'ปาตานี' มีอยู่จริงในอินโดนีเซีย
ปาตานีเป็นชื่อหมู่บ้านหนึ่งในเขตตำบลมัปปากาซุงกู (Mappakasunggu) อำเภอตากาลาร์ (Takalar) จังหวัดสุลาเวสีใต้ ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2009 หมู่บ้านปาตานีเดิมถูกแบ่งออกเป็นสามหมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านปาตานี, หมู่บ้านปาบาตางัน (Pa’batangan) และหมู่บ้านโซแรอัง (Soreang) และหมู่บ้านปาตานียังประกอบด้วยหมู่บ้านเล็กๆ อีกสี่หมู่บ้าน ได้แก่ ปาตานี, บ็อนโตมานัย (Bontomanai), มางูลับเบ (Mangulabbe) และปัตเตอเกอรัง (Pattekerang) ประชากรในอำเภอตากาลาร์ราว 325,200 คน คำว่าปาตานี้ไม่ใช่คำพ้องเสียงหรือบังเอิญเหมือน แต่มาจากปาตานีที่ปัจจุบันอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย
ในอดีตปาตานีเคยเป็นอาณาจักรมลายูมุสลิมขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการเผยแผ่อิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การก่อกำเนิดของอาณาจักรปาตานีมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 และดำรงอยู่จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 กษัตริย์พระองค์แรกคือ พญาตู เกอรุบ มหาจานา (Phaya Tu Kerub Mahajana) ซึ่งปกครองเมืองมะห์ลีกัย (Kota Mahligai)
ส่วนกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามคือพระโอรสของพระองค์ ได้แก่ พญาตู นักปา (Phaya Tu Naqpa) พระองค์ทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามหลังจากประชวรอย่างหนัก และได้รับการรักษาจากนักปราชญ์ซูฟีชื่อ เชคซาอิด (Syekh Said) ซึ่งเดินทางมาจากรัฐปาไซ (Pasai) ภายหลังการเข้ารับอิสลาม พญาตู นักปา ได้เปลี่ยนพระนามเป็น สุลต่านอิสมาอิล ชาห์ (Sultan Ismail Syah) และประชาชนในอาณาจักรก็หันมานับถือศาสนาอิสลามตามพระองค์
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ เอ. ทิว (A. Teeuw) และ ดี. เค. ไวแอตต์ (D. K. Wyatt) เสนอว่า อาณาจักรปาตานีน่าจะถือกำเนิดขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยอาศัยหลักฐานจากบันทึกการเดินทางของนักสำรวจชาวสเปน โทเม ปีเรส (Tomes Pires) และนักเดินเรือมุสลิมเชื้อสายจีน พลเรือเอกเจิ้งเหอ (Laksamana Cheng Ho) นอกจากนี้ เอ. ทิว และ ดี. เค. ไวแอตต์ ยังชี้ว่า เรื่องราวการก่อตั้งอาณาจักรอิสลามปาตานีที่ปรากฏในฮิกายัตปาตานี (Hikayat Patani) มิได้กล่าวถึงบทบาทของประวัติศาสตร์มาเลเซียหรืออาณาจักรมะละกา หากแต่ให้ความสำคัญกับอาณาจักรปาไซ โดยเฉพาะบทบาทของนักปราชญ์ซูฟี เชคซาอิด ในฐานะผู้มีส่วนสำคัญต่อการรับอิสลามของผู้ปกครองปาตานี
หมู่บ้านปาตานีในดินแดนหมู่เกาะอินโดนีเซีย
ชื่อหมู่บ้านปาตานีในสุลาเวสีใต้นั้น มาจากชื่อชาวมลายูปาตานีที่อพยพไปยังหมู่เกาะอินโดนีเซีย การอพยพเข้ามาของชาวมลายูสู่สุลาเวสีใต้เกิดขึ้นเป็นระลอกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 มีการอพยพจากอาณาจักรมลายูหลายแห่ง ได้แก่ ยะโฮร์ มินังกาเบา จามปา ปะหัง และปาตานี โดยมีจุดมุ่งหมายทั้งเพื่อขยายกิจการค้า เยี่ยมเยียนมิตรสหาย เผยแผ่ศาสนาอิสลาม และหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมือง
จุดหมายปลายทางที่ผู้คนเหล่านี้เข้ามาขึ้นฝั่ง คืออาณาจักรต่าง ๆ ตามแนวชายฝั่งของสุลาเวสีใต้ โดยเฉพาะซุปปา (Suppa), ปันจานา-ตาเนเต (Pancana-Tanete), เซียง (Siang), ตัลโล (Tallo), โกวา (Gowa) และซันโรโบเน (Sanrobone) การเข้ามาของพวกเขามิได้เป็นเพียงการตั้งถิ่นฐานชั่วคราว หากยังเกิดการผสมผสานทางสังคมผ่านการสมรสกับคนท้องถิ่น อีกทั้งหลายคนมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สูง จึงได้รับตำแหน่งสำคัญในราชสำนักของอาณาจักรเหล่านั้นด้วย
การอพยพของชาวมลายูจากปาตานีเข้าสู่ซันโรโบเนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองระยะ ระยะแรกเกิดขึ้นก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเผยแผ่เข้าสู่สุลาเวสีใต้ โดยมีบุคคลสำคัญคือ ดาตุก เลอัง อับดุล กาดีร์ (Datuk Leang Abd. Kadir) พร้อมด้วยภรรยาชื่อ ตวนฟาตีมะห์ (Tuan Fatima) ซึ่งมีภูมิลำเนามาจากปาตานี และเดินทางร่วมกับดาตุก มะห์โกตา สุลต่าน ปาการูยุง (Datuk Mahkota Sultan Pagaruyung) ผู้มาจากมินังกาเบา
แท้จริงแล้ว จุดหมายปลายทางของคณะเดินทางกลุ่มนี้มิใช่อาณาจักรซันโรโบเน หากแต่ตั้งใจจะเดินทางผ่านบันตัง (Bantang) ไปยังอาณาจักรบีมา (Kerajaan Bima) อย่างไรก็ตาม เรือของพวกเขาประสบอุบัติเหตุอับปางในบริเวณช่องแคบมากัสซาร์ระหว่างเส้นทางไปบีมา ในช่วงเวลาดังกล่าว คาราเอง มาโตวายา (Karaeng Matowaya) ซึ่งกำลังเดินเรืออยู่ในบริเวณนั้น ได้เข้าช่วยเหลือและเชิญให้คณะดังกล่าวพำนักและตั้งถิ่นฐานที่ซาโลโจ (Salojo) ภายในอาณาจักรซันโรโบเน
บทความ Political and Historical Relations of Patani Kingdom in Thailand and Patani Village in Indonesia ให้ข้อมูลว่าตามคำบอกเล่าของ ฮา. บาฮารุดดิน แด็ง ซีตูจู (H. Baharuddin Daeng Situju) ผู้สืบเชื้อสายของตวนปาตานี (Tuan Patani) ระบุว่า ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 หรือราวปลายคริสต์ทศวรรษ 14 ได้มีเรือขนาดใหญ่ลำหนึ่งประสบเหตุเกยตื้นบริเวณอาณาจักรซันโรโบเน ซึ่งปัจจุบันคือหมู่บ้านปาตานี (Desa Patani) ผู้โดยสารบนเรือลำดังกล่าวเป็นคณะผู้คนจากปาตานี ซึ่งอพยพออกจากอาณาจักรปาตานีเนื่องจากเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ในบ้านเมืองของตน
การอพยพระลอกสองเกิดขึ้นในปี 1635 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กระบวนการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในสุลาเวสีใต้ได้ดำเนินไปแล้ว บุคคลสำคัญของการอพยพระลอกนี้คือ ดาตุก มหาราชาเลลา (Datuk Maharajalela) พร้อมคณะผู้ติดตาม ซึ่งเดินทางมาถึงซันโรโบเน ดาตุกมหาราชาเลลาเป็นเชื้อสายราชวงศ์ปาตานีที่ตัดสินใจอพยพมายังซันโรโบเน เนื่องจากความไม่พอใจต่อความขัดแย้งทางการเมืองภายในอาณาจักรของตน ประกอบกับความวุ่นวายและสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างปาตานีกับจีนและสยามในช่วงปี 1623–1638
อย่างไรก็ตาม บทความ Political and Historical Relations of Patani Kingdom in Thailand and Patani Village in Indonesia ได้วิเคราะห์ว่ามีความไม่สอดคล้องกันเกี่ยวกับช่วงเวลาที่คณะชาวปาตานีจำนวนมากเดินทางมายังอาณาจักรซันโรโบเนและประสบเหตุเรืออับปาง กล่าวคือหากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของปาตานีในสมัยการปกครองของสุลต่านซาฟาร์ (Sultan Safar) ระหว่างปี 1564–1572 จะพบว่าปาตานีในช่วงเวลาดังกล่าวมีความเจริญรุ่งเรืองด้านการศึกษาศาสนาอิสลามเป็นอย่างมาก ถึงขั้นที่กษัตริย์ทรงส่งบรรดาอูลามาไปเผยแผ่ศาสนายังดินแดนต่างๆ ทั่วหมู่เกาะอินโดนีเซีย รวมถึงซันโรโบเนด้วย ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงไม่ปรากฏหลักฐานว่าปาตานีประสบความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง จึงเป็นไปได้ว่าการเดินทางของคณะผู้ลี้ภัยซึ่งเรืออับปางน่าจะเกิดขึ้นในระยะที่สองมากกว่า
ระยะที่สองสอดคล้องกับการอพยพของดาตุกมหาราชาเลลา ซึ่งเดินทางออกจากปาตานีเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในสมัยการปกครองของรายาอูงู (Raja Ungu) ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี 1624–1635 ในช่วงเวลานั้นเกิดสงครามครั้งใหญ่ระหว่างอาณาจักรสยามกับอาณาจักรปาตานี บทความ Political and Historical Relations of Patani Kingdom in Thailand and Patani Village in Indonesia จึงเสนอว่า การที่ดาตุกมหาราชาเลลาเดินทางมายังอาณาจักรซันโรโบเนในปี 1635 เพื่อหลีกหนีความขัดแย้งในบ้านเมืองของตนนั้น น่าจะเป็นไปได้เพราะก่อนหน้านี้มีคณะอูลามาซึ่งเป็นผู้แทนจากอาณาจักรปาตานีได้เดินทางมาปักหลักและสร้างเครือข่ายในพื้นที่ไว้แล้ว
การอพยพของชาวมลายูปาตานีทั้งสองระยะ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในอาณาจักรซันโรโบเนและพื้นที่โดยรอบ และยังเป็นที่มาของการตั้งชื่อ ‘หมู่บ้านปาตานี’ ในตากาลาร์ สุลาเวสีใต้ ประเทศอินโดนีเซีย จนสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
ชาวมลายูจากปาตานีได้รับการยอมรับให้ตั้งถิ่นฐานและมีบทบาทสำคัญทั้งในอาณาจักรโกวาและอาณาจักรซันโรโบนี โดยหลายคนได้รับตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงในโครงสร้างการปกครองของอาณาจักร นับตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์โกวาที่ 9 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการรับศาสนาอิสลาม ตำแหน่งหัวหน้าชะฮ์บันดาร์ (Syahbandar) หรือเจ้ากรมท่า ได้ตกทอดอยู่ในมือของชาวมลายูอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนี้ชาวมลายูยังดำรงตำแหน่งเสมียนหรืออาลักษณ์ประจำราชสำนัก ทำหน้าที่บันทึกและรวบรวมเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอาณาจักร จึงมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์และถ่ายทอดความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้
ตลอดช่วงเวลาที่ชาวปาตานีในตากาลาร์เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรซันโรโบเน รวมถึงภายใต้การปกครองของอาณาจักรแม่คืออาณาจักรโกวา ไม่ปรากฏหลักฐานของความขัดแย้งทางการเมืองภายในอย่างรุนแรง สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากสายสัมพันธ์แห่งภราดรภาพระหว่างชาวมุสลิมที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรมุสลิมด้วยกันเองเคยเกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทวีความรุนแรงเท่ากับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มผู้มีความเชื่อหรือศาสนาที่แตกต่างกัน
อูลามา (ผู้นำศาสนา) ปาตานีกับการศึกษาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปาตานีมีความสำคัญกับประวัติศาสตร์และการศึกษาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาก เนื่องจากปาตานีมีอูลามาหลายท่านที่มีบทบาทในการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในภูมิภาค เช่น เชคดาวูด บิน อับดุลลอฮ์ อัล-ฟาฏอนี (Syeikh Daud Abdullah al-Fathani) ที่ไปเผยแผ่ศาสนาอิสลามในหมู่เกาะอินโดนีเซีย และเชคอะห์มัด อัล-มิรชาด (Syeikh Ahmad al-Mirshad) ไปเผยแผ่ศาสนาที่พื้นเบอตาวีหรือปัตตาเวีย (จาการ์ตาในปัจจุบัน)
นอกจากนี้ อูลามาจากปาตานียังเผยแผ่ศาสนาอิสลามในอีกหลายพื้นที่ของหมู่เกาะอินโดนีเซีย เช่น กาลิมันตัน สุมาตรา เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็มีอูลามาจากหมู่เกาะอินโดนีเซียเดินทางไปศึกษาและเผยแผ่ศาสนาอิสลามที่ปาตานี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อูลามาจากอาเจะห์ เพราะอาเจะห์ถือเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายการศึกษาศาสนาอิสลาม และปาตานีก็ส่งนักเรียนไปศึกษาศาสนาที่อาเจะห์เป็นจำนวนมาก
เดือนสิงหาคมปี 2023 มีข่าวการมาเยือนปาตานีของทายาทสุลต่านอาเจะห์ จุต ปุตรี (Cut Putri) ซึ่งเป็นประธานองค์กรดารุด โดญา อาเจะห์ ดารุสซาลัม (Darud Donya Aceh Darussalam) ด้วย องค์กรนี้ทำกิจกรรมด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอาเจะห์ ชาวปาตานีได้ให้การต้อนรับทายาสุลต่านอาเจะห์อย่างดี จุต ปุตรีได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่จังหวัดปัตตานีไปจนถึงนราธิวาส ซึ่งรวมถึงหลุมฝังศพของอูลามาอาเจะห์ที่ปาตานีด้วย
ในการไปเยือนมัสยิดกรือเซะ ผู้ดูแลมัสยิดได้เล่าเรื่องราวบทบาทของอูลามาจากอาณาจักรสมุดรา ปราไซ (Samudra Pasai [อาณาจักรก่อนอาเจะห์]) ที่มีต่อการเปลี่ยนมานับถืออิสลามของกษัตริย์ปาตานี การมาเยือนดังกล่าวเป็นการย้ำเตือนถึงสายสัมพันธ์ที่ดีที่เคยมีมาตั้งแต่ในอดีตซึ่งขาดช่วงไปหลังจากสงครามระหว่างอาเจะห์กับดัตช์ (1873-1914) อันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของชาวอาเจะห์
สมาคมนักศึกษาอิสลามปัตตานีประเทศไทยแห่งอินโดนีเซีย (Persatuan Mahasiswa Islam Patani Thailand Indonesia/PMIPTI)
ตั้งแต่ราวๆ ช่วงต้นทศวรรษ 1960 อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักศึกษาจากประเทศไทย โดยเฉพาะนักศึกษาชาวมุสลิมจากปาตานี มีนักศึกษาจากปาตานีจำนวนมากที่ไปศึกษาที่อินโดนีเซียในหลากหลายเมือง ทั้งในเกาะชวา เกาะสุมาตรา และอื่นๆ ระหว่างวันที่ 22-25 กันยายน 1972 มีการประชุมระหว่างนักศึกษามุสลิมจากประเทศไทยที่ไปศึกษาที่อินโดนีเซีย มีตัวแทนนักศึกษาจากจาการ์ตา, ยอกยาการ์ตา และบันดุง ไปประชุมกันที่เมืองยอกยาการ์ตา นอกจากนี้ยังมีประธานสมาคมนักศึกษาจากมาเลเซีย, ประธานชมรมนักศึกษาอิสลาม (อินโดนีเซีย), องค์กรอิสลามมูฮัมมาดียะห์ และนะห์ลาตุลอูลามา ยอกยาการ์ตาเข้าร่วมด้วย
วันที่ 25 กันยายน 1972 ที่ประชุมมีมติตั้งสมาคมนักศึกษาอิสลามปัตตานีประเทศไทยแห่งอินโดนีเซีย (Persatuan Mahasiswa Islam Patani Thailand Indonesia) หรือ PMIPTI ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางของนักศึกษาจากปาตานีในการดูแล ให้คำแนะนำ และให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษาที่อินโดนีเซีย นอกจากนี้ PMIPTI ยังมีกิจกรรมที่เน้นถึงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมความเป็นมลายูปาตานีและอื่นๆ อีกด้วย หลังจากนั้น PMIPTI ก็ขยายสาขาจากเดิมที่มีอยู่ที่จาการ์ตา บันดุง และยอกยาการ์ตาไปยังเมืองต่างๆ ทั่วอินโดนีเซีย เช่นที่เมืองปาดัง และบันดาอาเจะห์ เป็นต้น
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอาณาจักรที่เคยถูกเรียกว่าดารุสซาลัม (Darussalam) อยู่สามแห่ง ได้แก่ Brunei Darussalam, Aceh Darussalam และ Patani Darussalam คำว่าดารุสซาลัม มาจากภาษาอาหรับที่ประกอบด้วยคำสองคำ ได้แก่ Dār ที่แปลว่า บ้าน, ดินแดน, ที่พำนัก, อาณาจักร และ al-Salām ซึ่งแปลว่า สันติภาพ ความสงบ ความปลอดภัย และยังเป็นหนึ่งในพระนามของอัลลอฮ์ (As-Salām หมายถึงผู้ทรงประทานสันติ) ดังนั้น ดารุสซาลัมจึงมีความหมายว่าดินแดนแห่งสันติภาพ นครแห่งสันติสุข หรืออาณาจักรแห่งความสงบ ในประวัติศาสตร์อิสลาม คำว่าดารุสซาลัมมักถูกนำมาใช้เป็นชื่อของรัฐ เมือง หรืออาณาจักรเพื่อสื่อถึงความชอบธรรมและอุดมคติของการปกครองตามหลักอิสลาม
เรื่องราวของปาตานีไม่ได้วนเวียนอยู่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างปาตานีกับสยามเท่านั้น หากทว่าอาณาจักรปาตานีเชื่อมโยงและเป็นส่วนหนึ่งของโลกมลายูมาหลายร้อยปีแล้วจนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลประกอบการเขียน
Badan Pusat Statistik Sulawesi Selatan. “Jumlah Penduduk Menurut Kabupaten/Kota (Jiwa), 2026.” https://sulsel.bps.go.id/id/statistics-table/2/ODMlMjAjMg==/%20jumlah-penduduk.html
Handoko, Rudi. “Pattani, Negeri Para Ulama, Negeri Islam yang Hilang.” Kompasiana, 23 May 2011, https://www.kompasiana.com/a_baybar_roodee/5500ceaba33311a114510245/Patani-negeri-para-ulama-negeri-islam-yang-hilang%20diakses%201%20Juni%202022
Husni, Muhammad. “Sejarah dan Perkembangan Islam di Patani dan Pengaruhnya di Betawi.” Kanalaceh, 17 November 2019, https://www.kanalaceh.com/2019/11/17/sejarah-dan-perkembangan-islam-di-patani-dan-pengaruhnya-di-betawi/
Nofra, D., & Inggria Kharisma. “Persatuan Mahasiswa Islam Patani Thailand Indonesia (PMIPTI) Kota Padang dalam Mempertahankan Eksistensi Budaya Melayu.” Khazanah: Jurnal Sejarah dan Kebudayaan Islam, 10 (1), (2020) 127–138. https://doi.org/10.15548/khazanah.v10i1.261
Nurdin, Nasir. “Hanya Ada Tiga Darussalam; Aceh, Patani, dan Brunei.” Portalnusa, 26 April 2025, https://portalnusa.com/2025/04/26/hanya-ada-tiga-darussalam-aceh-patani-dan-brunei/
Redaksi. “Cucu Sultan Aceh Kunjungi Patani, Sambung Kembali Hubungan Masa Silam.” Portalsatu, 7 August 2023, https://portalsatu.com/cucu-sultan-aceh-kunjungi-patani-sambung-kembali-hubungan-masa-silam/
Redaksi. “Sambung Kembali Hubungan Aceh Darussalam dan Patani Darussalam, Cucu Sultan Aceh Kunjungi Patani.” Wartanasional, 7 August 2023, https://www.wartanasional.co/2023/08/sambung-kembali-hubungan-aceh.html
Rifaldi, Ahmad. “Aceh dan Keislaman di Nusantara.” NUOnline, 25 September 2018, https://nu.or.id/opini/aceh-dan-keislaman-di-nusantara-p9LXM
Tajuddin, M. S., Yeyeng, A. T., Natsir, M., & Hasyim, A. (2023). Political and Historical Relations of Patani Kingdom in Thailand and Patani Village in Indonesia. Jurnal Politik Profetik, 10(2), 194–211. https://doi.org/10.24252/profetik.v10i2a5
ชาวมลายูปาตานี ปัตตานี ปาตานี สุลาเวสีใต้ หมู่บ้านปาตานี อรอนงค์ ทิพย์พิมล อินโดนีเซีย อิสลาม
เรื่อง: อรอนงค์ ทิพย์พิมล
อาจารย์ประจำสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนและสนใจประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย ภาษาอินโดนีเซีย ขบวนการฝ่ายซ้าย การพัฒนาประชาธิปไตย และอิสลามกับการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้