classicliterature.it.com

“ศุภจี” เร่งเจรจาสหรัฐ–จีน ลดช่องว่างดุลการค้า ขยายตลาดใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ก.ย.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมเสวนา “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ในหัวข้อ “ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย ให้แข่งขันได้ในระดับสากล” ภายในงานประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภายใต้ชื่องาน “แผน 14 เปลี่ยนไทย ให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda”

นางศุภจี กล่าวถึงแนวทางยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยให้แข่งขันในระดับสากลว่า ไทยเดินหน้าเจรจากับสหรัฐอเมริกาและจีนตามโครงสร้างการค้าของแต่ละตลาด พร้อมขยายโอกาสไปยังสหภาพยุโรปและอินเดีย เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลัก

การแบ่งขั้วทางการค้าโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการทางภาษี แต่ครอบคลุมมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีและการปรับห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไทยจึงต้องเร่งหาโอกาสสร้างตัวตนให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก

ปัจจุบัน สหรัฐฯ และจีนมีสัดส่วนรวมกันราว 1 ใน 3 ของการส่งออกไทย แต่สถานะการค้ากับทั้งสองประเทศแตกต่างกัน โดยไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่ยังขาดดุลการค้ากับจีน ทำให้ต้องใช้แนวทางเจรจาที่สอดคล้องกับโครงสร้างของแต่ละตลาด

สำหรับจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 และแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของไทย สินค้าที่ไทยนำเข้ากว่า 80% เป็นวัตถุดิบและสินค้าทุน ไทยจึงตั้งคณะทำงานร่วม JTC (Joint Trade Committee) เพื่อปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน โดยผลักดันให้จีนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไทยมากขึ้น

ไทยยังเสนอให้จีนเข้ามาลงทุนใน 2 อุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบและแรงงานภายในประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร (Food Processing) และอุตสาหกรรมยาและสมุนไพรด้านสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพ (Wellness) เพื่อเร่งแก้ปัญหาขาดดุลการค้า

ในส่วนของอาหาร แนวทางดังกล่าวมุ่งปรับจากการส่งออกผลไม้และพืชผักสดไปสู่การแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า แก้ปัญหาอุปทานส่วนเกิน และลดผลกระทบจากสภาพอากาศที่ผันผวน

ควบคู่กัน ไทยขอให้จีนเปิดรับสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทยมากขึ้น พร้อมยกระดับการควบคุมคุณภาพสินค้านำเข้า จัดเก็บภาษีตั้งแต่นำเข้าบาทแรก และประสาน 23 หน่วยงานภาครัฐดำเนินการกับธุรกิจนอมินี โดยนางศุภจีระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทนอมินีลดลงแล้วกว่า 80%

ด้านสหรัฐฯ ไทยได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นจนอยู่ในอันดับ 5 ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สหรัฐฯ เข้มงวดกับมาตรการทางการค้ามากขึ้น รวมถึงมาตรการตามมาตรา 301 การเจรจาของไทยจึงมุ่งให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) โดยปกป้องผู้ประกอบการไทยควบคู่กับการแสดงความจริงใจในการลดช่องว่างดุลการค้า ทั้งนี้ การหารือในรายละเอียดมีความคืบหน้าและคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้

สำหรับการขยายตลาด สหภาพยุโรป (EU) มีสัดส่วนประมาณ 7–8% ของการส่งออกไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) รอบที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ต โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้เป็นรอบสุดท้ายเพื่อปิดข้อบทที่ยังเหลืออีก 1 ใน 3 ขณะที่สหภาพยุโรปมองไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญของอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 600–700 ล้านคน

ส่วนอินเดีย ไทยได้ดุลการค้าสูงถึงหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยในการเจรจา ไทยมุ่งอธิบายว่าสินค้าที่ส่งออกเป็นสินค้าปฐมภูมิที่ช่วยป้อนห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและส่งเสริมการส่งออกของอินเดียในระดับโลก พร้อมนำภาคเอกชนร่วมแสวงหาโอกาสลงทุนและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตระหว่างกัน

นางศุภจี ย้ำว่า แม้การส่งออกไทยขยายตัวต่อเนื่องและทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังต้องระมัดระวังเรื่องโครงสร้างการนำเข้า พร้อมเร่งปรับตัวเพื่อเป็นคู่ค้าที่ได้รับความไว้วางใจในเวทีการค้าโลกต่อไป

ผู้สื่อข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจ” สอบถามเพิ่มเติมถึงกำหนดที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการสอบสวนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ตามมาตรา 301 โดยนางศุภจี กล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐฯ แจ้งไว้แล้วว่า น่าจะเป็นช่วงเดือนตุลาคม

Update: 2026-09-30
Tags: