classicliterature.it.com

เงินบริจาคไม่พอ-รายได้หด! วัดพุทธในญี่ปุ่นปรับตัว นำเงินไปเล่นหุ้น-ซื้อพันธบัตร เพื่อเพิ่มรายได้

เงินบริจาคไม่พอ-รายได้หด! วัดพุทธในญี่ปุ่นปรับตัว นำเงินไปเล่นหุ้น-ซื้อพันธบัตร เพื่อเพิ่มรายได้

เว็บไซต์ Japan Times รายงานว่า วัดพุทธในญี่ปุ่น เริ่มหันมาพึ่งพารายได้จากการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้เข้าวัดและรายได้จากพิธีศพที่ลดน้อยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่เพิ่มสูงขึ้น ได้สร้างแรงกดดันต่อวัด ซึ่งแต่เดิมต้องพึ่งพาเงินบริจาคเป็นหลัก

รายงานระบุว่า พระโคเคียว โยเนตะ เจ้าอาวาสรุ่นที่ 5 ของวัดคงโกจิ ในฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ได้นำเงินบริจาคไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ กองทุนรวมเพื่อการลงทุน และหุ้นต่างๆ ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัท BYD และ Hyundai โดยในช่วงเวลา 2 ปี การลงทุนดังกล่าวได้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งทำให้ได้เงินราว 25 ล้านเยน (ราว 5.28 ล้านบาท) สำหรับนำไปใช้เพื่อการบูรณะวัด ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปีแห่งนี้

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะบวชเป็นพระ โยเนตะ เคยทำงานด้านค้าปลีก ให้กับ ไดวะ ซีเคียวริตี้ส์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นสถาบันการเงินและวาณิชธนกิจ ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะต้องรับช่วงดุแลวัดคงโกจิ ต่อจากบิดา ในปี 2018

พระโยเนตะ บอกว่า “เรารู้สึกขอบคุณมากที่การลงทุนให้ผลตอบแทนที่ดี ในขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับพิธีศพหดตัวลง วัดจำนวนมากที่พบว่าตนเองไม่สามารถพึ่งพาเพียงเงินบริจาคเพื่อตอบสนองความต้องการด้านเงินทุนได้อีกต่อไป พวกเขาจำเป็นต้องสร้างเงินสำรองและนำเงินเหล่านั้นไปลงทุน”

รายงานระบุว่า แรงกดดันทางการเงินเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างของศาสนาพุธทในญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญอยู่ ขณะที่จำนวนชาวพุทธในประเทศญี่ปุ่นลดลงไปถึง 14 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่คนรุ่นใหม่เริ่มห่างเหินจากวิปฏิบัติทางศาสนาแบบดั้งเดิมมากขึ้น โดยในพื้นที่ชนบท พระสงฆ์รูปหนึ่งอาจต้องดูแลวัดหลายแห่งควบคู่ไปกับการทำงานอาชีพอื่น เช่น ครู หรือข้าราชการ

ทั้งนี้ ผลสำรวจวัด 7,000 แห่ง เมื่อปี 2021 พบว่า มี โดยองค์กรพุทธศาสนา Jodo Shinshu Hongwanji-ha พบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของวัดเหล่านี้ มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 4 ล้านเยน (ราว 8.4 แสนบาท) ขณะที่พิธีศพและการดูแลหลุมศพของครอบครัว ซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญของวัด แต่การใช้จ่ายสำหรับพิธีศพที่หรูหราอลังการ ได้ลดลงไปในช่วงการระบาดของโควิด-19 และยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากค่าครองชีพของครัวเรือนที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่า การหันมาลงทุนเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่แนวทางดังกล่าวยังทำให้เกิดคำถามในหมู่พระสงฆ์เกี่ยวกับหลักคำสอนดั้งเดิมที่เน้นเรื่องการไม่ยึดติด และการละเว้นจากความโลภ

โดยที่วัด ไดอันจิ ในจังหวัดนารา ทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในรูปแบบเงินสด แต่มีการจัดสรรเงินประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ไปไว้เป็นรูปแบบประกันภัย ที่อิงกับสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยที่สูงกว่า

พระยูโช โคโนะ รองเจ้าอาวาสวัดไดอันจิ บอกว่า “สถานะของเรามีความขัดแย้งในตัวเองอยู่ โดยหลักการแล้ว พระสงฆ์ไม่ควรมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มุ่งแสวงหาผลกำไร แต่หากเราไม่ดำเนินการใดๆในตอนนี้ วัดก็อาจถึงคราวต้องปิดตัวลง”

พระโคโนะ อธิบายถึงกลยุทธ์ของการลงทุนของวัดว่า เป็นไปเพื่อการตั้งรับเป็นหลัก โดยต้นทุนการผลิตรางผ้าไหมแบบดั้งเดิมที่ทางวัดไดอันจิจำหน่ายนั้น มีการปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายของวัดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่องค์กรพุทธศาสนาแห่งอื่นๆ ก็เริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดการเงินด้วยความระมัดระวังด้วยเช่นกัน อย่างนิกายโซโตชู ซึ่งกำกับดูแลวัดประมาณ 15,000 แห่งในญี่ปุ่น บริหารจัดการเงินทุนราว 1.3 หมื่นล้านเยน ผ่านบัญชีต่างๆรวม 8 บัญชี โดยเงินทุนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น โดยตั้งใจจะถือครองจนครบกำหนดไถ่ถอน ขณะที่อีก 2 เปอร์เซ็นต์ ลงทุนในตราสารหนี้ ที่ออกโดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สถาบันทางพุทธศาสนาเท่านั้น ข้อมูลจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุว่า ตัวเลขเมื่อเดือนมีนาคม แสดงให้เห็นว่า องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งรวมถึงสถาบันทางศาสนาและดรงเรียนต่างๆ ถือครองหุ้นภาคเอกชน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 2 เท่า จากยอดถือครองในปี 2023 นอกจากนี้ การถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นขององค์กรเหล่านี้ ยังเพิ่มขึ้นจาก 2.5 ล้านล้านเยน เป็น 2.9 ล้านล้านเยน ในช่วงเวลาเดียวกัน

ที่ผ่านมา สถาบันทางพุทธศาสนาในญี่ปุ่น เคยประสบปัญหาขาดทุนจากการลงทุนครั้งใหญ่ โดยในปี 2013 นิกายโคยาซัง ชินกอนชู รายงานผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง จากการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีโครงสร้างซับซ้อน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดมาโดยตลอด

สึโยชิ คาวาตะ นักวิจัยอาวุโสจากแผนกกลยุทธ์การลงทุนองค์กรของบริษัทหลักทรัพย์ SMBC Nikko Securities แสดงความเห็นว่า การลดลงของจำนวนประชากรทำให้การขึ้นราคาค่าบริการทางศาสนาเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งขึ้น เมื่อตลาดโดยรวมหดตัวลง การขึ้นราคาจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ง่ายนัก และการปล่อยให้เงินสดนอนนิ่งอยู่เฉยๆ ก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอีกต่อไป พวกเขาจึงต้องการหาวิธีการต่างๆเพื่อเพิ่มรายได้ แม้จะเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยก็ตาม

โดย พระโยเนตะ ยังได้จัดสัมมนาเรื่องการลงทุนให้กับสมาชิกในชุมชนของวัด โดยหวังว่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์อันจะนไปสู่ความมั่นคงของวัดคงโกจิในอนาคต

“ยุคสมัยที่วัดและพระสงฆ์เคยได้รับสถานะพิเศษนั้น ได้ผ่านพ้นไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว การวางแผนทางการเงินและการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลย” พระโยเนตะกล่าว

Update: 2026-09-24
Tags: