อารยา ราษฎร์จำเริญสุข “ผุดเกิดมาลาร่ำ” นวนิยายเล่มแรก
อารยา ราษฎร์จำเริญสุข เป็นศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงในเวทีศิลปะนานาชาติ และเป็นที่รู้จักจากผลงานที่ท้าทายค่านิยมของสังคม เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2018 นิตยสาร เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของเธอ โดยจิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ เป็นผู้เขียน ในช่วงที่เธอหันกลับมาเป็นนักเขียนอีกครั้ง บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าว
นัดพบศิลปินที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ

เรื่องแรกที่สะดุดตาคือการนัดหมาย อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ไม่ใช้ทั้งโทรศัพท์มือถือและโทรศัพท์บ้าน ผู้สัมภาษณ์จึงต้องส่งอีเมลผ่านทีมงานของ 100 ต้นสน แกลเลอรี่ ซึ่งส่งต่อข้อความถึงศิลปินอีกทอดหนึ่ง การพบกันเกิดขึ้นที่ร้านกาแฟใต้อาคารภาควิชาสหศาสตร์ศิลป์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่เธอก่อตั้งเมื่อราว 4 ปีก่อนหน้านั้น
เธอเล่าว่าเลิกใช้มือถือหลังเครื่องหายบ่อย จนวันหนึ่งไปเจอมันในตู้เย็น เธอบอกว่าการไม่มีมือถือทำให้การรอคอยสงบขึ้นและไม่ต้องเสพติดอะไร แม้จะมีความไม่สะดวกอยู่บ้าง
นิทรรศการและนวนิยายที่ครบรอบ 60 ปี

ผลงานล่าสุดในขณะนั้นคือนิทรรศการเดี่ยว “ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน” ที่ 100 ต้นสน แกลเลอรี่ จัดในวาระครบรอบ 60 ปีของเธอ และเป็นการแสดงเดี่ยวในไทยครั้งแรกในรอบหลายปี ในวันสุดท้ายของงานมีการเปิดตัวนวนิยายเล่มแรก ผุดเกิดมาลาร่ำ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ
อารยา ราษฎร์จำเริญสุข เล่าว่าเธอเขียนหนังสือสามร้อยกว่าหน้าภายในราว 3 เดือนครึ่ง โดยไม่มีพล็อตหรือตัวละครตั้งต้น เพียงเขียนไปตามความทรงจำ เมื่อติดขัดก็ขับรถไปพักตามจังหวัดต่างๆ แล้วเขียนต่อที่โรงแรม เธอบอกว่านวนิยายเล่มนี้เกิดจากความอยากกลับไปเขียนหนังสือ หลังต้องเขียนข้อเสนอโครงการและแนวคิดทางวิชาการมานาน เธอปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งใจเขียนอัตชีวประวัติ แม้เนื้อหาจะมีจุดคล้ายชีวิตจริงอยู่หลายจุด และหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในนิยายที่เข้ารอบสุดท้ายของรางวัลซีไรต์
รูปเล่มของหนังสือใช้ตัวอักษรเล็กมาก เธอยอมรับว่าเป็นผลจากการออกแบบของแกลเลอรี่ที่ต้องการให้หนังสือเรียวยาวและไม่หนาเกินไป เธอก็ต้องใช้แว่นขยายอ่านเองเช่นกัน
จากหนอนหนังสือสู่ศิลปินระดับนานาชาติ

ผู้สัมภาษณ์ย้อนไปถามถึงที่มาของการเขียน เธอเล่าว่างานเขียนชิ้นแรกคือเรื่องสั้นที่ตั้งคำถามกับกิจกรรมรับน้องใหม่ ตอนเรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้ตีพิมพ์ในวารสารของมหาวิทยาลัย เธอเติบโตมากับการอ่านหนังสือในตู้ของคุณปู่ที่เคยเป็นปลัดจังหวัด และหลงใหลวิชาศิลปะตั้งแต่เด็ก
หลังเรียนจบปริญญาโท เธอย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วได้ทุนไปศึกษาต่อที่เยอรมนี ช่วงนั้นเธอเขียนงานจำนวนมาก ทั้งบันทึกชีวิตนักเรียนศิลปะ ซึ่งต่อมารวมเล่มเป็น บันทึกผู้หญิงตะวันออก (พ.ศ. 2536) รวมเรื่องสั้นอีโรติก คืนสิ้นกลิ่นกามรส (พ.ศ. 2543) และบทความศิลปะอย่าง (ผม) เป็นศิลปิน (พ.ศ. 2548) กับ ศิลปะกับถ้อยความ (พ.ศ. 2549) ผลงานศิลปะของเธอมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาพพิมพ์ ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ไปจนถึงภาพเคลื่อนไหวและวิดีโอ โดยมักเกี่ยวข้องกับความตาย ผู้ป่วยจิตเวช และการตั้งคำถามกับกรอบของศิลปะ
ศิลปะ ความตาย และชีวิตที่เลือกเอง
ประเด็นความตายเป็นแกนกลางของทั้งผลงานและบทสนทนา เธอบอกว่าตั้งคำถามกับความตายมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความอยากรู้มากกว่าความมืดมน และมองว่าการครุ่นคิดเรื่องนี้เป็นแรงขับให้เธอสร้างงานต่อ เธอยังพูดถึงการสูญเสียสุนัขที่เลี้ยงไว้ว่าเป็นบาดแผลในใจ ซึ่งสะท้อนอยู่ในนวนิยายด้วย
ด้านชีวิตส่วนตัว เธอเล่าว่าเลือกไม่มีคู่ครองหรือครอบครัวมาเป็นเวลานาน เพราะอยากทุ่มเวลากับงานสร้างสรรค์ และไม่อยากให้เรื่องรายได้มากำหนดสิ่งที่ทำ เธอบอกว่ายังมีความรักต่อเพื่อน ผู้คน และสุนัขที่เลี้ยง เธอไม่ได้ยืนยันว่าศิลปินทุกคนควรเลือกแบบเดียวกัน
เสียงสะท้อนจากวงการ และการเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิง
บทสัมภาษณ์ยังกล่าวถึงข้อโต้แย้งที่ติดตามงานของเธอ ทั้งผลงานที่เกี่ยวกับศพ ผู้ป่วยจิตเวช และโครงการที่เธอแกล้งทำเป็นตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้บางคนไม่พอใจ ผู้สัมภาษณ์ระบุว่าเธอเคยถูกปฏิเสธตำแหน่งศาสตราจารย์สองครั้ง ก่อนได้รับอนุมัติในครั้งที่ 3 เธอเล่าว่าสนใจเรื่องตำแหน่งวิชาการเพราะอยากขยายพื้นที่ให้ผู้หญิงและเพศอื่นๆ ในวงการศิลปะไทย ซึ่งเธอมองว่าผู้ชายมีบทบาทนำมาก
เมื่อถูกถามว่างานเขียนหรืองานศิลปะมีอิทธิพลต่อผู้ชมไทยมากกว่ากัน เธอตอบว่าในประเทศไทยคืองานเขียน เพราะคนไทยไม่ค่อยดูงานศิลปะ
อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ในบทสัมภาษณ์นี้คือศิลปินที่ใช้ชีวิตกับงานแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน เธอบอกว่าไม่เคยแยกชีวิตจริงออกจากอุบายทางศิลปะ นวนิยายเล่มแรกของเธอจึงเป็นทั้งหนังสือและส่วนหนึ่งของงานศิลปะ ที่เล่นกับเส้นแบ่งระหว่างวรรณกรรมกับทัศนศิลป์