classicliterature.it.com

PReMA ผนึกกำลัง สวรส. รวมพลังครั้งแรกวางโรดแมปยกระดับไทย สู่ศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิก เร่งการเข้าถึงนวัตกรรมของผู้ป่วยไทย

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ผนึกกำลังเป็นครั้งแรก นำหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิก มาร่วมกำหนดทิศทางและวางรากฐานสู่ ‘โรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ’ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดึงดูดการลงทุน และเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของผู้ป่วยไทย

7 ก.ย. 2569 – ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเป็นประธานเปิดงานเสวนาหัวข้อ “จากบทสนทนาสู่โรดแมป: พลิกโฉมระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยเพื่อปลดล็อกการลงทุนและเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาของผู้ป่วยไทย” ว่า การวิจัยทางคลินิกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงการแพทย์หรือนักวิจัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะการวิจัยทางคลินิกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เราสามารถร่วมกันยกระดับจุดแข็งด้านสุขภาพของประเทศไทยให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ ‘ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร’ สวรส. มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำโรดแมปแห่งชาติที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัย ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบ และเพิ่มประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพให้แก่สังคมไทย

ประเทศไทยมีการดำเนินการวิจัยทางคลินิก 527 โครงการในปี 2567 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 ล้านบาท) ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,800 ล้านบาท) ภายในปี 2573

นอกจากนี้ การวิจัยทางคลินิกสร้างผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่ายในอัตรา 2.9:1 และสนับสนุนการจ้างงานแรงงานทักษะสูงจำนวน 15,509 ตำแหน่ง FTE (เทียบเท่าการจ้างงานเต็มเวลา) แบ่งเป็นตำแหน่งงานโดยตรง 8,905 FTE และทางอ้อม 6,604 FTE ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการพัฒนากำลังแรงงานบนฐานความรู้ ขณะเดียวกันกิจกรรมการวิจัยช่วยป้องกันการสูญเสียปีสุขภาวะจากความพิการหรือการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (DALYs) ได้ประมาณ 8,326 ปีต่อปี คิดเป็นมูลค่าประโยชน์ที่ส่งมอบให้แก่ผู้ป่วยและระบบสุขภาพประมาณ 10,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ ระบบนิเวศด้านการวิจัยของประเทศมีประชากร 71.6 ล้านคน ครอบคลุมหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) 99.5% มีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI จำนวน 62 แห่ง และคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก FERCAP จำนวน 55 แห่ง ณ ปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 22 แห่งในปี 2560

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านคลินิกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติยังคงเป็นช่องว่างด้านการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของเรา ด้วยการผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายสุขภาพของประเทศ PReMA มุ่งหวังที่จะลดระยะเวลาการอนุมัติด้านกำกับดูแล ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น และนำการรักษาที่ก้าวล้ำมาสู่ผู้ป่วยชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นพ.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด

สำหรับการเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกระดับโลกเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ โดยการศึกษาวิจัยเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้สนับสนุนการวิจัย นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค

ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นการวิจัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย และการมีข้อมูลระบาดวิทยาภายในประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการดึงดูดงานวิจัยทางคลินิกระดับโลกที่มีคุณภาพและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ สนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก

อย่างไรก็ดี เวทีเสวนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

ภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนระดับชาติ: กำหนดให้การวิจัยทางคลินิกเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สวรส. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงระบบ: เปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยที่มีลักษณะแยกส่วนขาดการบูรณาการให้เป็นโรดแมประดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์

PReMA ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชน: เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายระดับชาติ เพื่อขยายการลงทุนด้านการวิจัยและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ในฐานะผู้สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบ: ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดระบบกำกับดูแลที่มีความชัดเจน คาดการณ์ได้ มีคุณภาพสูง และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม เพื่อเป็นรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

เพิ่มเพื่อน

Update: 2026-09-07
Tags: