classicliterature.it.com

วีระยุทธ ซัดรัฐบาลทำงานไม่เป็น เปลี่ยนเกณฑ์บัตรคนจนไปมา ชี้ต้องทบทวนเรื่องที่ดิน-หนี้ ด้วย

‘วีระยุทธ’ กังวล การปรับเกณฑ์บัตรคนจน-ลงทุน Data Center ไม่ตอบโจทย์ปัญหาปชช. เหน็บ ครม.ทั้งชุดทำงานไม่เป็น แนะ บัตรสวัสดิการดูเป็นเกณฑ์ร่วมในการพิจารณา อย่าใช้เกณฑ์ข้อเดียวตัดคนออก ด้าน ‘สิทธิพล’ ชี้ เกณฑ์คัดกรองมีปัญหา-ผลักภาระให้ปชช.

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณีข้อกังวลต่อการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และอันตรายของการลงทุน Data Center ว่า ทั้ง 2 เรื่อง เป็นเรื่องที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว แต่รัฐบาลนำกลับมาพิจารณาเกณฑ์ใหม่ ซึ่งมีปัญหาเหมือนกันทั้ง 2 เรื่อง สะท้อนว่ารัฐบาลทำงานไม่เป็นและไม่เห็นหัวประชาชน โดยเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เกิดความวุ่นวายที่คนจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังเท่านั้น แต่เป็นปัญหาการทำงานไม่เป็นของครม.ทั้งชุด เพราะเรื่องนี้ผ่านเข้าสู่มติ ครม.เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการตัดสินใจร่วมกันของทั้ง ครม. รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีด้วย

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ทำไมในเวลานั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงไม่สนใจเรื่องอายุรถยนต์เข้าไปพิจารณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไม่ดูเรื่องจำนวนคนพิการ คนเปราะบางให้แม่นยำ ซึ่งครั้งนี้ เป็นการปรับหลักเกณฑ์ใหม่เป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็มีปัญหาเรื่องสิทธิลดหย่อนภาษีที่ทำให้พ่อแม่ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการ แต่เมื่อมีการพิจารณาครั้งใหม่ ก็ยังเกิดปัญหาขึ้นเช่นเดิม

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า ตนอยากส่งเสียงแทนกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาจริง โดยตอนนี้มีเกณฑ์อยู่ 2 เกณฑ์ คือการถือครองที่ดินและจำนวนหนี้สิน ซึ่งยังไม่ได้รับการปรับเกณฑ์ โดย 1.เกณฑ์การถือครองที่ดิน ระบุว่าต้องถือครองที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ แต่รัฐบาลไม่ได้เช็กข้อมูลกับทางกระทรวงเกษตรฯ เพราะปัจจุบันค่าเฉลี่ยของเกษตรกรไทยถือครองที่ดินอยู่ที่ 17 ไร่ ปัญหาคือหากมีที่ดินเกิน 10 ไร่ จะถูกนับว่าพ้นเกณฑ์ความยากจนหรือไม่ เมื่อดูในข้อมูลปีที่ผ่านมา เกษตรกรที่ปลูกข้าวหอมมะลิมีผลตอบแทนสุทธิเมื่อหักต้นทุนแล้วอยู่ที่ 1,300 บาทต่อไร่ แปลว่าเกษตรกรที่ถือครองที่ดิน 10 ไร่และปลูกข้าวหอมมะลิ จะมีผลตอบแทนเป็นรายได้สุทธิอยู่ที่ปีละ 13,000 บาทเท่านั้น และจะตกเกณฑ์นี้ไปเลย เพราะเป็นการเอาเกณฑ์ที่ดินขึ้นมาพิจารณาเท่านั้น ไม่ได้ดูเรื่องราคาผลผลิต

นายวีระยุทธ กล่าวด้วยว่า 2.เกณฑ์หนี้สิน ซึ่งมีเกณฑ์ที่ไม่รวมหนี้สินเพื่อการเกษตร ตั้งวงเงินสินเชื่อและหนี้สินไม่เกิน 1 แสนบาท แต่จากการสำรวจข้อมูลของกระทรวงเกษตรฯ เกษตรกรไทยต่อให้หักหนี้สินเพื่อการเกษตรไปแล้ว แต่เกษตรกรไทยโดยเฉลี่ยก็ยังเป็นหนี้สินอยู่ 120,000 บาทต่อคน ซึ่งเกินหลักเกณฑ์ 1 แสนบาทแทบทุกคน หากตั้งเกณฑ์ที่แข็งเกร็งขนาดนี้ ทั้งเรื่องหนี้สินและที่ดิน เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่เข้าเกณฑ์นี้ โดยในเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิจารณา ตนขอให้นำเข้ามาปรับเกณฑ์ และใช้ข้อมูลจากหลายกระทรวงมารวมกัน ตอนนี้กระทรวงการคลังใช้ข้อมูลกระจัดกระจาย ทำให้เกษตรกรตกหล่น ตนขอให้อย่าใช้เกณฑ์ข้อเดียวเพื่อการตัดออก แต่ขอให้ดูหลายเกณฑ์เพื่อนำมาพิจารณา เป็นเกณฑ์ร่วม ถัวเฉลี่ย

