วัฒนธรรมกลางแจ้ง เปิดประวัติแคมปิ้งในไทยกว่า 60 ปี
วัฒนธรรมกลางแจ้ง ของคนไทยมีที่มาย้อนไปได้กว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ประเทศไทยตั้งอุทยานแห่งชาติแห่งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504 จากยุคที่คนเข้าป่าไปร้องรำทำเพลง สู่ยุคที่ลานกางเต็นท์แน่นทุกวันหยุด จนถึงข้อเสนอห้ามประกอบอาหารบางประเภทในอุทยาน
วัฒนธรรมกลางแจ้ง จุดเริ่มต้น: อุทยานแห่งชาติแห่งแรก
ผู้เขียนบทความต้นทางระบุว่า วัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้งในไทยเก่าแก่พอๆ กับการตั้งอุทยานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2504 แต่ในช่วงแรกยังอยู่ในวงแคบ เด็กรุ่นเดียวกับผู้เขียนมีโอกาสไปสัมผัสธรรมชาติไม่มากนัก เพราะเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ความปลอดภัยในพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานยังไม่พร้อม
ยุคร้องรำทำเพลง หลัง พ.ศ. 2523
ผู้เขียนมองว่าแคมปิ้งในไทยเริ่มเฟื่องฟูหลัง พ.ศ. 2523 เมื่อคำสั่งที่ 66/2523 ทำให้ผู้ที่เคลื่อนไหวในป่าออกมาร่วมพัฒนาชาติ พื้นที่สีแดงหลายแห่งจึงถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า นิตยสารรายเดือนหลายฉบับเริ่มนำเสนอการท่องเที่ยวแนวใหม่ เช่น ชีวิตกลางแจ้งและแคมปิ้ง
แคมปิ้งแบบไทยในยุคนั้นมักเน้นความสนุกสนาน ร้องรำทำเพลง ผู้เขียนเรียกอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นการย้ายที่ไปกินเหล้าเพื่อผ่อนคลาย มากกว่าการสัมผัสธรรมชาติจริงจัง
กระแสอนุรักษ์หลังการจากไปของสืบ นาคะเสถียร

ราว พ.ศ. 2535 หลังนายสืบ นาคะเสถียร เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2533 กระแสอนุรักษ์ธรรมชาติกลายเป็นกระแสหลักของสังคม มุมมองต่อการเข้าป่าเปลี่ยนไป กิจกรรมอย่างดูนก ถ่ายภาพ และดำน้ำเป็นที่นิยมในวงกว้าง ลานกางเต็นท์ของอุทยานหลายแห่งเนืองแน่น โดยเฉพาะวันหยุด บางอุทยานมีบริการเตาปิ้งย่างหมูกระทะส่งถึงหน้าเต็นท์
ช่วงซบเซา และการกลับมาในยุคโควิด
ผู้เขียนระบุว่าหลัง พ.ศ. 2545 ถึง พ.ศ. 2550 กระแสแคมปิ้งแผ่วลง ยังมีคนรักธรรมชาติไปแคมป์อยู่ แต่ไม่ใช่กระแสหลัก คนชั้นกลางในเมืองหันไปซื้อที่ดินสร้างบ้านตากอากาศชายป่า หรือพักโรงแรมแทน
เมื่อโควิด-19 ระบาดตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2562 หลายประเทศล็อกดาวน์ ห้ามเดินทางข้ามพรมแดน แคมปิ้งจึงกลับมาเป็นกระแสทั่วโลก รวมถึงไทย ปัจจัยหนุนคืออุปกรณ์ที่สะดวกขึ้น และลานกางเต็นท์ทั้งของรัฐและเอกชนที่ปรับปรุงสาธารณูปโภคให้สะอาดและทันสมัย ผู้เล่นมีทั้งหนุ่มสาวยุคใหม่ และครอบครัวที่พ่อแม่เคยใช้ชีวิตกลางแจ้งในยุคกระแสอนุรักษ์ แล้วอยากพาลูกออกไปสัมผัสธรรมชาติบ้าง
เมื่อคนล้น ปัญหาก็ตามมา
เมื่อมีคนใช้พื้นที่ร่วมกันมาก ปัญหาก็เกิดขึ้น จุดกางเต็นท์ยอดนิยมแออัดในช่วงวันหยุดยาว และบางครั้งนักท่องเที่ยวไม่ปฏิบัติตามกฎ เช่น ส่งเสียงดังรบกวนยามค่ำคืน ภาครัฐจึงเสนอแนวคิดจัดระเบียบการแคมปิ้งในอุทยาน ได้แก่ ห้ามปิ้งย่าง และห้ามแม้แต่เจียวไข่ในแคมป์ ให้อุทยานแห่งชาติกว่า 140 แห่งจัดร้านอาหารไว้ในโซนบริการ ส่วนผู้มาแคมป์ทำเองได้เพียงชงกาแฟหรือต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
มุมมองของผู้เขียน: ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้
ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าแนวทางนี้แก้ปัญหาตรงจุด เพราะปัญหากระจุกตัวในอุทยานยอดนิยม เช่น เขาใหญ่ ภูกระดึง และแก่งกระจาน ขณะที่อุทยานเล็กอีกมากยังมีพื้นที่เพียงพอ และความกังวลเรื่องสัตว์ป่าเข้ามารบกวนก็ไม่ได้เกิดทุกแห่ง ข้อเสนอของเขาคือ
- จัดพื้นที่แคมป์เป็นสัดส่วนด้วยระบบจองล่วงหน้าออนไลน์ และกำหนดระยะห่างให้เหมาะสม
- เพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ตรวจตรา และบังคับใช้กฎอย่างเคร่งครัด รวมถึงเรื่องการนำขยะออกนอกเขตอุทยาน
- พิจารณาตั้งตำรวจอุทยาน โดยปรับจากระบบตำรวจป่าไม้ มีสถานีตำรวจเล็กๆ และห้องขังในที่ทำการอุทยาน
เขายกตัวอย่างอุทยานแห่งชาติในสหรัฐอเมริกา ที่เจ้าหน้าที่ Park Ranger ได้รับการฝึกและมีอำนาจจับกุมหรือออกใบสั่ง และมีกิจกรรมให้ทำมากกว่าการตั้งแคมป์ เช่น ที่โยเซมิตีมีใบอนุญาตพิเศษจำกัดจำนวนคนปีนยอดฮาล์ฟโดม การตั้งแคมป์ในพื้นที่ป่าห่างไกล ทัวร์ถ่ายภาพ การขี่ม้า การพายแคนู และการตกปลาตามกติกา
ผู้เขียนสรุปว่า การปลูกฝังให้คนรักธรรมชาติควรให้พวกเขาได้สัมผัสด้วยตนเอง และอุทยานแห่งชาติคือพื้นที่เริ่มต้นที่ดีที่สุด โดยเขาเห็นว่าการออกกฎห้ามไปเสียทุกอย่างทำให้ผู้คนไม่มีโอกาสเรียนรู้ และไม่เกิดวัฒนธรรมกลางแจ้งที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น