PTTGC หยุด..ขาดทุน.!

ช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้ว บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในเครือปตท. แจ้งข่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าด้วยการปรับโครงสร้างบริษัทลูกที่ชื่อ บริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นอยู่ 82.1% เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาดในปัจจุบัน โดยจะปิดโรงงานชั่วคราว เนื่องจากตลาดโพลิออลเผชิญภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินราว 7-8 ล้านตัน โดยเฉพาะจากกำลังการผลิตใหม่ในประเทศจีน ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมโพลิออลลดลงเหลือเพียง 60% ขณะเดียวกัน จะเข้าซื้อหุ้นส่วนที่เหลือใน GCP ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 100%
ดูผิวเผินเหมือนไม่มีนัยอะไร…เป็นการปรับโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมเท่านั้น แต่พอไปดูไส้ในของ GCP มันมีอะไรมากกว่าที่คิดนะจิบอกให้…
ก่อนอื่นไปทำความรู้จัก GCP กันก่อน ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง PTTGC, Sanyo Chemical Industries, Ltd. (SCI) และ Toyota Tsusho Corporation (TTC) โดยก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2560 มีทุนจดทะเบียน 11,518 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตโพลิออล และ PU System โดยมี PTTGC เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหลัก ได้แก่ โพรพิลีนออกไซด์ (PO) และ เอทิลีนออกไซด์ (EO)
ทั้งนี้ GCP มีกำลังการผลิตโพลิออลชนิดโพลิอีเทอร์ 130,000 ตันต่อปี, โพลิออลชนิดโพลิเมอร์ 30,000 ตันต่อปี และโพลิออลชนิดพรีมิกซ์ 20,000 ตันต่อปี
เท่ากับว่า ที่ผ่านมา PTTGC ได้ 2 ขาจาก GCP นะเนี่ย…โดยขาแรก จากการ Consolidated งบของ GCP เข้ามา ส่วนอีกขา เป็นการขายวัตถุดิบให้กับ GCP นั่นเอง
งั้นการที่ GCP ปิดโรงงานชั่วคราว ก็กระทบ PTTGC เต็ม ๆ นะสิ..!!
โดยบรรดานักวิเคราะห์ ประเมินว่า PTTGC จะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายสำรองราว 1.8 พันล้านบาทในไตรมาส 2/2569 โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายจากการปิดโรงงานชั่วคราว ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการบันทึกค่าเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์ GCP จำนวน 5,800 ล้านบาท ในปี 2568
ดูทรงแล้วงบไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC คงดูไม่จืดแหง ๆ เชื่อขนมกินได้เลย..!!
แต่อย่าเพิ่งตื่นตูมไป…เพราะนักวิเคราะห์ต่างฟันธงว่า เคสนี้เป็นแค่เหตุการณ์ชั่วคราวเท่านั้น…
โดย บล.ทิสโก้ ระบุว่า แม้การปรับปรุงโครงสร้างครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดรายการทางบัญชีในระยะสั้น แต่มองว่าเป็นปัจจัยเชิงบวก เนื่องจากเป็นการตัดภาระจากธุรกิจที่ขาดทุนต่อเนื่อง และน่าจะช่วยปรับปรุงผลประกอบการของ PTTGC ในระยะยาว โดย GCP มีผลขาดทุน EBITDA ประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อปี และขาดทุนสุทธิประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าผลขาดทุนดังกล่าวจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการปิดโรงงานเสร็จสิ้น
ขณะที่ผู้บริหารเชื่อมั่นว่าปริมาณ propylene oxide (PO) ที่เคยส่งให้ GCP จะสามารถเปลี่ยนไปจำหน่ายให้ลูกค้าภายนอก ได้ ซึ่งจะช่วยจำกัดผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจ
สอดคล้องกับ บล.กสิกรไทย ระบุว่า การตัดสินใจปิดการดำเนินงานชั่วคราวจะทำให้ PTTGC มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเพิ่มเติมราว 50 ล้านบาทต่อปี แต่จะช่วยลดผลขาดทุนได้ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ปีนี้ ซึ่งถือว่าดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลขาดทุนราว 1,000 ล้านบาทในปีก่อน
เท่ากับว่า การปิดโรงงานชั่วคราวของ GCP ครั้งนี้ ก็เป็นภาวะหยุดเลือดไหล หรือหยุดขาดทุนนะสิ..!!
เข้าทำนองสั้นร้าย…แต่ยาวดีว่างั้น..!?
คำแนะนำของนักวิเคราะห์จึงมีทั้งให้ “ซื้อ” และให้ “ถือ” โดยให้เป้าหมายราคาสูงสุดที่ 47 บาท
ก็ยังมีอัพไซด์อีกเพียบ…
แต่ถ้ายังไม่เข้าตา..ก็ไม่ว่ากัน
นานาจิตตัง…
…อิ อิ อิ…