ถอดรื้อมายาคติมลพิษหมอกควันข้ามแดนในอาเซียนตอนใต้
ท่ามกลางวิกฤตมลพิษหมอกควันไฟป่าในอินโดนีเซีย จนส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนตอนใต้ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ต่อการแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการสื่อสารของรัฐบาลอินโดนีเซีย (Government Communication Agency หรือ BAKOM) ระหว่างการแถลงข่าวที่สำนักงานสถาบันความมั่นคงแห่งชาติ (National Resilience Institutes) ในกรุงจาการ์ตา1 โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า “เราไม่เพียงส่งมลพิษหมอกควันข้ามแดน ช่วงที่ปลอดฝุ่น เราก็ส่งออกซิเจน ออกซิเจนในสิงคโปร์และมาเลเซียมาจากป่าไม้ของเราด้วย”
คำพูดที่สุ่มเสี่ยงข้างต้นมิใช่ครั้งแรก เพราะหากย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม 2567 สามเดือนหลังจากดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ นายพลปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 8 แห่งอินโดนีเซียกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีการประชุมว่าด้วยการพัฒนาประเทศที่กรุงจาการ์ตา2 ตอนหนึ่งว่า
“…ผมคิดว่าในอนาคต เราจำเป็นต้องปลูกปาล์มน้ำมันให้มากขึ้นด้วย เราไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะไปก่อให้เกิด…เขาเรียกว่าอะไรนะ…การตัดไม้ทำลายป่า ใช่ไหม? ปาล์มน้ำมันก็เป็นต้นไม้เหมือนกันไม่ใช่หรือ? มันก็มีใบใช่ไหม? ต้นปาล์มน้ำมันผลิตออกซิเจนและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้แล้วทำไมเราถึงถูกกล่าวหาว่าทำลายป่า? สิ่งที่พวกเขาพูดกันเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่านั้นไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”
แม้คำพูดและสุนทรพจน์ของบุคคลระดับผู้นำที่เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระนี้จะเป็นสารเรียกร้องให้มาเลเซียและสิงคโปร์เข้าใจว่าไฟป่า (forest fire) และไฟไหม้พื้นที่ดิน (land fire) ซึ่งในอินโดนีเซียเรียกรวมกันว่า karhutla เป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างแท้จริง หาใช่ผลจากความผิดพลาดของมนุษย์แต่อย่างใดไม่ แต่คำพูดและสุนทรพจน์ดังกล่าวได้สะท้อนถึงมายาคติบางประการดังที่จะอธิบายต่อไป
และถึงแม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะเข้าใจถึงความกังวลที่มาเลเซียและสิงคโปร์ รวมถึงบรูไนและฟิลิปปินส์แสดงออกถึงวิกฤตมลพิษหมอกควันที่ส่งผลต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของประชาชนของตน สำหรับอินโดนีเซียการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานการให้สัมปทานพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับธุรกิจสกัดทรัพยากรในภาคเกษตรกรรม (agro-extractive businesses) จำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
มายาคติเรื่องการผลิตออกซิเจนของป่าไม้
การอ้างว่าผืนป่าของอินโดนีเซียเป็นแหล่งจัดหาออกซิเจนให้แก่มาเลเซียและสิงคโปร์นั้น มองข้ามบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งของมหาสมุทรในการผลิตออกซิเจนของโลก องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่3 ระบุว่า การผลิตออกซิเจนบนโลกเกิดขึ้นในมหาสมุทรราวครึ่งหนึ่ง โดยส่วนใหญ่มาจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่าแพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) รวมถึงสาหร่ายและแบคทีเรียบางชนิด
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ใช้กระบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำให้เป็นพลังงานพร้อมปลดปล่อยออกซิเจนออกมา หนึ่งในสิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือไซยาโนแบคทีเรียขนาดเล็กมากที่เรียกว่า Prochlorococcus ซึ่งประเมินกันว่าสามารถผลิตออกซิเจนได้มากถึงร้อยละ 20 ของการผลิตออกซิเจนทั้งหมดในอาณาบริเวณแห่งชีวิตบนโลก (biosphere)
ตามข้อมูลขององค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ NOAA) ปริมาณดังกล่าวมากกว่าการผลิตออกซิเจนจากป่าฝนเขตร้อนทั้งหมดบนโลกรวมกันเสียอีก แต่มายาคติที่พีกกว่านั้นคือ การทึกทักว่าผืนป่าที่ผลิตออกซิเจนได้ย่อมหมายความว่าผืนป่าดังกล่าวเป็นแหล่งส่งออกซิเจนสุทธิปริมาณมากให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านโดยปริยาย
จากการศึกษาว่าด้วยออกซิเจนของโลก4 ป่าไม้คายออกซิเจนผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง ในขณะเดียวกัน ต้นไม้ สัตว์และจุลินทรีย์ต่างก็ใช้ออกซิเจนในกระบวนการหายใจระดับเซลล์ (respiration) กระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุก็ใช้ออกซิเจนอีกด้วยเช่นเดียวกับการเผาไหม้พืชพรรณในระหว่างเกิดไฟป่า ในระบบนิเวศป่าไม้ที่เจริญเติบโตเต็มที่ การผลิตและการใช้ออกซิเจนมีแนวโน้มที่จะสมดุลกันในระยะยาว
นั่นหมายถึงว่า ป่าไม้ที่สมบูรณ์เต็มที่อาจมีส่วนเพิ่มออกซิเจนสุทธิให้แก่บรรยากาศเพียงเล็กน้อย แม้ว่าป่าไม้เหล่านั้นยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งแวดล้อมก็ตาม ดังนั้น ออกซิเจนในอากาศที่ชาวมาเลเซียและสิงคโปร์หายใจเข้าไปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งสะสมออกซิเจนขนาดมหาศาลในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งสะสมตัวมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี และออกซิเจนเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลจากการผลิตออกซิเจนใหม่ของป่าไม้ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถูกส่งตรงข้ามพรมแดนมาให้ประชาชนใช้หายใจ
มายาคติว่าด้วยการทำลายป่าและสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี
มายาคติที่ทรงอิทธิพลและก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นมาจากสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่บอกว่า การขยายพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันไม่ได้ทำลายป่า เพราะปาล์มน้ำมันก็มีใบ อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักกิจกรรมเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในอินโดนีเซียต่างเห็นตรงกันในประเด็นต่างๆ ทั้งในแง่ของ
(ก) การลดทอนความสำคัญของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยบทบาทของการขยายพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันในการทำลายผืนป่าดั้งเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าพรุ
(ข) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(ค) ความพยายามที่จะปกป้องอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และ
(ง) คำพูดที่ลดทอนความซับซ้อนจนเกินไป (Oversimplification)จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและความขัดแย้งด้านที่ดินมากขึ้นอีกทั้งยังบั่นทอนพันธกรณีของอินโดนีเซียในการรับมือกับวิกฤตโลกเดือด
เฮอร์รี ปูร์โนโม (Herry Purnomo) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำศูนย์วิจัยป่าไม้นานาชาติ (Center for International Forestry Research) และศาสตราจารย์แห่งสถาบันการเกษตรโบกอร์ (Bogor Institute of Agriculture)5 ออกมาโต้สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตตรงๆ ว่า
“มันสำปะหลังและหญ้าก็ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ พืชทุกชนิดที่มีใบสีเขียวล้วนสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ทั้งนั้น แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า (ข้อมูลจากการวิจัย) ผืนป่าธรรมชาติกักเก็บคาร์บอนได้ 300 ตันต่อเฮกตาร์มากกว่าสวนปาล์มน้ำมันถึง 10 เท่า ดังนั้น ถ้าท่านปกป้องอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างไม่ลืมหูลืมตาโดยปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ประชาคมโลกก็จะกล่าวหาท่านอย่างเหมารวมโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงโดยมองว่าน้ำมันปาล์มทั้งหมดที่ผลิตในอินโดนีเซียล้วนมีที่มาจากการทำลายป่าไม้และป่าพรุ”
คำในสุนทรพจน์ที่ไม่ควรออกมาจากปากของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ทำให้ผู้เขียนย้อนกลับไปพิจารณาแนวปฏิบัติของผู้นำทางการเมืองของอินโดนีเซียในช่วงปี 2554-2557 ในฐานะเป็นผู้อำนวยการรณรงค์ (Campaign Director) ที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนนักรณรงค์ของกรีนพีซในอินโดนีเซีย โดยในช่วงเวลานั้นถือเป็นช่วงโดดเด่นของการรณรงค์ปกป้องผืนป่า ซึ่งประยุกต์และผสมผสานงานวิจัยสืบสวนสอบสวน การปฏิบัติการโดยตรงอย่างสันติ (Nonviolent Direct Action) การระดมพลังผู้บริโภคและการเรียกร้องความรับผิดรับชอบของบรรษัทตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยมีเป้าหมายคือ ยุติการทำลายป่าฝนเขตร้อนและพื้นที่พรุของอินโดนีเซียจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ (Pulp and Paper) และสวนปาล์มน้ำมันเชิงอุตสาหกรรม ในปี 2554 การรณรงค์ส่งผลให้ประธานาธิบดีซูซีโล บัมบัง ยูโดโยโน ประกาศมาตรการพักการออกใบอนุญาตพื้นที่สัมปทานขนาดใหญ่สำหรับธุรกิจเกษตรกรรมในพื้นที่ป่าธรรมชาติปฐมภูมิและพื้นที่พรุบางประเภทเป็นเวลาสองปี
การรณรงค์ยกระดับเพื่อเชื่อมโยงบรรจุภัณฑ์ตุ๊กตาบาร์บี้กับการทำลายผืนป่าในอินโดนีเซีย ได้ส่งแรงกดดันต่อบริษัท Mattel และผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่ให้ยุติการจัดซื้อกระดาษที่เกี่ยวข้องกับการทำลายผืนป่าฝนเขตร้อน จากการนำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับไม้รามิน (Ramin-ไม้เนื้อแข็งที่พบในป่าพรุและป่าชุ่มน้ำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการคุ้มครอง) ว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของบริษัท Asia Pulp & Paper (APP) และใช้พลังผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อกดดันแบรนด์ KFC และ Yum! Brands ให้รับรู้ความเสี่ยงที่บรรจุภัณฑ์กระดาษของบริษัทอาจเชื่อมโยงกับการทำลายป่าฝนเขตร้อนในอินโดนีเซีย วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 บริษัท Asia Pulp & Paper (APP) แถลงการณ์ประกาศนโยบายอนุรักษ์ป่าไม้ (Forest Conservation Policy) โดยให้คำมั่นว่าจะยุติการแผ้วถางป่าธรรมชาติในห่วงโซ่อุปทานการผลิตเนื้อและกระดาษของตน
ในปีเดียวกัน กรีนพีซเปิดโปงความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม การทำลายถิ่นอาศัยของเสือโคร่งสุมาตราและห่วงโซ่อุปทานของบริษัท Wilmar International และในปลายปี 2556 Wilmar เดินตามรอยบริษัท Asia Pulp & Paper(APP) ประกาศนโยบาย ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่พัฒนาพื้นที่ป่าพรุ และไม่เอารัดเอาเปรียบ (No Deforestation, No Peat, No Exploitation: NDPE) ปีเดียวกันยังมีการก่อตั้งกลุ่ม Palm Oil Innovation Group (POIG) เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในด้านความยั่งยืน
จนถึงปี 2557 กรีนพีซเดินหน้ารณรงค์มุ่งเป้าไปที่บริษัท Procter & Gamble (P&G) เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการทำลายป่าในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์ม ในเดือนเมษายนปีนั้น P&G ประกาศนโยบายยุติการทำลายป่าในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท ต่อมาบริษัทน้ำมันปาล์มรายใหญ่อีก 5 แห่งลงนามใน Indonesian Palm Oil Pledge (IPOP) ปลายปี 2557 ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด (Joko Widodo) เดินทางไปยังพื้นที่ป่าพรุในจังหวัดเรียว (Riau) ของสุมาตราและแสดงเจตนารมณ์ยกระดับการคุ้มครองป่าไม้และพื้นที่พรุ
น้ำมันปาล์มเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ 7 ประเภทที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับใหม่ของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR)6 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 2568 กฎระเบียบ EUDR ระบุข้อบังคับที่เข้มงวดเกี่ยวกับการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้า (Traceability) และความยั่งยืน (Sustainability) สำหรับการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้เข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป
สุนทรพจน์ของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ที่ลดทอนความซับซ้อนจนเกินไป แทนที่จะช่วยปกป้องอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซียนั้น กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม และอาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศโลกด้วย
รายงานข่าวโดย Mongabay7 อ้างถึงข้อกังวลในเรื่องนี้อีกว่า หากยังคงเดินหน้าขยายพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันเชิงอุตสาหกรรมเข้าไปในเขตป่าไม้ตามที่ประธานาธิบดีปราโบโวเรียกร้องในสุนทรพจน์ อินโดนีเซียอาจสูญเสียพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นบริเวณกว้าง และอาจทำให้แนวโน้มการลดลงของการสูญเสียพื้นที่ป่าที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาต้องพลิกกลับ เฉพาะภายในพื้นที่สัมปทานสวนปาล์มน้ำมันเชิงอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว ยังมีพื้นที่ป่าธรรมชาติที่คงสภาพสมบูรณ์ (Intact Forest) เหลืออยู่อีกถึง 2.4 ล้านเฮกตาร์ (ประมาณ 15 ล้านไร่) ซึ่งอาจถูกทำลายหากการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มยังคงดำเนินต่อไปโดยปราศจากการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ
ทางออกที่ภาคประชาชนในอินโดนีเซียนำเสนออย่างต่อเนื่องคือ รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ของสวนปาล์มน้ำมันที่มีอยู่เดิม แทนการขยายพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปในผืนป่าธรรมชาติอย่างไม่รู้จบสิ้น อีกทั้งข้อเรียกร้องยิ่งหนักแน่นมากขึ้น เพราะอินโดนีเซียมีพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา จนถึงขั้นที่อุตสาหกรรมนี้เข้าใกล้ขีดจำกัดด้านความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
งานวิจัยร่วมโดยองค์กร Satya Bumi, Sawit Watch และ Madani Berkelanjutan8 ประเมินว่า พื้นที่สวนปาล์มน้ำมันสูงสุดที่อินโดนีเซียสามารถรองรับได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมอยู่ที่ประมาณ 18.15 ล้านเฮกตาร์ หรือ 113.44 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในปัจจุบันมีขนาดถึง 17.3 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณ 108.13 ล้านไร่ ซึ่งเข้าใกล้ขีดจำกัดดังกล่าวมากแล้ว เมื่อพิจารณาข้อค้นพบนี้ประกอบกับการที่อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในอินโดนีเซียขยายตัวมากเกินไปตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาก็พอที่จะสรุปได้ว่าหากปล่อยให้การพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มดำเนินต่อไปโดยปราศจากการควบคุมอย่างเหมาะสมก็จะนำไปสู่ความสูญเสียทางนิเวศและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
นอกจากการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่สัมปทานปลูกปาล์มน้ำมันเชิงอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม ข้อเสนออีกประการหนึ่งคือหากจะมีการขยายพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันในอนาคตก็ควรดำเนินการบนที่ดินที่ไม่ใช่พื้นที่ป่า (Non-forested Land)ซึ่งอินโดนีเซียมีพื้นที่ประเภทนี้อยู่ประมาณ 3 ล้านเฮกตาร์ (18.75 ล้านไร่)
แต่ถึงกระนั้น การใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าไม้ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Peoples) ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ประเด็นคือทางการอินโดนีเซียก็ไม่ต่างจากทางการไทยและชาติอาเซียนอื่นๆ โดยมองว่าพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าไม้เหล่านี้เป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่มีผู้ใช้ประโยชน์โดยละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าอาจมีชุมชนอาศัยและดำรงวิถีชีวิตอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นมาแล้วหลายชั่วอายุคน
เพื่อนชาวอินโดนีเซียที่เดินทางร่วมกับผู้เขียนไปที่ปาปัว ตะวันตก (ซึ่งในทางภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของอินโดนีเซีย) บอกว่าพื้นที่เกือบทั้งหมดในปาปัวเป็นดินแดนของชนเผ่าพื้นเมือง การขยายพื้นที่สัมปทานสวนปาล์มน้ำมันอย่างโครงการ Merauke Integrated Food and Energy Estate (MIFEE)ในปาปัวตอนใต้ จะยิ่งนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม สิ่งที่เป็นไปได้จริงและเหมาะสมกว่าคือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่มีอยู่แล้ว
ในสุนทรพจน์เดือนธันวาคม 2567 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตยังกล่าวสั่งการให้เจ้าหน้าที่รัฐปกป้องพื้นที่สัมปทานปาล์มน้ำมันทุกแห่งเพราะเป็นทรัพย์สินของชาติ (National Assets) สำนักข่าว Mongabay รายงานจากความเห็นขององค์กร Indonesian Forum for the Environment (Walhi) ว่า คำสั่งของประธานาธิบดีดังกล่าวอาจทำให้หน่วยงานภาครัฐรวมถึงฝ่ายความมั่นคงตีความว่า เป็นการมอบอำนาจให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของบรรษัทเหนือข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน
ผลคือนักกิจกรรมและชุมชนที่ออกมาคัดค้านการยึดครองที่ดิน การทำลายป่าหรือการละเมิดสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองต้องเผชิญกับการถูกจับตามองอย่างเข้มงวดมากขึ้น แม้กระทั่งก่อนที่ประธานาธิบดีปราโบโวจะกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว ก็มีการใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าปราบปรามการชุมนุมประท้วง ข่มขู่คุกคามชุมชนท้องถิ่น และบังคับขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการขยายพื้นที่สัมปทานปาล์มน้ำมันอยู่แล้วอย่างแพร่หลาย
อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งด้านที่ดินในอินโดนีเซีย ข้อมูลจาก Consortium for Agrarian Reform (KPA)9 ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านการปฏิรูปที่ดินระบุว่า ในปี 2566 มีความขัดแย้งด้านที่ดินที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เพาะปลูกเชิงพาณิชย์ทั้งหมด 108 กรณี ในจำนวนนี้มี 88 กรณีเกี่ยวข้องกับพื้นที่สัมปทานปาล์มน้ำมัน ดังนั้น เครือข่ายภาคประชาสังคมของอินโดนีเซียเห็็นว่าคำสั่งของประธานาธิบดียิ่งสร้างความชอบธรรมให้กับแนวทางการบังคับใช้มาตรการโดยอาศัยกำลังทหารและฝ่ายความมั่นคง ทำให้มีการข่มขู่คุกคาม การใช้ความรุนแรง และการดำเนินคดีอาญาต่อประชาชนเพิ่มสูงขึ้น
มายาคติว่าด้วยไฟป่าพรุเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ
ระบบนิเวศป่าพรุ (Peatland Ecosystem) เป็นระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะ เนื่องจากชั้นดินประกอบด้วยอินทรียวัตถุที่สะสมทับถมกัน ดินพรุเกิดขึ้นจากกระบวนการตกตะกอน การเก็บรักษาสภาพและการผุพังสลายตัวของอินทรียวัตถุตลอดระยะเวลาหลายพันปี ชั้นดินพรุที่อยู่ด้านล่างและชั้นเรือนยอดของป่าในระบบนิเวศป่าพรุพึ่งพาอาศัยกันอย่างใกล้ชิดเพื่อค้ำจุนความสมบูรณ์และความยั่งยืนของระบบนิเวศ พื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียถูกเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดิมอย่างมาก ระบบนิเวศป่าพรุซึ่งตามธรรมชาติควรมีน้ำขังและมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลากลับถูกระบายน้ำออกอย่างจงใจและแปรสภาพเป็นพื้นที่สัมปทานขนาดใหญ่สำหรับธุรกิจสกัดทรัพยากรเกษตรกรรม (agro-extractive businesses)
ข้อมูลจากรายงานสืบสวนของกรีนพีซ อินโดนีเซีย/มาเลเซีย และองค์กร Pantau Gambut10 โต้แย้งมายาคติที่ว่าไฟป่า (forest fire) และไฟไหม้พื้นที่ดิน (land fire) คือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ว่าแท้ที่จริงแล้วคือผลพวงจากวิกฤตทางนิเวศที่สะสมมาอย่างยาวนานจากความอ่อนแอของระบบธรรมาภิบาลและกฎระเบียบในการคุ้มครองระบบนิเวศป่าพรุของอินโดนีเซีย
การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและการสำรวจภาคสนามชี้ให้เห็นว่า วิกฤตดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นจากการขุดเครือข่ายคลองระบายน้ำออกจากป่าพรุที่มีความยาวรวมถึง 281,253.51 กิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่เกาะสุมาตรา กาลีมันตันและปาปัว เทียบเท่ากับการเดินทางไป–กลับระหว่างเมืองบันยูวางี (Banyuwangi)และเมืองเมอรัก (Merak) ผ่านทางด่วนทรานส์ชวา (Trans-Java Toll Road) ถึง 120 รอบ (หรือยาวกว่าระยะทางรวมของโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินทั้งหมดในประเทศไทยถึง 5.4 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของการดัดแปลงระบบอุทกวิทยาระดับภูมิทัศน์ของพื้นที่ป่าพรุ – ผู้เขียน)
การที่พื้นที่สัมปทานทุกประเภทที่ตั้งอยู่ในเขตระบบนิเวศป่าพรุ (Kesatuan Hidrologis Gambut : KHG) ไม่ว่าจะเป็นการปลูกปาล์มน้ำมันภายใต้สิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเพาะปลูก (Hak Guna Usaha: HGU) หรือพื้นที่ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจใช้ประโยชน์จากป่าไม้ (Perizinan Berusaha Pemanfaatan Hutan: PBPH) ล้วนแล้วแต่มีความเปราะบางต่อการเกิดไฟป่า ไฟไหม้พื้นที่ดินและน้ำท่วมในวงกว้างอย่างเป็นระบบ
องค์กร Pantau Gambut ซึ่งติดตามสถานการณ์พื้นที่ป่าพรุในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องระบุว่าในเขตระบบนิเวศป่าพรุ (KHG) รวม 8.3 ล้านเฮกตาร์หรือประมาณ 51.9 ล้านไร่อยู่ภายใต้การควบคุมของสัมปทานจำนวน 936 แห่ง ครอบคลุมสัมปทานและสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินหลายประเภท ได้แก่ สิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเพาะปลูก (HGU) ใบอนุญาตประกอบธุรกิจใช้ประโยชน์จากป่าไม้ (PBPH) สัมปทานป่าธรรมชาติ (Natural Forest: HA) และสัมปทานเพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศ (Ecosystem Restoration: RE)
ผลการวิเคราะห์ของกรีนพีซล่าสุดเผยให้เห็นรูปแบบของการเกิดไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ดินที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม ถึง 1 ตุลาคม 2569 จากจุดความร้อน (hot spot) ทั้งหมด 6,811 จุดที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ แบ่งเป็นจุดความร้อน 970 จุดอยู่ภายในพื้นที่สัมปทานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจใช้ประโยชน์จากป่าไม้ (Forest Utilisation Business Licence: PBPH) 120 แห่ง จุดความร้อน 980 จุดอยู่ภายในพื้นที่สัมปทานปาล์มน้ำมัน 233 แห่ง จุดความร้อน 3,577 จุดอยู่ภายในเขตระบบนิเวศป่าพรุ 141 แห่ง และจุดความร้อน 2,719 จุดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟมาแล้วในช่วงปี 2558–2566
การกระจุกตัวของจุดความร้อนที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ดินไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายหรือเป็นเหตุการณ์เฉพาะครั้งเท่านั้นหากแต่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภูมิทัศน์เดิมและในพื้นที่ซึ่งบางส่วนอยู่ภายใต้การครอบครองหรือบริหารจัดการของภาคธุรกิจ ยิ่งตรวจพบจุดความร้อนที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของนิติบุคคลหรือผู้ประกอบการรายใดมากเท่าใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พรุ ก็ยิ่งมีเหตุผลและความจำเป็นมากขึ้นที่จะต้องพิจารณาวิกฤตไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ดินผ่านมิติของธรรมาภิบาลในการจัดการที่ดิน (Land Governance) หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารจัดการพื้นที่ ตลอดจนประสิทธิภาพของการกำกับดูแลโดยภาครัฐ
ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ รายงานของกรีนพีซวิเคราะห์วิกฤตไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ดินในช่วงปี 2558–256211 แสดงให้เห็นว่า มีการเกิดไฟซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งภายในพื้นที่สัมปทานปาล์มน้ำมันและพื้นที่สัมปทานปลูกไม้เพื่อผลิตเยื่อกระดาษ รายงานระบุถึงบริษัทต่างๆ รวมถึงบริษัทที่อยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ถูกไฟไหม้เป็นบริเวณกว้าง ในหลายกรณี ไฟเกิดขึ้นซ้ำซากภายในพื้นที่สัมปทานเดิม ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายและการกำหนดบทลงโทษไม่ได้สอดคล้องกับขนาดของความเสียหายหรือความถี่ของการเกิดไฟ นอกจากนี้ ข้อค้นพบถึงความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทต่าง ๆ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และสมาคมนายจ้าง ยังสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ดินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงขอบเขตความรับผิดชอบของนิติบุคคลรายใดรายหนึ่ง แต่มีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและระบบธรรมาภิบาลของภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง
ในการสืบสวนสอบสวนของกรีนพีซ อินโดนีเซีย/มาเลเซีย และองค์กร Pantau Gambut ยังครอบคลุมถึงเหตุการณ์ไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ดินในปี 2569 ที่จังหวัดปาปัวใต้ (South Papua) โดยเฉพาะในเขตเมอเราเก (Merauke Regency) ทีมสืบสวนสอบสวนบันทึกจุดความร้อนที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศในจังหวัดปาปัวใต้ทั้งหมด 1,413 จุด ณ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 โดยมีจุดความร้อนกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์ขนาดใหญ่สองแห่งในเขตเมอเราเกซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังผลักดันให้กลายเป็นศูนย์กลางของโครงการยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ใช้ที่ดินเป็นฐาน(National Strategic Projects: PSN) และพบจุดความร้อน 294 จุดในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนสถานะพื้นที่ป่าเพื่อใช้ประโยชน์(Forest Area Release: PPKH) ของกระทรวงกลาโหม และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้พัฒนาเป็นโครงการยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านการปลูกอ้อย (Sugarcane PSN)
กรณีการเกิดไฟในปาปัวใต้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการขยายพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อรองรับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ดิน เมื่อการขยายตัวของโครงการยุทธศาสตร์แห่งชาติภาคที่ดิน (Land-based National Strategic Projects: PSN) เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเกิดไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่ดิน
กรีนพีซเห็นว่ารัฐอินโดนีเซียต้องไม่ลดทอนปัญหาดังกล่าวให้เป็นเพียงวิกฤตทั่วไป รัฐมีพันธกรณีที่จะต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ครอบครองและควบคุมพื้นที่ เปิดเผยข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ หน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่บริหารจัดการพื้นที่ต้องรับผิดอย่างเคร่งครัด (Strict Liability) และสร้างหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและระบบนิเวศอย่างครอบคลุม
ก้าวข้ามมายาวิถีอาเซียน (ASEAN Ways) เพื่อต่อกรมลพิษทางอากาศข้ามแดน
ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับวิกฤตมลพิษทางอากาศข้ามแดนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับตั้งแต่ปี 2537 ผู้คนในภูมิภาคต้องเผชิญกับวิกฤตขั้นรุนแรงถึง 8 ครั้งรวมถึงครั้งปัจจุบันในปี 2569 คุณ Eugene K.B. Tan ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครองจากมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า แม้การทูตที่อดทนอดกลั้นของอาเซียนจะช่วยรักษาความปรองดองในภูมิภาคไว้ แต่กลับช่วยดับไฟที่เป็นต้นเหตุของวิกฤตมลพิษทางอากาศข้ามแดนแทบไม่ได้เลย
ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ประชาคมอาเซียนสร้างกลไกที่สลับซับซ้อนและครอบคลุมในการจัดการมลพิษทางอากาศข้ามแดนโดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution: AATHP) ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 2545 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอาเซียนริเริ่มโครงการอาเซียนว่าด้วยการจัดการพื้นที่พรุ (ASEAN Peatland Management Initiative) ในปี 2546 เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการพื้นที่พรุอย่างยั่งยืนและลดการเกิดไฟที่เป็นสาเหตุของมลพิษทางอากาศข้ามแดน เพิ่มเติมด้วยยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่ป่าพรุ 2 ระยะครอบคลุมช่วงปี 2549–2573
ในปี 2555 ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้รับรองปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Human Rights Declaration) ซึ่งระบุว่าประชาชนในอาเซียนมีสิทธิที่จะมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด และยั่งยืน นอกจากนี้มีแผนการทำให้ศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อควบคุมมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Coordinating Centre for Transboundary Haze Pollution Control) สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มรูปแบบในฐานะเป็นศูนย์บัญชาการระดับภูมิภาคเพื่อป้องกัน ติดตามตรวจสอบและรับมือไฟป่า/ป่าพรุ ไฟไหม้ในผืนดิน และมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน รวมถึงอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีดับไฟ ความเชี่ยวชาญและทรัพยากรระหว่างประเทศ ตลอดจนบริหารจัดการคำร้องขอความช่วยเหลือและการระดมความช่วยเหลือฉุกเฉินในระดับภูมิภาค
พระราชบัญญัติมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution Act: THPA) ซึ่งสิงคโปร์ประกาศใช้ในปี 2557 สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยกำหนดเขตอำนาจทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้นอกอาณาเขตของประเทศ (extraterritorial jurisdiction) เพื่อดำเนินคดีกับนิติบุคคลทั้งในประเทศและต่างประเทศหากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในต่างประเทศของนิติบุคคลเหล่านั้นก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในสิงคโปร์ กว่า 10 ปีหลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ก็ยังไม่มีการดำเนินคดีแม้แต่คดีเดียว
ต้องกล่าวในที่นี้ว่า ไม่ว่าจะเป็นความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน แผนที่นำทาง(Roadmap)อาเซียนปลอดมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนระยะที่ 1 และ 2 ยุทธศาสตร์จัดการพื้นที่ป่าพรุและศูนย์ประสานงานแห่งใหม่ที่กรุงจาการ์ตา รวมถึง Transboundary Haze Pollution Act ของสิงคโปร์ นั้นเป็นกลไกที่อาเซียนมีเกินพอแล้ว วิถีอาเซียน (ASEAN Way) ที่เป็นอยู่ต่างหากที่ต้องรื้อถอน
ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนเป็นกฎหมายที่มีหลักการแต่ไร้เขี้ยวเล็บโดยสิ้นเชิง เช่นในมาตรา 3 ระบุอยู่แล้วว่ารัฐมีหน้าที่ดูแลไม่ให้กิจกรรมในเขตอำนาจของตนก่อความเสียหายต่อรัฐอื่น สิ่งที่ขาดหายไปคือการระบุตัวผู้รับผิด ความรับผิดทางกฎหมายและการเยียวยาผู้เสียหายจากผลกระทบของมลพิษข้ามแดน อาเซียนแบบฉันทามติเปิดให้ประชาคมอาเซียนชี้หน้ากันไปมา อินโดนีเซียกล่าวหาธรรมชาติ เพื่อนบ้านมาเลเซียและสิงคโปร์โทษอินโดนีเซีย ไม่มีผู้นำอาเซียนชาติใดเอื้อนเอ่ยเชื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นธุรกิจอุตสาหกรรมที่เป็นรากเหง้าของปัญหา แบบแผนนี้เกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่อาเซียนตอนบนที่ซึ่งห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชเศรษฐกิจที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก
ในปี 2569 นี้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งสิงคโปร์ (NEA) ออกหนังสือแจ้งถึงบริษัทอินโดนีเซีย 10 แห่ง รัฐมนตรีอาวุโส K. Shanmugam ระบุว่าสิงคโปร์จะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง(beneficial owners) เบื้องหลังบริษัทเหล่านี้เป็นครั้งแรก
แม้จะมาถูกทิศถูกทางแต่ก็มาช้าไป 12 ปีและสายเกินไป มาเลเซียรวมถึงประเทศไทยยังไม่ผ่านกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act)ซึ่งครอบคลุมมลพิษทางอากาศข้ามแดน และสิงคโปร์ยังคงเป็นศูนย์กลางการเงินของกลุ่มทุนเดียวกันนี้ที่ Transboundary Haze Pollution Act ยังทำอะไรไม่ได้
การก้าวข้ามมายาแห่งวิถีอาเซียนอาจเริ่มจากการเปลี่ยนเป้าหมายแผนที่นำทางปลอดมลพิษหมอกควันข้ามแดนภายในปี 257312 มาเป็นระบบผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย (polluter-pays) ระดับภูมิภาค โดยยกเลิกการวัดดัชนีความสำเร็จ(KPI)ที่นับจำนวนวันที่มีมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนซึ่งกำหนดโดยปรากฎการณ์เอลนีโญ มาเป็นการวัดพื้นที่สัมปทานปลูกพืชเศรษฐกิจ/พื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศนั้น และค่าปรับที่บรรษัทต้นตอเป็นผู้จ่ายเพื่อแสดงความรับผิดรับชอบอย่างแท้จริง
เมื่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเกิดขึ้นจากมลพิษทางอากาศข้ามแดน จำเป็นต้องมีกลไกที่มีผลบังคับทางกฎหมายระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงข้อมูล หลักฐาน การตรวจสอบย้อนกลับเพื่อระบุแหล่งกำเนิดมลพิษ ความรับผิดชอบของบรรษัท การคุ้มครองชุมชนที่ได้รับผลกระทบและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ทำการแปลงหลักการเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
การก้าวข้ามมายาแห่งวิถีอาเซียน จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางแบบความร่วมมือและการตั้งรับไปสู่การสร้างความรับผิดรับชอบต่อแหล่งกำเนิดมลพิษที่ก่อความเสียหาย การสืบสวนสอบสวนต้องไม่หยุดอยู่เพียงการค้นหาว่าใครเป็นผู้จุดไฟเผาพื้นที่และผลักภาระไปที่คนตัวเล็กตัวน้อย แต่ต้องตรวจสอบย้อนกลับไปถึงระบบธรรมาภิบาลในการจัดการที่ดิน การระบายน้ำ และความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าพรุ การบริหารจัดการพื้นที่สัมปทาน พันธกรณีของบรรษัทในการป้องกันความเสียหาย การกำกับดูแลของรัฐ ตลอดจนความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย
อาเซียนต้องมีกลไกระบุห่วงโซ่แห่งความรับผิดรับชอบ (Chain of Accountability)ที่ชัดเจนโดยเชื่อมโยงกระบวนการตั้งแต่หลักฐาน (Evidence) การระบุผู้รับผิดชอบและพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับความเสียหาย (Attribution) พันธกรณีและการละเมิดหน้าที่ (Obligations and Breaches) การประเมินความเสียหาย (Damage Assessment) การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (Environmental Restoration) การเยียวยาและฟื้นคืนสิทธิของผู้เสียหาย (Restoration of Victims’ Rights) ภายใต้กรอบแนวทางนี้ ความรับผิดชอบไม่ได้ตกอยู่กับรัฐเพียงฝ่ายเดียวแต่ยังครอบคลุมถึงบรรษัทที่มีอำนาจควบคุมหรือบริหารจัดการพื้นที่ที่เสี่ยงต่อผลกระทบข้ามแดนด้วย
ในการก้าวข้ามมายาแห่งวิถีอาเซียน พันธกรณีซึ่งรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืนซึ่งได้รับการยืนยันในปฏิญญาอาเซียนปี 2568 จะต้องนำมาใช้เป็นรากฐานในการเสริมสร้างกลไกเหล่านี้ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนากลไกการแสวงหาข้อเท็จจริงในระดับภูมิภาค (Regional Fact-Finding) เสริมสร้างกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามแดน (Transboundary Environmental Impact Assessment) ยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อระบุแหล่งกำเนิดความเสียหายและสร้างความรับผิดรับชอบของบรรษัท ตลอดจนเปิดโอกาสให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
บททดสอบผู้นำอาเซียนต่อวิกฤตมลพิษทางอากาศข้ามแดนในครานี้อยู่ที่การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 49 ที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ที่กำลังจะมาถึง
อ้างอิง
- Indonesian govt official says forest fires ‘beyond human error’ & their forests ‘send oxygen’ if there’s no haze ↩︎
- Jong, H. N. (2025, January 3). Indonesian president says palm oil expansion won’t deforest because ‘oil palms have leaves’. Mongabay. https://news.mongabay.com/2025/01/indonesian-president-says-palm-oil-expansion-wont-deforest-because-oil-palms-have-leaves/ ↩︎
- How much oxygen comes from the ocean? ↩︎
- Zimmer, K. (2025). Why the Amazon rainforest doesn’t really produce 20% of the world’s oxygen. National Geographic, Zhao, M., et al. (2023). Oxygenation of the Earth aided by mineral–organic carbon preservation. Nature Geoscience, 16, 262–267. https://doi.org/10.1038/s41561-023-01133-2 , Canfield, D. E. (2014). Oxygen: A Four Billion Year History. Princeton University Press. ↩︎
- อ้างแล้วใน [2] ↩︎
- Regulation on Deforestation-free Products ↩︎
- อ้างแล้วใน [2] ↩︎
- https://satyabumi.org/laporan-menentukan-batas-atas-cap-untuk-perkebunan-kelapa-sawit-di-indonesia/?utm งานวิจัยประมาณว่าพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันที่สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซียอยู่ที่ 18,148,602.96 เฮกตาร์ (ประมาณ 113.43 ล้านไร่หรือราว 10% ของพื้นที่ประเทศ อินโดนีเซีย) โดยใช้แบบจำลอง Support Vector Machine (SVM) ร่วมกับการประเมินความเหมาะสมของพื้นที่และขีดความสามารถในการรองรับของสิ่งแวดล้อม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพดานเชิงแบบจำลองทางนิเวศไม่ใช่พื้นที่ที่รัฐบาลสามารถอนุญาตให้ขยายสวนปาล์มน้ำมันได้โดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องพิจารณาความสมบูรณ์ของป่าไม้ พื้นที่พรุ สิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ด้วย ↩︎
- Mudarat Ekspansi Lahan Sawit: Hutan Rusak hingga Konflik Agraria ↩︎
- Greenpeace Indonesia, Greenpeace Malaysia, & Pantau Gambut. (2026, October 5). When clean air is sacrificed for global commodities: Indonesia forest and peatland fire facts report 2026—The failure of peatland restoration, the web of corporate entities, and a multidimensional crisis. https://www.greenpeace.org/static/planet4-malaysia-stateless/2026/10/509ed03a-when-clean-air-is-sacrificed-for-global-commodities.pdf?utm ↩︎
- Greenpeace Southeast Asia. (2020, October 22). Burning issues: Five years of fire. Greenpeace Southeast Asia. https://www.greenpeace.org/southeastasia/publication/44140/burning-issues-five-years-of-fire/ ↩︎
- Tan, E. K. B. (2026, October 14). Can ASEAN be free of transboundary haze by 2030? The Straits Times. https://www.straitstimes.com/opinion/can-asean-be-free-of-transboundary-haze-by-2030 ↩︎
Ecolusion ธารา บัวคำศรี ประชาคมอาเซียน ปัญหาฝุ่นควัน ฝุ่น ฝุ่นควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก รัฐบาลอินโดนีเซีย วิกฤตฝุ่น หมอกควันอาเซียน อาเซียน อินโดนิเซีย อินโดนีเซีย