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่นายเอกนิติ สั่งทบทวนเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ ว่า หลังจากนี้หากจะขออนุมัติ จะต้องมี 1.แผนการบริหารจัดการน้ำ 2.การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และ 3.การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่การเสนอให้ปรับเกณฑ์ใหม่เพิ่งมีเมื่อวานนี้ แปลว่า 3 ข้อที่ว่ามาไม่ถูกใช้ในการพิจารณาการลงทุนตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาและคำถามว่าในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลปล่อยผีใช่หรือไม่

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า ดังนั้นโครงการ 8 แสนกว่าล้านบาทในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตนกังวลว่า 1.ส่วนใหญ่แทบไม่มีชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นในประเทศ (Local Content) โดยตัวเลขขาดดุลมีความใกล้เคียงกัน แม้เป็นคนละตัว คือทั้งปี 2569 ไตรมาสหนึ่งลงทุนไปแล้ว 870,000 ล้านบาท ยอดการขาดดุลการค้าของไทย 5 เดือนแรกก็อยู่ที่ 870,000 ล้านบาทเช่นเดียวกัน 2.การจ้างงาน ขณะที่รัฐบาลพยายามโปรโมต แต่การลงทุน 1 หมื่นล้านบาทของดาต้าเซ็นเตอร์ มีการจ้างงานเพียงหลักร้อยคน และ 3. ผลกระทบเรื่องน้ำและไฟที่รุนแรงมากขึ้น โดยจากข้อมูลพบว่า EEC ใช้น้ำไปแล้ว 73% ของความจุที่หาได้

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอให้นำเกณฑ์ใหม่ กลับไปใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ผ่านการอนุมัติไปแล้ว และ BOI จะต้องตรวจเข้มข้นมากขึ้นว่าเกิดผลประโยชน์กับไทยมากน้อยแค่ไหน โดยที่ผ่านมารัฐบาลพูดถึงแต่ด้านบวก ไม่พูดถึงด้านลบว่าส่งผลกระทบเรื่องน้ำไฟและสิ่งแวดล้อม รวมถึงราคาค่าไฟในอนาคต และวันนี้ทาง กมธ.เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุย พบว่าหากดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟตามที่คาดการณ์ระดับสูง จะต้องมีการผลิตไฟเพิ่ม ลงทุนโครงข่ายใหม่ กลายเป็นไทยต้องลงทุนให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งในต่างประเทศดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอให้กับประเทศต่างๆ เพื่อขอเข้าไปลงทุน แต่ในไทยกลับเป็นการขอให้เขาเข้ามาลงทุน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมา

ขณะที่ นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลต้องทบทวนเกณฑ์การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ เพื่อความตรงเป้าและทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเข้าถึงสวัสดิการได้ แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้น สะท้อนปัญหาที่รัฐบาลคิดไม่รอบด้าน ปัจจุบันเกณฑ์และระบบคัดกรองมีปัญหา โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานของส่วนราชการและหน่วยงานรัฐ การประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และทางแก้ที่รัฐบาลเสนอต่อประชาชนก็ไม่ตอบโจทย์

นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า เกณฑ์ที่รัฐบาลใช้ในตอนนี้ ไม่แม่นยำและไม่เข้าใจชีวิตของประชาชน และแผนที่ให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ย้ายไปเข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส คำถามจากประชาชนฝากไปยังรัฐบาล คือหากเขาเป็นผู้เดือดร้อนจริง นโยบายไทยชั่วไทยพลัสมีเวลาใช้อยู่อีกแค่ 2 เดือน จะช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนได้จริงหรือไม่

นายสิทธิพล กล่าวอีกว่า ในประเด็นการอุทธรณ์ แม้วันนี้รัฐบาลจะขยายเวลาอุทธรณ์ พยายามทำศูนย์ One Stop Service แต่ทำไมถึงผลักภาระให้ประชาชน โดยประชาชนที่เดือดร้อนจริงและเข้าไม่ถึง รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร ทางพรรคประชาชนขอเสนอให้รัฐบาลมีหน้าที่ในการพิสูจน์ความจนของประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนที่ลำบากอยู่แล้วมานั่งอธิบายพิสูจน์ความจนของตัวเอง โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐต้องมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน

Update: 2026-07-22
Tags: