ่งกลับไปยังสถานที่เดิม การเจอประตูที่เปิดไม่ได้เพราะยังไม่มีกุญแจ การคิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้วแต่กลับมีอะไรบางอย่างโผล่มา
และการที่ตัวละครธรรมดาคนหนึ่งต้องพยายามเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่ไม่มีเหตุผลอะไรเลย นี่คือแก่นที่ RE ในช่วงภาคที่ 7-8 เคยนำเสนอมาแล้ว แต่หนังเอามาจัดระเบียบ แล้วให้คนดูทำหน้าที่เป็นเด็กเกาะเบาะ ดูผู้กำกับคนนี้เล่นเกม และพาเราไปถึงฉากจบ…
ในฐานะหนังสยองขวัญ มันมีเลือด มีความรุนแรง มี Body Horror และ Jump Scare ที่ทำงานได้ดี
ในฐานะหนังตลก มันมีจังหวะขำจากสถานการณ์และความเด๋อด๋าของตัวละคร
และในฐานะหนัง Resident Evil มันสามารถทำให้คนที่เคยเล่นเกมนึกย้อนกลับไปถึงความรู้สึกตอนหยิบเกมมาเล่นครั้งแรกได้จริง

และถ้าคุณเป็นคนที่พร่ำบอกตัวเอง และสังคมออนไลน์ ว่า “ฉันเป็นแฟน Resident Evil”
เรื่องนี้ก็เป็นหนังที่ “ต้อง” ไปดูในโรงเท่านั้น!
เพราะอย่างน้อยที่สุด มันสามารถทำให้เรานึกถึงตัวเองในวันที่ยังไม่รู้ว่าประตูไหนเปิดได้ กุญแจอยู่ไหน และกำลังจะมีอะไรโผล่ออกมาจากมุมมืด
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับไบรอัน เพราะเหตุผลโคตรธรรมดาอย่างเดียว…
เขาแค่อยากได้เงินค่าวิ่งส่งของเพิ่มเป็นสองเท่าในคืนหิมะตกหนักเท่านั้นเอง

เจาะลึกเบื้องหลัง Resident Evil ฉบับใหม่
ผ่านมุมมองผู้กำกับ Zach Cregger
จากกการให้สัมภาษณ์กับทาง Playstation
Zach Cregger ผู้กำกับและนักเขียนบทไฟแรงออกมาเปิดเผยถึงแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาสร้างสรรค์เรื่องราวในโลกของ Resident Evil หลังจากมีการปล่อยทีเซอร์แรกที่สร้างเสียงฮือฮาด้วยบรรยากาศสยองขวัญสั่นประสาท โดยเขาตั้งใจให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการคารวะแฟรนไชส์เกมระดับตำนาน พร้อมนำเสนอเรื่องราวออริจินัลที่ยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิมของซีรีส์ไว้อย่างครบถ้วน

ความทรงจำแรกสุดของคุณต่อซีรีส์ Resident Evil คืออะไร?
Zach Cregger: ความทรงจำแรกของผมที่มีต่อ Resident Evil น่าจะเป็นตอนเล่นภาค 2 ครับ ผมคิดว่าผมเล่นภาค 2 ก่อนภาค 1 และ มันเป็นเกมแนวสยองขวัญเอาชีวิตรอด (survival horror) เกมแรกที่ผมจำได้ว่าเคยเล่น ผมเล่นมันก่อน Silent Hill แน่นอน และผมก็แค่ชอบกลไกใหม่ๆของการ “ประหยัดทรัพยากร” คุณต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าคุณมีกระสุนกี่นัด มีไอเทมฟื้นฟูเลือดเท่าไหร่ คุณต้องตัดสินใจที่ยากลำบากว่า อะไรที่ฉันจะพกไป? อะไรที่ฉันจะทิ้งไว้ข้างหลัง? มันเป็นกลไกที่โดดเด่นมาก และสำหรับผม ในบรรดาเกม Resident Evil ทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ บางภาคมันดูเป็นแนวแอ็กชัน มากเกินไปสำหรับรสนิยมของผม แต่ผมชอบกลไกการเอาชีวิตรอดที่ต้องเคลื่อนที่อย่างช้าๆ และมีความรอบคอบ นั่นคือสิ่งสำคัญมากที่ผมต้องการนำมาใส่ในภาพยนตร์ครับ

ทุกคนมีช่วงเวลาโปรดจากในเกมที่ทำให้ตกใจจนตัวลอย ความสยองที่คุณชอบที่สุดในซีรีส์ Resident Evil คืออะไร?
Zach Cregger: ผมต้องขอบอกก่อนว่าตอนนั้นผมเล่นในระบบ VR นะครับ คือในภาค Village ตอนที่คุณเข้าไปในบ้านตุ๊กตา แล้วลงไปในห้องใต้ดิน คุณกำลังประกอบตุ๊กตายักษ์บนโต๊ะ แล้วคุณก็ถูกล่าโดยทารกยักษ์ตัวนั้น มันมีบางอย่างเกี่ยวกับเสียงที่ทารกคนนั้นทำ แล้วไฟก็ดับลง คุณต้องวิ่งผ่านโถงทางเดินเหล่านั้นและต้องเข้าไปแอบใต้เตียง
มันเป็นครั้งเดียวที่เล่นวิดีโอเกมแล้วผมยอมแพ้และขอหยุดพัก ผมแค่รู้สึกว่า “นี่มันกดดันเกินไปแล้ว” ผมถอดเฮดเซตออก ไปดื่มกาแฟสักแก้ว แล้วค่อยกลับไปเล่นต่อจนจบในภายหลัง แต่มันทำให้ผมเข้าถึงได้จริงๆ มันน่ากลัวมากครับ

อะไรคือสิ่งที่จุดประกายให้คุณสนใจสร้างภาพยนตร์ Resident Evil?
Zach Cregger: ผมต้องการทำหนังที่ติดตามตัวละครจากจุด A ไปจุด B เพราะนั่นคือสิ่งที่เกมเหล่านี้ทำได้ดีมาก
คุณออกเดินทางไปในการผจญภัยที่บ้าคลั่ง ผ่านสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป และสิ่งต่างๆ ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผมมันให้ความรู้สึกที่เป็นภาพยนตร์มาก ดังนั้นผมจึงต้องการเล่าเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกของ Resident Evil แต่ไม่ใช่เรื่องราวที่ในเกมเคยเล่าไปแล้ว
สำหรับผม ผมรู้สึกว่าไม่มีทางชนะเลยถ้าผมจะเล่าเรื่องของ Leon เพราะในเกมทำไว้ดีมากอยู่แล้ว มันจะกลายเป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อน และท้ายที่สุดผมคิดว่ามันจะน่าผิดหวัง ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะเอาทุกอย่างที่ผมรักเกี่ยวกับเกมด้วยการเล่าเรื่องที่ “อาจจะ” มีอยู่เคียงข้างไปกับเหตุการณ์ในเกมครับ
โลกของภาค 2 คือจุดที่เรื่องนี้เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าผมจะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่ออรรถรสในเชิงดราม่า มันเป็นเรื่องของการติดตามคนอีกคนหนึ่งที่ปฏิบัติภารกิจในคืนอันโหดร้าย เมื่อสิ่งต่างๆ เริ่มเลวร้ายในเมืองแรคคูนซิตี้ และพวกเขาต้องนำบางอย่างจากจุด A ไปจุด B และในขณะที่เดินทาง พวกเขาก็จะได้พบกับสิ่งต่างๆ แบบเดียวกับที่คุณพบในเกม
ผมต้องการคงความซื่อตรงไว้ เช่น คุณเริ่มด้วยปืนพก พัฒนาไปเป็นปืนลูกซอง และในที่สุดคุณก็พบ MP5 คุณกังวลเรื่องจำนวนกระสุนเสมอ คุณได้รับบาดเจ็บ
และสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด มันเป็นความท้าทายที่สนุกมากสำหรับผมในการพยายามเขียนเกมให้เป็นหนังครับ

ตามที่คุณกล่าวว่านี่ไม่ใช่การนำเกมมาเล่าใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ในโลกเดียวกัน อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่าจำเป็นต่อโลกของ Resident Evil?
Zach Cregger: โลกของ Resident Evil คือการที่ไวรัสที (T-virus) ที่บริษัทอัมเบรลลา (Umbrella Corporation) ต้องรับผิดชอบ ได้ก่อให้เกิดการระบาดของซอมบี้กลายพันธุ์ที่น่ากลัว ดังนั้นสิ่งต่างๆ จึงวุ่นวายไปทุกที่ที่คุณมอง และนั่นเป็นสนามเด็กเล่นที่สนุกสำหรับผมครับ

เราเคยเห็นฮีโร่ในเกม Resident Evil อย่าง Leon แน่นอนว่าเขามีทักษะทางยุทธวิธี ผ่านการฝึกฝน และรู้ว่ากำลังทำอะไร
แต่เราก็มีตัวละครใหม่ๆ อย่าง Ethan Winters (ภาค 7 และ Village) และ Grace (Resident Evil Requiem) ที่เหมือนถูกโยนเข้าไปในโลกนี้โดยไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร
Bryan จะเดินตามรอยนั้นในการพยายามค้นหาว่าจะทำอย่างไรต่อไปหรือไม่?
Zach Cregger: Bryan เป็นเหมือนตัวแทน (avatar) สำหรับผม และคนดู หรือเป็นสิ่งที่ผม “คาดหวัง” ว่าผู้เล่นเกมทั่วไปจะตอบสนอง หากพวกเขาถูกผลักเข้าไปใน โลกของเกมด้วยตัวเอง
ดังนั้นเขาจึงเป็นแค่คนธรรมดา เขาไม่ได้เก่งกาจในการต่อสู้ในรูปแบบใดเลย เขาแข็งแรงแต่ไม่ใช่คนบ้าพลัง เขาแค่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง เป็นคนจิตใจดีที่โชคร้ายและถูกดูดเข้าไปในฝันร้าย
ดังนั้นมันจึงสนุกมากที่ได้คิดว่า ฉันจะตอบสนองอย่างไรจริงๆ ถ้าเห็นหมากลายพันธุ์กระโจนใส่? อารมณ์ที่ถาโถมเข้ามาจะเป็นอย่างไร? และ Austin เขาเหมาะกับบทนี้ที่สุดครับ

ในเกม Resident Evil สภาพแวดล้อมต่างๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตัวละครตัวหนึ่ง สภาพแวดล้อมแบบไหนที่คุณรู้สึกว่าจะสำคัญที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้?
Zach Cregger: ผมคิดว่ากุญแจสำคัญสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำหนังจาก Resident Evil คือมันต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าภาค 2 จะโด่งดังจากการที่พื้นที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในที่แห่งเดียวคือสถานีตำรวจ แต่คุณก็ยังคงต้องปลดล็อกพื้นที่ใหม่ๆ ภายในนั้น และในที่สุดคุณก็ลงไปที่ลานจอดรถ แล้วก็ไปยังที่อื่นๆ
ดังนั้นสภาพแวดล้อมต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และคุณต้องสามารถค้นพบสถานที่ใหม่ๆ ได้ นั่นคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้เน้นย้ำมาก คุณอยู่ในการเดินทาง และคุณจะไม่ได้ใช้เวลาอยู่ที่ไหนที่หนึ่งนานเกินไป และทุกที่ใหม่ที่คุณไปถึงก็จะมีอันตรายที่แปลกใหม่รออยู่ครับ

ตามที่คุณกล่าวว่าหนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากเกม แต่คุณรู้สึกอยากจะใส่ Easter Eggs จากในเกมเข้าไปบ้างไหม?
Zach Cregger: ใช่ครับ มี Easter Eggs จากเกมเยอะมาก และมันมากกว่าแค่เรื่องลำดับของอาวุธและการจัดการทรัพยากร
ภาค 4 น่าจะเป็นเกมที่ผมเล่นบ่อยที่สุด ดังนั้นผมจึงนำไอเทมฟื้นฟูเลือดมาใช้ ผมเลียนแบบมันมาเป๊ะๆ และใส่ลงในหนัง ผมไม่อยากพูดอะไรมากเกินไป แต่เหล่าเกมเมอร์จะเห็นและจดจำมันได้แน่นอน มีรายละเอียดทางภาพและทางธีมเล็กๆ น้อยๆ มากมาย มีความเป็นเกมอยู่ในนั้นเยอะมากแน่นอนครับ
มีอะไรที่คุณอยากจะฝากถึงแฟนๆ ก่อนที่หนังจะเข้าฉายไหม?
Zach Cregger: ผมรู้สึกละเอียดอ่อนมากกับการพูดถึงหนังในนามของแฟนเกม เพราะผมคิดว่าแฟนๆ บางคนจะมีความสุขก็ต่อเมื่อผมเล่าเรื่องตามในเกม ซึ่งผมไม่ได้ทำแบบนั้น เพราะผมรู้สึกว่าผมจะทำมันได้ไม่ดีเท่าต้นฉบับ ผมรู้สึกว่าเกมทำหน้าที่เล่าเรื่องราวนั้นได้ยอดเยี่ยมมากอยู่แล้วครับ

ถ้าคุณต้องติดอยู่ในโลกที่คุณสร้างขึ้นเอง คุณอยากให้ตัวละครจากเกม Resident Evil คนไหนมาช่วย?
Zach Cregger: โอ้ อันนั้นง่ายมากครับ ถ้าผมติดอยู่ในหนังของตัวเองและเลือกตัวละคร Resident Evil ได้สักคน ผมจะเลือก Leon เพราะผมจะกอดเขาไว้แน่นๆ หลับตาลง แล้วปล่อยให้เขาปกป้องผมครับ

แอดมิน AK47
#ResidentEvil #ResidentEvilMovie #ZachCregger #SonyPictures #RaccoonCity #ข่าวหนัง
