classicliterature.it.com

‘เอกนิติ’ เบรกเก็บภาษีขาออก ชี้ไม่ใช่จังหวะซ้ำเติมท่องเที่ยว ย้ำฐานะการคลังแกร่งกว่าคาด ไม่กระทบแผนการคลังระยะปานกลาง

‘เอกนิติ’ เบรกเก็บภาษีขาออก ชี้ไม่ใช่จังหวะซ้ำเติมท่องเที่ยว ย้ำฐานะการคลังแกร่งกว่าคาด ไม่กระทบแผนการคลังระยะปานกลาง เผยไม่เห็นด้วย Earmarked Tax ชี้ขัดหลักวินัยการคลัง จ่อหารือสรรพสามิต ลดภาษี E20-B20 ช่วยเกษตรกรและภาคขนส่ง

วันนี้ (22 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังตัดสินใจชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อน โดยเห็นว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากต้องการรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ (High Season) และไม่ต้องการเพิ่มภาระให้ผู้เดินทางและผู้ประกอบการในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังผันผวน

ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 30 กันยายน – 29 ตุลาคม 2569 โดยเสนอให้จัดเก็บภาษีจากผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรในอัตราตั้งแต่ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้ง ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ดร.เอกนิติระบุว่า หลังจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนานาประเทศ โดยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปค ครั้งที่ 33 ที่ฮ่องกง ยังมีหลายประเทศสะท้อนความต้องการเดินทางกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทย จึงต้องการรักษาโอกาสดังกล่าวให้ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการดำเนินงานของสายการบิน ซึ่งภาคธุรกิจได้เข้าหารือถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงการคลังจึงต้องติดตามสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน โดยยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอนว่าจะกลับมาพิจารณามาตรการดังกล่าวเมื่อใด

ทั้งนี้ ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเป็นคนละส่วนกับค่าธรรมเนียมการเดินทางเข้าประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การชะลอครั้งนี้จึงเป็นการชะลอภาษีขาออก ไม่ใช่การยกเลิกค่าธรรมเนียมขาเข้า

คลังย้ำฐานะการคลังแกร่งกว่าคาด จ่อทบทวนแผนลดขาดดุล

สำหรับสถานะการคลัง ดร.เอกนิติระบุว่า การชะลอจัดเก็บภาษีขาออกครั้งนี้ไม่กระทบต่อแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) โดยฐานะการคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ขาดดุลประมาณ 3.4% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางที่ 4.4% ของ GDP

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าฐานะการคลังดีกว่าที่คาด และรัฐบาลอาจสามารถลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ของ GDP ได้เร็วกว่ากรอบเดิม โดยกระทรวงการคลังเตรียมหารือกับสำนักงบประมาณในเดือนหน้า เพื่อทบทวนแผนตามรอบการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง

ส่วนกรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าหนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นจนแตะกรอบที่กำหนดในปี 2571 นั้น ดร.เอกนิติมองว่าสถานการณ์อาจออกมาดีกว่าที่ประเมินไว้ เนื่องจากในปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่จัดเก็บได้เกินเป้า ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้น

ไม่เห็นด้วย Earmarked Tax ชี้ขัดหลักวินัยการคลัง

อีกประเด็นที่กระทรวงการคลังติดตามคือข้อเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) หรือการจัดสรรรายได้ภาษีให้หน่วยงานนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยตรง แทนการนำรายได้เข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินตามปกติ

ดร.เอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องการให้มีการจัดเก็บภาษีในลักษณะ Earmarked Tax โดยเห็นด้วยกับหลักการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 ซึ่งห้ามไม่ให้มีการจัดเก็บ Earmarked Tax เลย

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับภาษีบาป 2% จากสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่จัดสรรให้หน่วยงานเฉพาะ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) โดยมีข้อเสนอให้ทบทวนการจัดสรรรายได้ดังกล่าวและนำกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในมุมของกระทรวงการคลังคือการรักษาหลักการจัดสรรงบประมาณผ่านระบบงบประมาณรายปี เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังและการพิจารณาภาพรวมรายได้กับรายจ่ายของประเทศ

จ่อหารือสรรพสามิต ลดภาษี E20-B20 ช่วยเกษตรกรและภาคขนส่ง

ด้านมาตรการภาษีพลังงาน ดร.เอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับแนวทางลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันบางประเภท โดยเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 ซึ่งมีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ไทยสามารถผลิตได้เอง โดยมีเป้าหมายช่วยลดต้นทุนให้ภาคขนส่งและภาคเกษตรกรรม รวมถึงเพิ่มความต้องการใช้เอทานอลและวัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศ

ก่อนหน้านี้ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กระทรวงพลังงานกำลังหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อรับมือราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยพิจารณาลดภาษีน้ำมัน E20 และ B20 เป็นลำดับแรก พร้อมหาแนวทางเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีสถานะติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม การลดภาษีสรรพสามิตจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มลดลงทันทีหรือไม่ ยังต้องพิจารณารายละเอียดของมาตรการและกลไกการกำหนดราคา โดยกระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านราคาน้ำมัน ขณะที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาเครื่องมือทางภาษีเพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนของไทย

ABOUT THE PHOTOGRAPHER

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

Update: 2026-10-22
Tags: