classicliterature.it.com

ทำไมบางสังคมจึงทำให้การอ่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้?

ผมตั้งชื่อตอนนี้ไว้ยาวเหยียด เพราะเพิ่งรู้เรื่องของ ‘แฟชั่นโชว์’ ของวาเลนติโน ที่เป็นคอลเล็คชั่นสปริงซัมเมอร์ 2027,

แล้วพบว่ามันเกี่ยวข้องกับหนังสือ!

ต้องบอกคุณว่า แฟชั่นโชว์นี้มีชื่อเต็มๆ ที่ลึกซึ้งมากว่า Antibiblioteca: Catalogue of the Unread โดยที่ผู้จัด คืออเลสซานโดร มิเคเล ขอให้แขกทุกคน (โดยเฉพาะคนที่นั่งฟรอนต์โรว์) นำหนังสือหนึ่งเล่มมาจากบ้าน จากห้องสมุดส่วนตัว หรือจะซื้อมาใหม่ก็ได้ 

งานนี้จัดในห้องสมุด โดยจัดที่ Bibliothèque Sainte-Geneviève อันเป็นห้องสมุดเก่าแก่จากศตวรรษที่ 19 ตั้งอยู่บริเวณ Place du Panthéon ใน Latin Quarter ของปารีส แต่สิ่งสำคัญกว่าสถานที่ ก็คือ ‘ชื่อ’ ของงานที่มีชื่อว่า Antibiblioteca ซึ่งฟังเผินๆ เหมือนการ ‘ต่อต้านห้องสมุด’ แต่ที่จริงแล้คำคำนี้มีที่มาที่น่าสนใจเอามากๆ 

ความหมายของการ Antilibrary นั้น มาจากหนังสือเล่มสำคัญที่นักการตลาดหลายคนชอบเอาไปอ้างถึง นั่นก็คือ Black Swan ของ Nassim Nicholas Taleb 

ในหนังสือเล่มนี้ มีอยู่ตอนหนึ่งที่คุณทาเล็บเขาเล่าถึงนักเขียนดังอีกคนหนึ่ง นั่นก็คืออุมแบร์โต เอโค โดยเล่าไว้ว่า เอโคมีห้องสมุดส่วนตัวขนาดใหญ่มาก ทีนี้พอคนมาเห็นก็ชอบถามว่า – คุณอ่านหนังสือพวกนี้หมดทุกเล่มเลยหรือ

เอโคบอกว่านั่นคือ ‘ความเข้าใจผิด’ ที่ใหญ่มาก คือคนชอบคิดว่าหนังสือที่เรา ‘อ่านแล้ว’ เป็นสิ่งสำคัญ แต่เขาบอกว่าสิ่งสำคัญกว่า – ก็คือหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน!

พูดง่ายๆ ก็คือ ‘กองดอง’ นี่แหละ ที่เอโคเห็นว่าสำคัญนัก!

เขาอธิบายว่า หนังสือที่ยังไม่ได้อ่านต่างหาก ที่เป็น ‘คลังแสง’ ของสิ่งที่ ‘เรายังไม่รู้’ นั่นแปลว่า – หนังสือที่ถูกอ่านไปแล้วนั้น มีคุณค่าน้อยกว่าหนังสือที่ยังไม่ได้อ่านอย่างมาก

ถ้าพูดในเชิงความรู้ หนังสือที่อ่านแล้วจะเป็น Known Knowledge คือความรู้ที่ ‘รู้แล้ว’ อยู่ในตัวเราแล้ว แต่หนังสือที่ยังไม่ได้อ่านต่างหาก ที่ยังเต็มไปด้วย Unknown Knowledge รอให้เราไปทำความรู้จัก ดังนั้น ทาเล็บเลยเสนอว่า ห้องสมุดหนึ่งๆ ควรมี ‘สิ่งที่เรายังไม่รู้’ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเขาตั้งชื่อหนังสือประเภทที่ยังไม่ได้อ่านหรือ ‘กองดอง’ เอาไว้ว่าคือคอลเล็กชั่น Antilibrary หรือ ‘ปฏิห้องสมุด’ อันเป็นแนวคิดที่กลับข้างจากความคิดของคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง

แล้ววาเลนติโนก็เอามาใช้ในแฟชั่นโชว์ครั้งนี้!

วาเลนติโนหยิบเอาคอนเซ็ปต์เดียวกันมาใช้กับแฟชั่นด้วย เพราะเขาคิดว่า ‘หนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน’ กับ ‘เสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ใส่’ ก็เหมือนกัน นั่นคือมันจะพาเราไปสู่ ‘พรมแดนใหม่’ ที่เราไม่รู้จักได้ทั้งคู่ ในงานเขาให้แขกที่แต่งตัวเก๋จัด หยิบหนังสือมาคนละเล่ม เลยทำให้คนจับตาดูว่า แฟชั่นนิสต้าเก๋ไก๋พวกนี้ ‘อ่าน’ อะไรกันบ้าง นิตยสาร Vogue รายงานไว้น่าสนใจว่าหนังสือที่แฟชั่นนิสต้าเหล่านี้อ่านนั้นหลากหลายจริงๆ ตัวอย่างเช่น ซินเธีย เอริโว (ที่เป็นนักร้องดัง) หยิบหนังสือ Giovanni’s Room ของเจมส์ บอลด์วิน มา แล้วยังมีหนังสือของดอสโตเยฟสกี้, งานของนักเขียนญี่ปุ่น หรือแม้แต่แคตตาล็อกโบราณ และอื่นๆ อีกมากมาย

นั่นแสดงให้เห็นว่า ในสังคมฝรั่งเศส การอ่านถือเป็น ‘เนื้อเดียว’ กับเรื่องอื่นๆ ที่ในสังคมไทยเราดูเหมือนจะจับ ‘แยกส่วน’ ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่นเรื่องการอ่านกับแฟชั่น

นั่นทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า – ทำไมบางสังคมจึงทำให้การอ่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ ขณะที่บางสังคมกลับต้องรณรงค์ให้คนอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา

ผมลองตอบคำถามนี้ด้วยคำถามหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น ในบางสังคม คนไม่อ่านหนังสือเพราะหนังสือไม่น่าสนใจ หรือเพราะสังคมนั้นๆ ไม่ได้สร้าง ‘สาธารณูปโภค’ หรือสภาพแวดล้อมโดยรวมให้ ‘เอื้อ’ กับการอ่านกันแน่

การอ่านต้องอาศัยเวลา ความสงบ เงินค่าซื้อหนังสือ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ต่อให้มีทุกอย่างแล้ว แต่ถ้าไม่มี ‘โอกาสเข้าถึงหนังสือ’ บางทีหนังสือวางอยู่ตรงหน้าเป็นเดือนเป็นปีก็ไม่ได้อ่าน

คำว่า ‘โอกาสเข้าถึงหนังสือ’ ไม่ใช่โอกาสในเรื่องเงินทองนะครับ แต่หมายถึงสภาพแวดล้อมที่สร้าง ‘ชีวิตประจำวัน’ ที่เอื้อให้เกิดการอ่านขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องคิดว่ามันคือ ‘โอกาส’ หรือเป็นภาระที่งอกออกมาจากชีวิตประจำวัน

ที่สำคัญก็คือ สังคมไทยมักสอนกันว่า การอ่านคือเรื่องที่ ‘เป็นประโยชน์’ นั่นคืออ่านแล้วจะทำให้ฉลาดขึ้น มีความรู้มากขึ้น หรืออ่านแล้วจะได้ประสบความสำเร็จในชีวิต

แต่ที่จริงแล้ว เราทำให้การอ่านเป็นเรื่องธรรมดาๆ เหมือนการกินขี้ปี้นอนไม่ได้หรือ หนังสือไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์สูงส่งอะไร มันเป็นแค่วัตถุอย่างหนึ่งที่บรรจุความรู้ ความงาม ความจริง ความคิด และอื่นๆ เอาไว้ในนั้น แม้กระทั่งการอ่านเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง โดยคุณค่าพวกนั้นจะต้องถูกนิยามโดยตัวผู้อ่านเอง ไม่ใช่โดยครูหรือผู้มีอำนาจในสังคม

เป็นไปได้ไหมว่า การบังคับให้ต้องอ่านหนังสือปีละเท่านั้นเท่านี้เล่ม อาจทำลาย ‘ความสุข’ ของการอ่านลงไปก็ได้ เพราะ ‘อ่านเร็ว’ ไม่เท่ากับมีคุณภาพในการอ่านเสมอไป

และนั่นนำมาสู่คำถามสำคัญอีกคำถามหนึ่ง นั่นก็คือผู้อ่านในปัจจุบันมี ‘อำนาจ’ ในการ ‘เลือก’ สิ่งที่ตัวเองอยากอ่านมากน้อยแค่ไหน?

ในอดีต เรารู้ว่ามี ‘หนังสือต้องห้าม’ ที่รัฐเป็นผู้ห้าม แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เพราะมันกลับกระตุ้นให้หนังสือเหล่านั้นดูมีคุณค่ามากขึ้น หลายเล่มอาจดูมีคุณค่ามากกว่าที่ควรเป็นเพียงเพราะมัน ‘ต้องห้าม’ เท่านั้นเสียด้วยซ้ำ แต่ในยุคปัจจุบัน แทบไม่มีใครกำหนดหรือประกาศหนังสือต้องห้ามกันอีกแล้ว อาจเพราะคนจำนวนมากไม่ได้อ่านอะไรเท่าไหร่ ไม่ว่าจะต้องห้ามหรือไม่ต้องห้าม ดังนั้นไม่ต้องไปกระโตกกระตากบอกหรอกว่าเล่มไหนไม่ควรจะอ่านบ้าง 

ในอีกด้านหนึ่ง อาการ ‘ต้องห้าม’ จึงไม่ใช่การห้ามจากอำนาจภายนอกตัวเราอีกต่อไป ทว่ากลับกลายเป็นการ ‘ไม่อ่าน’ เพราะไม่คิดว่าการอ่านสิ่งเหล่านั้นสลักสำคัญอะไรกับชีวิต ความหมายของการ ‘ต้องห้าม’ จึงขยายใหญ่โตและเนียนกลืนเข้าไปกับวิถีชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ

เราอาจถูกทำให้ไม่คุ้นเคยกับการอ่านเรื่องที่ท้าทายความคิดไปโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีใครห้ามอีกแล้ว เพราะ ‘อำนาจ’ แห่งการ ‘ต้องห้าม’ นั้น มันได้ Internalize เข้ามาอยู่ในตัวของเราเองอย่างเบ็ดเสร็จแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นในรูปของ ‘ตลาดหนังสือ’ ที่แม้จะมี ‘จำนวนปก’ มาก แต่ไม่ได้แปลว่ามี ‘ความหลากหลาย’ ทางความคิดในหนังสือมากเท่าจำนวนปก แม้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปีนี้จะตกเป็นของกวีหญิงสูงวัยอย่าง แอนน์ คาร์สัน แต่เราพูดได้เกือบจะเต็มปากว่า ‘กวี’ ในสังคมไทยนั้น ลดความสำคัญและอิทธิพลทางความคิดลงอย่างมาก

วัฒนธรรมการอ่านคือสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นด้วย ‘ระบบ’ โดยรวมทั้งหมด ไม่ใช่แค่ทำ ‘แคมเปญ’ เป็นครั้งๆ แต่เราจะเห็นได้เลยว่า ‘ระบบ’ ที่เกี่ยวข้องกับการอ่านการเขียนและหนังสือ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การเป็นงานศิลปะจนถึงเป็นสินค้าที่ต้องการการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น – มันอ่อนแอ

เราจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการพูดเรื่อง ‘พฤติกรรม’ ของปัจเจก ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการเหมารวม (เช่น คนเดี๋ยวนี้ไม่อ่านหนังสือ ฯลฯ) ไปสู่การ ‘ออกแบบสังคม’ ที่เอื้อต่อการอ่าน การคิด การเขียน การวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการ ‘ท้าทาย’ ความคิดแบบเดิมๆ

หลายประเทศที่เรามักคิดว่ามีวัฒนธรรมการอ่านแข็งแรงนั้น ไม่ได้อยู่ๆ ก็แข็งแรงขึ้นมาเอง แต่มีการออกแบบและสร้างสังคมให้เป็นแบบนี้อย่างต่อเนื่อง เช่นในอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ มีโครงการอย่าง Book Trust ที่มอบชุดหนังสือฟรีให้แก่ครอบครัวที่มีเด็กอายุไม่เกิน 12 เดือน ไม่ใช่เพื่อ ‘เร่ง’ (เหมือนเร่งสีเร่งวุ้น) ให้เด็กต้องรีบอ่านออกให้เร็วที่สุดจะได้ไปแข็งขันกับโลกได้ แต่เพื่อให้พ่อแม่ ‘อ่านออกเสียง’ เล่านิทาน หรือสร้างความผูกพันกับลูกผ่านการอ่าน

สิงคโปร์ก็มีขบวนการที่เรียกว่า National Reading Movement ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2016 โดย National Library Board เป็นการใช้แนวคิด Read More, Read Widely, Read Together เพื่อให้การอ่านนั้นร่วมสร้างสังคม ซึ่งหลายคนก็คงได้ข่าวมาบ้างแล้ว ว่าสิงคโปร์มีโครงการ ReadSG ที่ชวนประชาชนให้อ่านวันละ 15 นาที โดยเชื่อมการอ่านกับช่วงเวลาสั้นๆ ในชีวิต เช่น ระหว่างเดินทางหรือรอรถ มันคือการพยายามเปลี่ยนการอ่านจาก ‘กิจกรรมส่วนตัว’ ให้กลายเป็น ‘นิสัยประจำวัน’ และ ‘ประสบการณ์ร่วม’ ของสังคม

ในนอร์เวย์ รัฐมีระบบสนับสนุนการจัดซื้อหนังสือใหม่ เพื่อกระจายไปยังห้องสมุดสาธารณะทั่วประเทศ ทั้งด้านวรรณกรรม สารคดี การ์ตูน และงานแปล เท่ากับว่า ภาครัฐใช้เงิน (ปีละพันกว่าล้านบาท) ไปกับการ ‘ซื้อหนังสือ’ ซึ่งไม่ได้ทำแค่ให้ห้องสมุดมีหนังสือใหม่ๆ ที่น่าอ่านเท่านั้น แต่ยัง ‘กระตุ้น’ เศรษฐกิจในอุตสาหกรรมหนังสือไปในตัวด้วย เพราะนอร์เวย์เห็นว่าอุตสาหกรรมหนังสือคือ ‘ต้นน้ำ’ ของทุกสิ่งทุกอย่าง แถมยังเชื่อมโยงกับ ‘ประชาธิปไตย’ และ ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ และต้องทำอย่าง Active ด้วย

การสร้างวัฒนธรรมการอ่านอาจไม่ได้เริ่มจากการทำให้คนอยากอ่านหนังสือมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากการทำให้หนังสือ ‘มีที่ทาง’ หรือผสมกลมกลืนเข้าไปอยู่ในชีวิตของคนมากขึ้นด้วย

คำถามสำหรับสังคมไทยอาจไม่ใช่ ‘ทำได้ไหม’ ด้วยซ้ำ

แต่อาจคือ – อยากทำกันจริงๆ หรือเปล่า, หรือว่าอยากแค่ปาก!

Antibiblioteca: Catalogue of the Unread กองดอง Unknown Knowledge books หนังสือ วัฒนธรรมการอ่าน

Update: 2026-10-16
Tags: