แอมเนสตี้ เรียกร้องนายกฯอนุทิน ถอนฟ้อง 'ยิ่งชีพ' คดีหมิ่นประมาท ปมแฉเลือก สว.
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้อง “อนุทิน” ถอนฟ้องหมิ่นประมาททางอาญา “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผอ.ไอลอว์ ปมแถลงข้อมูลข้อกล่าวหาแทรกแซงการเลือก สว.ปี 2567 หวั่นกระทบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบอำนาจรัฐ ขณะที่ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 14 ธ.ค.นี้
12 ตุลาคม 2569 - แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) จากกรณีแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดยระบุว่าการดำเนินคดีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของประชาชน
นายยูฮานี เจ๊ะกา ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกลงโทษ โดยหลักนิติธรรมของประเทศต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจได้อย่างปลอดภัย แม้จะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำรัฐบาลก็ตาม
“นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่งชีพ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประชาชนเข้าใจสิทธิของตนเอง มีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ และตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พวกเขาต้องสามารถทำงานเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกตอบโต้”
นายยูฮานีกล่าวอีกว่า เมื่อผู้นำรัฐบาลใช้การฟ้องคดีอาญากับผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ประชาชนคนอื่นไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ
สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากการแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ขณะนายยิ่งชีพยื่นข้อมูลต่อประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดปกติในการเลือก สว.ปี 2567 โดยมีการกล่าวถึงนักการเมือง 9 คน รวมถึงนายอนุทิน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติดังกล่าว
ต่อมานายอนุทินปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าข้อความที่นายยิ่งชีพกล่าวในการแถลงข่าวเป็นเท็จและทำให้ตนเสียชื่อเสียง ก่อนยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328
ทั้งนี้ ศาลกำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ธันวาคม 2569 เพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ โดยแอมเนสตี้ระบุว่า หากศาลพิพากษาว่ามีความผิด นายยิ่งชีพอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
แอมเนสตี้ยังกล่าวถึงกระบวนการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือก สว. โดยระบุว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยมีความเห็นว่าควรดำเนินคดีกับนายอนุทินต่อศาลฎีกา แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญากับนายอนุทิน โดยกรรมการ กกต.อีก 2 คนเห็นว่าควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา
อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ย้ำว่า การที่ข้อกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ ไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง แต่สะท้อนว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งประชาชนสามารถนำมาพูดคุย ตั้งคำถาม และตรวจสอบได้
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ประเทศไทยมีมาตรการป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อกลั่นแกล้งหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอยู่แล้วบางส่วน โดยมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีอาญาที่ประชาชนเป็นผู้ฟ้อง หากพบว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต ขณะที่คำแนะนำของประธานศาลฎีกาซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ได้กำหนดแนวทางให้ศาลใช้พิจารณาคดีในลักษณะดังกล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังอยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก หรือ SLAPPs ซึ่งมีเป้าหมายป้องกันการใช้คดีความเป็นเครื่องมือข่มขู่หรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบอำนาจรัฐ และการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ โดยแอมเนสตี้มองว่าการฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาในกรณีนี้สวนทางกับความพยายามปฏิรูปกฎหมายดังกล่าว
แอมเนสตี้ยังอ้างถึงข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งกำหนดให้การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกต้องมีกฎหมายรองรับ มีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม มีความจำเป็น และได้สัดส่วน พร้อมระบุว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเห็นว่าบุคคลสาธารณะ รวมถึงผู้นำรัฐบาล ย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ และการจำคุกไม่ใช่บทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และเตรียมเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 4 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งแอมเนสตี้เห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเคารพหลักนิติธรรมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนผ่านการปฏิบัติจริง
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงเรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกกฎหมายที่กำหนดให้การหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางอาญา พร้อมจัดให้มีมาตรการป้องกันการนำคดีอาญาหรือคดีแพ่งมาใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ไม่ว่าผู้ฟ้องจะเป็นบุคคลทั่วไป ภาคเอกชน หรือหน่วยงานรัฐ โดยย้ำว่ากระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระมีความสำคัญต่อการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน