หน้าฉากความฟิน หลังฉากสมรภูมิ: ใครกำลังจ่ายต้นทุนให้ซีรีส์วายไทย?
หน้าฉาก
หากพูดถึง ‘ซีรีส์วายไทย’ ในวันนี้ หลายคนคงนึกถึงภาพของนักแสดงที่เดินสายแฟนมีตทั่วโลก แฮชแท็กที่ติดเทรนด์บน X ทุกครั้งที่ออกอากาศ หรือกระแสตอบรับจากแฟนคลับในหลายประเทศ จนทำให้ซีรีส์วายถูกกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในความสำเร็จของซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ไทย ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในโลกของผู้ชม แต่ยังสะท้อนผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก SCB Economic Intelligence Center (SCB EIC) คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดการผลิตภาพยนตร์และซีรีส์วายไทยจะเติบโตเป็นกว่า 4,900 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นราว 17% จากปีก่อน และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 0.7% ของมูลค่าการผลิตสื่อบันเทิงไทยในปี 2562 เป็น 3.9% ในปี 2568 สะท้อนว่าซีรีส์วายกำลังขยับจากคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มไปมีพื้นที่มากขึ้นในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงไทย
SCB EIC ยังระบุว่า ประเทศไทยมีภาพยนตร์ ซีรีส์ และเรื่องสั้นแนวบอยเลิฟ (Boy Love: BL) และเกิร์ลเลิฟ (Girl Love: GL) ออกอากาศรวมแล้วมากกว่า 340 เรื่อง และในปี 2567 ไทยมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของซีรีส์วายที่ออกอากาศทั้งหมดในเอเชีย ความนิยมดังกล่าวยังสร้างโอกาสให้ธุรกิจอื่นเติบโตตามไปด้วย ตั้งแต่นิยายและการ์ตูนที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ ธุรกิจอีเวนต์และแฟนมีต สินค้าและของที่ระลึก การโฆษณา ไปจนถึงการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และสายการบิน จากการเดินทางของแฟนคลับต่างชาติเพื่อตามรอยสถานที่ถ่ายทำหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับซีรีส์วายในไทย
ภาครัฐเองก็เริ่มมองเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าผลักดันคอนเทนต์ไทยผ่านการพาผู้ประกอบการเข้าร่วมงานระดับนานาชาติ การจับคู่ธุรกิจ และการเปิดตลาดใหม่ ตัวอย่างเช่น ในปี 2568 มีการนำผู้ประกอบการไทยไปเจรจาธุรกิจในไต้หวัน ซึ่งสร้างการจับคู่ธุรกิจจำนวนมาก และถูกประเมินว่าจะสร้างโอกาสทางการค้าหลายร้อยล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 DITP เห็นชอบกิจกรรมส่งเสริมตลาดซีรีส์วายในต่างประเทศ 6 โครงการ ครอบคลุมทั้งเอเชีย ออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา และยุโรป โดยผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 ระบุว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องสร้างมูลค่าการเจรจาทางการค้ารวมกว่า 5,567 ล้านบาท ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ก็สะท้อนภาพการขยายตัวของธุรกิจผลิตภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทย ซึ่งมีรายได้ในปี 2565 อยู่ที่ 12,895 ล้านบาท และมีจำนวนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2566
ข้อมูลเหล่านี้บางส่วนไม่ได้สะท้อนเฉพาะธุรกิจซีรีส์วายโดยตรง แต่ช่วยให้เห็นบริบทของอุตสาหกรรมที่ซีรีส์วายกำลังเติบโตอยู่ภายใน เมื่อมองผ่านมูลค่าตลาด การขยายตลาดต่างประเทศ การสนับสนุนจากภาครัฐ และการเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ เรื่องเล่าของซีรีส์วายไทยจึงดูเหมือนเป็นเรื่องของ ‘ความสำเร็จ’ แต่ยิ่งข้อมูลทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คำถามหนึ่งกลับยิ่งเด่นชัดขึ้นว่า ถ้าหน้าฉากเต็มไปด้วยตัวเลขการเติบโต ผู้ชมนับล้าน และมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายพันล้านบาท แล้วคนที่ทำให้ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นจริงกำลังทำงานอยู่ภายใต้เงื่อนไขแบบไหน? คำถามนี้ได้พาเรื่องราวออกจากรายงานเศรษฐกิจ ไปสู่บทสนทนากับ ‘คนทำงานเบื้องหลัง’ ของอุตสาหกรรมซีรีส์วาย ก่อนจะพบว่า เรื่องที่พวกเขาเล่า ไม่ได้เหมือนกับตัวเลขที่เพิ่งอ่านมาเสียทีเดียว
หลังฉาก
“เขาไม่รู้ เขาไม่ใช่คนทำงาน ช่างเขาเถอะ” คือประโยคที่ คุณเอ (นามสมมติ) คนทำงานฝ่ายตัดต่อ ใช้บอกตัวเองเมื่อเสียงวิจารณ์จากคนดูไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวซีรีส์ แต่ขยับเข้ามาถึงพื้นที่ส่วนตัวของคนทำงาน งานตัดต่อเป็นงานที่ผู้ชมแทบไม่ทันสังเกตเห็น หากมันสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างแนบเนียน เราเห็นฉากหนึ่งต่อกับอีกฉาก เห็นสายตาของนักแสดงถูกวางไว้ในจังหวะที่พอดี ได้ยินเสียงเพลงดังขึ้นในช่วงที่ควรจะรู้สึก หรือจดจำโมเมนต์ไม่กี่วินาทีจนถูกนำไปตัดวนซ้ำบนโลกออนไลน์ แต่ก่อนภาพเหล่านั้นจะมาถึงหน้าจอ มีคนต้องนั่งอยู่กับวัตถุดิบจำนวนมาก เลือกว่าอะไรควรอยู่ อะไรควรถูกตัด และเรื่องราวควรถูกเล่าออกมาในจังหวะแบบไหน คุณเอเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น
ในช่วงหนึ่ง เธอต้องรับผิดชอบงานตัดต่อพร้อมกันถึง 2-3 โครงการ เมื่อมีเรื่องเข้ามากระทบ จึงแทบไม่มีพื้นที่ให้หยุดอยู่กับความกังวลนานนัก วิธีของเธอคือพยายามสลัดมันออกไปก่อน กลับมาดูว่างานเหลือเท่าไร เวลาที่มีอยู่แค่ไหน และภายใต้เวลานั้นจะทำอะไรได้บ้าง แล้วลงมือทำต่อ ส่วนความกังวล หากมันยังอยู่ ก็ค่อยกลับมาจัดการหลังงานเสร็จ ฟังดูคล้ายกับการแยก ‘เรื่องส่วนตัว’ ออกจาก ‘เรื่องงาน’ ที่คนทำงานทั่วไปต้องทำอยู่เสมอ เพียงแต่สำหรับคุณเอ เส้นแบ่งระหว่างสองพื้นที่นี้เคยถูกข้ามไปแล้ว เพราะความไม่พอใจต่อชิ้นงานที่เธอเคยมีส่วนตัดต่อออกอากาศ ไม่ได้จบลงด้วยการวิจารณ์ว่าฉากไหนชอบหรือไม่ชอบ แฟนคลับบางส่วนเริ่มตามหาว่าใครเป็นคนทำงานเบื้องหลัง แคปชื่อ ตามหาบัญชีส่วนตัว และนำไปแขวนวิจารณ์บนโลกออนไลน์
คุณเอยอมรับว่า ตอนนั้นเธอรับมือไม่ค่อยได้ สิ่งที่ทำได้คือไม่ตอบโต้ ไม่เถียง และตั้งบัญชีออนไลน์ของตัวเองเป็นส่วนตัวอยู่นานถึง 1-2 ปี ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การถูกวิจารณ์เพียงอย่างเดียว เพราะงานที่ออกสู่สาธารณะย่อมหลีกเลี่ยงเสียงวิจารณ์ไม่ได้ สิ่งที่เริ่มพร่าลงคือเส้นแบ่งระหว่างการวิจารณ์สิ่งที่ปรากฏบนจอกับการเข้าถึงตัวคนที่อยู่หลังจอ และเมื่อถามว่าค่ายเข้ามาช่วยจัดการเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงใด คำตอบของคุณเอกลับสั้นกว่านั้น เธอบอกว่าต้องจัดการตัวเอง 100%
จากประสบการณ์ของเธอ หากเหตุการณ์ไม่ได้กระทบต่อรายได้หรือศิลปินโดยตรง ค่ายมักไม่ได้แสดงท่าทีอะไรนัก แม้แต่ในกระบวนการทำงาน เมื่อคนเบื้องหลังเคยทักท้วงว่างานบางอย่างอาจมากเกินไป เสียงนั้นก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากพอจะเปลี่ยนทิศทาง เพราะท้ายที่สุดตรรกะที่เธอได้รับกลับมาคือ “เมื่อผู้ว่าจ้างจ่ายเงินแล้วก็ทำตามที่เขาต้องการ” ประโยคนี้ทำให้คำว่า ‘เบื้องหลัง’ มีความหมายมากกว่าการเป็นตำแหน่งที่ไม่ปรากฏบนหน้าจอ เพราะคนเบื้องหลังไม่ได้เพียงทำงานที่ผู้ชมมองไม่เห็น แต่บางครั้งยังอยู่ในตำแหน่งที่เสียงของตัวเองเบากว่าเสียงจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งคำสั่งจากผู้ว่าจ้าง เงื่อนไขของตลาด และความคาดหวังของผู้ชม
ในมุมของคุณเอ เมื่อเสียงตอบรับจากแฟนคลับมีอิทธิพลมากขึ้น บริษัทเองก็ต้องขยับตามสิ่งที่คนดูต้องการ และความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่ฝ่ายการตลาด แต่อาจย้อนกลับไปถึงโต๊ะทำงานของคนเบื้องหลัง งานบางชิ้นต้องถูกแก้ซ้ำจนภาระเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าในเวลาเท่าเดิม จนเธอใช้ประโยคหนึ่งอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่า “คนดูคือผู้กำกับไปแล้ว” หากมองจากด้านของแฟนคลับ ประโยคนี้อาจฟังดูรุนแรง เพราะผู้ชมย่อมมีสิทธิชอบ ไม่ชอบ วิจารณ์ หรือเรียกร้องต่อสิ่งที่ตัวเองสนับสนุน แต่จากตำแหน่งของคนทำงาน มันกำลังชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดกว่านั้น อำนาจในการกำหนดว่างานควรเป็นอย่างไรไม่ได้ไหลจากบริษัทลงมาสู่คนทำงานเพียงทิศทางเดียวอีกต่อไป สายตาและความคาดหวังของผู้ชมสามารถย้อนกลับเข้าไปมีอิทธิพลต่อกระบวนการผลิตได้เช่นกัน
คุณเอไม่ใช่คนเดียวที่พูดถึงการต้องเก็บบางอย่างไว้กับตัวเอง คนทำงานฝ่ายสร้างสรรค์และการผลิต (Creative & Production) คนหนึ่งเล่าว่า ต้องเก็บความรู้สึกส่วนตัวเพื่อทำตามนโยบายของค่ายหรือนายทุน แม้บางครั้งสิ่งที่ต้องทำจะขัดกับความรู้สึกหรือความเชื่อของตัวเอง อีกคนต้องรับผิดชอบทั้งงานสร้างสรรค์และการบริหารจัดการแฟนคลับ รับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าของผู้เข้าร่วมงาน พร้อมกับตอบคำถามเกี่ยวกับข้อตกลงและเงื่อนไขหลังบ้านหลายอย่างที่ตัวเองไม่มีอำนาจเปิดเผยเหตุผลให้คนนอกเข้าใจได้ งานของเขาจึงไม่ใช่เพียงการ ‘แก้ปัญหา’ แต่ยังต้องรักษาบรรยากาศ รักษาภาพลักษณ์ และเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ ขณะที่คนทำงานอีกคนบอกว่า บางครั้งต้องซ่อนความขัดแย้งภายในทีมเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของโครงการหรือคู่จิ้น พร้อมกับรับมือแฟนคลับที่ต้องการเข้าใกล้ศิลปินมากขึ้น เมื่อถามว่าสิ่งที่อยากเห็นจากระบบคืออะไร คำตอบกลับเรียบง่าย — อยากให้ค่าย “รับฟังความคิดเห็นในหลายๆ ฝ่ายมากกว่านายทุน”
เสียงเหล่านี้ไม่ได้ประกอบกันเป็นภาพของคนทำงานที่ถูกกดทับอยู่ตลอดเวลาอย่างไร้ทางเลือก และก็ไม่ได้ทำให้แฟนคลับกลายเป็น ‘ผู้ร้าย’ ของอุตสาหกรรม หากกลับทำให้เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม ที่ซึ่งค่าย ผู้ว่าจ้าง คนทำงาน ศิลปิน และแฟนคลับต่างเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตด้วยอำนาจและทรัพยากรที่ไม่เท่ากัน และบางครั้ง ความรักของแฟนคลับเองก็ไม่ได้ปรากฏในรูปของแรงกดดัน แต่มาในรูปของ ‘แรงงาน’
คุณบี (นามสมมติ) เดินทางไปถึงกองถ่ายตั้งแต่เวลา 06.30 น. เพื่อรายงานตัวเป็นนักแสดงสมทบ (extra) ในฉากการแข่งขันบาสเกตบอลของซีรีส์วายเรื่องหนึ่ง การถ่ายเริ่มประมาณเวลา 07.30 น. ช่วง 5-6 ชั่วโมงแรก หน้าที่ของเธอกับนักแสดงสมทบอีกประมาณ 150 คนคือการนั่งชม ตบมือ และส่งเสียงเชียร์นักแสดงหลักที่กำลังเล่นบาสเกตบอล หลังพักกลางวัน พวกเขากลับมาถ่ายฉากเชียร์ต่อ คราวนี้มีทั้งป้ายไฟและพู่เชียร์ ก่อนจะต้องรอการย้ายสถานที่ถ่ายทำและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายของนักแสดง จนการถ่ายฉากถัดไปเริ่มขึ้นอีกครั้งเกือบหกโมงเย็น เดิมกองแจ้งว่าจะเลิกประมาณสี่ทุ่ม แต่วันนั้นปิดกองเกือบเที่ยงคืน ตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน คุณบีใช้ทั้งเวลาและพลังงานไปกับการปรบมือ ตะโกน และสร้างบรรยากาศให้ฉากหนึ่งดูเหมือนเต็มไปด้วยผู้ชมที่กำลังตื่นเต้นกับการแข่งขัน
ค่าตอบแทนของงานวันนั้นคือศูนย์บาท เพราะนี่คือสิ่งที่คนในพื้นที่เรียกว่า ‘กองไปฟรี’ คุณบีไม่ได้ถูกหลอกว่ามีค่าจ้าง และกองถ่ายก็ไม่ได้บังคับให้เธออยู่จนถึงเที่ยงคืน ผู้เข้าร่วมสมัครเข้ามาผ่านกลุ่มแฟนคลับด้วยความสมัครใจ หากใครไม่สะดวกอยู่ต่อก็สามารถกลับได้ และกองยังมีรถพยาบาลเตรียมพร้อมอยู่ตลอดวัน สิ่งที่ทำให้คุณบียังคงอยู่ในกองจึงไม่ใช่สัญญาจ้าง เธออยากสนับสนุนผลงานของศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ แม้จะโมโหเมื่อการถ่ายทำล่าช้า ความรู้สึกนั้นก็เปลี่ยนไปเมื่อศิลปินเดินมาพูดคุยกับกลุ่มแฟนคลับ บอกว่าเหลือคิวสุดท้ายแล้วและอยากให้งานออกมาดีที่สุด ประกอบกับการได้ลองทำสิ่งใหม่และได้ใช้เวลากับเพื่อนแฟนคลับ คุณบีจึงเลือกอยู่ต่อจนปิดกอง เธอยอมรับตรง ๆ ว่า หากมองจากข้างนอก งานนี้อาจดูไม่คุ้ม ทั้งเสียเวลา เสียแรง และต้องกรี๊ดอยู่ทั้งวันโดยไม่ได้รับเงิน แต่หากไม่มีศิลปินที่เธอชื่นชอบอยู่ตรงนั้น เธอก็คงกลับบ้านไปตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว
ตรงนี้ทำให้คำว่า ‘แรงงาน’ ซับซ้อนขึ้นอีกชั้น ในทางหนึ่ง แฟนคลับกำลังได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสเข้าใกล้ศิลปิน ได้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ที่ตัวเองรัก และยังอาจได้เห็นตัวเองปรากฏอยู่ในฉากหนึ่งเมื่อผลงานออกอากาศ แต่ในอีกทางหนึ่ง แรงกาย เวลา และอารมณ์ที่พวกเขานำเข้ามาในกองก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตจริง คุณบีเองก็มองเห็นความสัมพันธ์นี้ เธอตั้งข้อสังเกตว่า หากนักแสดงสมทบที่อยู่กับเธอในวันนั้นได้รับค่าจ้าง เวลาการถ่ายทำที่ยืดออกไปย่อมหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในสายตาของเธอ ‘กองไปฟรี’ จึงไม่ได้มีเพียงมิติของการสนับสนุนศิลปิน แต่ยังอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนในกระบวนการผลิต
จึงไม่จำเป็นต้องเลือกว่า คุณบีเป็น ‘แฟนคลับที่เต็มใจมาช่วย’ หรือเป็น ‘แรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง’ อย่างใดอย่างหนึ่ง เธอสามารถเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ เธอเต็มใจมา สนุกกับบางช่วงของวัน ได้อยู่ใกล้ศิลปินที่ชื่นชอบ และเลือกอยู่ต่อด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน เวลา แรงกาย และเสียงเชียร์ที่เธอมอบให้โดยไม่รับค่าตอบแทน ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉากที่ถูกผลิตขึ้นและนำไปใช้ในผลงานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ คำถามจึงไม่ใช่ว่าความสมัครใจนั้น ‘จริง’ หรือ ‘ไม่จริง’ แต่อาจเป็นว่า เมื่อความรักทำให้คนยินดีมอบแรงงานโดยไม่คิดค่าตอบแทน ความสมัครใจนั้นเข้าไปสัมพันธ์กับกระบวนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างไร
เมื่อมองจากหน้าจอ เราอาจเห็นเพียงฉากการแข่งขันที่มีคนดูเต็มอัฒจันทร์ ได้ยินเสียงเชียร์ที่ทำให้บรรยากาศมีชีวิต หรือจดจำโมเมนต์ไม่กี่วินาทีที่ถูกตัดอย่างพอดีจนรู้สึก ‘ฟิน’ แต่เมื่อเดินย้อนกลับไปก่อนภาพเหล่านั้นจะมาถึงหน้าจอ สิ่งที่มองเห็นเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงรายชื่อของคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง หากเป็นเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาต้องทำงาน ต่อรอง เก็บความรู้สึก และรับมือกับความคาดหวังจากคนหลายฝ่ายพร้อมกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความสำเร็จบนหน้าฉากเป็นเรื่องปลอม หากทำให้เห็นว่า ความสำเร็จนั้นมีต้นทุน มีคนที่ต้องลงแรง และเกิดคำถามไปพร้อมๆ กันว่า ใครเป็นคนรับต้นทุนเหล่านั้นไว้ เพราะเมื่อความต้องการของค่าย ผู้ว่าจ้าง คนดู แฟนคลับ และคนทำงานไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอ สิ่งที่อยู่หลังความฟินจึงไม่ใช่เพียง ‘เบื้องหลัง’ แต่มันคือพื้นที่ที่คนหลายฝ่ายกำลังต่อรองกันว่า ใครมีสิทธิพูด ใครมีสิทธิตัดสินใจ และท้ายที่สุด ใครเป็นคนรับแรงกระแทก
สมรภูมิ
คำว่า ‘แรงกระแทก’ อาจทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์ใหญ่ เช่น ดราม่าที่ปะทุขึ้นบนโซเชียล แฮชแท็กที่ขึ้นเทรนด์ หรือความขัดแย้งระหว่างค่ายกับแฟนคลับที่กลายเป็นข่าว แต่สำหรับคนทำงาน แรงกระแทกจำนวนมากไม่ได้มาในรูปของเหตุการณ์ใหญ่เพียงครั้งเดียว หากค่อยๆ สะสมอยู่ในชีวิตการทำงานประจำวัน ทั้งเส้นตาย (deadline) ที่ขยับเข้ามา งานที่ถูกแก้ซ้ำ ความต้องการจากผู้ว่าจ้างที่เปลี่ยนไป เสียงตอบรับจากแฟนคลับที่ต้องคอยรับฟัง ข้อมูลบางอย่างที่รู้แต่พูดไม่ได้ หรือความไม่พอใจต่อการตัดสินใจบางอย่างที่ท้ายที่สุดก็ต้องเก็บไว้เพื่อให้งานยังเดินต่อ สิ่งที่คุณเอเล่าจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของ ‘งานเยอะ’ หรือ ‘คนดูคาดหวังสูง’ หากเป็นการทำงานท่ามกลางความต้องการจากหลายทิศทาง แล้วพยายามแปลงสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นผลงานที่ออกไปถึงหน้าจอให้ได้ และคนที่ยืนอยู่ตรงกลางก็ไม่ได้มีอำนาจต่อรองเท่ากับทุกฝ่ายที่ส่งความต้องการเข้ามา
เงื่อนไขเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ David Hesmondhalgh และ Sarah Baker (2011) ในหนังสือ Creative Labour: Media Work in Three Cultural Industries ชวนให้มองงานสร้างสรรค์ผ่านความขัดแย้งสองด้านที่ดำรงอยู่พร้อมกัน ด้านหนึ่ง งานประเภทนี้อาจเปิดพื้นที่ให้คนได้ใช้ความสามารถ สร้างสรรค์สิ่งที่มีความหมาย มีความเป็นอิสระบางส่วน และรู้สึกผูกพันกับสิ่งที่ตัวเองทำ แต่อีกด้านหนึ่ง คนทำงานก็อาจต้องเผชิญกับชั่วโมงการทำงานที่ยาว ความไม่แน่นอนของอาชีพ การแข่งขัน และแรงกดดันเชิงพาณิชย์ คนทำงานจึงสามารถรักและภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ ขณะเดียวกันก็ต้องอยู่กับเงื่อนไขการทำงานที่ไม่แน่นอนหรือสร้างแรงกดดันได้พร้อมกัน ประเด็นนี้สำคัญ เพราะหากมองเพียงความเหนื่อย เรื่องทั้งหมดอาจถูกอธิบายอย่างง่ายดายว่า ‘งานวงการบันเทิงก็หนักแบบนี้’ หรือ ‘เลือกทำงานที่ตัวเองรักก็ต้องยอมรับ’ ทั้งที่คำถามจากข้อมูลภาคสนามไม่ได้มีเพียงว่าคนทำงานเหนื่อยแค่ไหน หากคือ ใครมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขของความเหนื่อยนั้น
เมื่อผู้ว่าจ้างต้องการแก้งาน คนทำงานต้องหาทางทำให้ทัน เมื่อความต้องการของผู้ชมเปลี่ยน สิ่งที่เคยเสร็จอาจกลับมาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง เมื่อเกิดความขัดแย้งหลังบ้าน คนที่ต้องพบกับแฟนคลับอาจรู้เหตุผลทั้งหมด แต่ไม่มีอำนาจพูดทั้งหมดออกไป และเมื่อเสียงวิจารณ์ข้ามจากตัวงานมาถึงตัวบุคคล คนทำงานบางคนกลับต้องเป็นฝ่ายหาวิธีป้องกันตัวเอง การทำงานจึงไม่ได้หมายถึงการผลิตชิ้นงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องผลิต ‘อารมณ์ที่เหมาะสม’ ไปพร้อมกัน ต้องใจเย็นในวันที่ไม่พอใจ พูดในสิ่งที่พูดได้และเงียบในสิ่งที่พูดไม่ได้ รักษาบรรยากาศเมื่อเกิดปัญหา แยกความรู้สึกส่วนตัวออกจากสิ่งที่องค์กรต้องการ และบางครั้งต้องรับความไม่พอใจจากการตัดสินใจที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนตัดสินตั้งแต่แรก
สิ่งเหล่านี้ชวนให้นึกถึงแนวคิด ‘แรงงานทางอารมณ์ (emotional labour)’ ของ Arlie Russell Hochschild (1983) ในหนังสือ The Managed Heart: Commercialization of Human Feeling ซึ่งอธิบายว่า ในงานบางประเภท การทำงานไม่ได้เพียงเกี่ยวข้องกับสิ่งที่แรงงานลงมือทำ แต่ยังรวมถึงการจัดการความรู้สึกและการแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองให้สอดคล้องกับบทบาทและกฎเกณฑ์ของการทำงานด้วย องค์กรสามารถกำหนดสิ่งที่ Hochschild เรียกว่า ‘กฎเกณฑ์ทางความรู้สึก (feeling rules)’ ว่าแรงงานควรรู้สึกหรือแสดงอารมณ์แบบใดในสถานการณ์หนึ่งๆ ทำให้อารมณ์ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัวสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ถูกจัดการและนำมาใช้ในการทำงานเพื่อเป้าหมายขององค์กรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้
David Hesmondhalgh และ Sarah Baker (2008) นำประเด็นเรื่องแรงงานทางอารมณ์มาพิจารณาในบทความ Creative Work and Emotional Labour in the Television Industry ผ่านการศึกษาคนทำงานในกระบวนการผลิตรายการโทรทัศน์ โดยชี้ให้เห็นว่า ภาระของคนทำงานไม่ได้เกิดจากการผลิตเนื้อหาให้สำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการจัดการอารมณ์ของผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมในรายการ และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในกระบวนการผลิต ภายใต้ลักษณะการทำงานแบบโครงการระยะสั้นที่ความสัมพันธ์และชื่อเสียงอาจเชื่อมโยงกับโอกาสในการได้งานครั้งต่อไป ความสามารถในการจัดการอารมณ์ ความตึงเครียด และความสัมพันธ์จึงไม่ได้เป็นเพียงคุณสมบัติส่วนตัวของคนทำงาน หากสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานที่จำเป็นต่อการทำให้กระบวนการผลิตสื่อดำเนินต่อไปได้
เมื่อกลับมามองคนทำงานเบื้องหลังซีรีส์วาย เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังช่วยกันผลิตไม่ได้จบลงแค่ตัวซีรีส์ สิ่งที่ถูกผลิตออกมาพร้อมกันคือ ‘ความสัมพันธ์’ ทั้งระหว่างตัวละคร นักแสดง ศิลปินกับแฟนคลับ รวมถึงความรู้สึกใกล้ชิดที่ทำให้ผู้ชมพร้อมติดตามผลงาน ซื้อสินค้า เดินทางไปแฟนมีต หรืออย่างในกรณีของคุณบีที่ยอมใช้เวลาทั้งวันในกองถ่ายโดยไม่รับค่าตอบแทน เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของผลงานของคนที่ตัวเองชื่นชอบ ขณะเดียวกัน คนทำงานเบื้องหลังก็ต้องคอยประคองความสัมพันธ์เหล่านี้ รับความคาดหวังจากหลายฝ่าย รักษาบรรยากาศและภาพลักษณ์ของโครงการ บางครั้งต้องตอบคำถามหรือรับความไม่พอใจจากการตัดสินใจที่ตัวเองไม่ได้มีอำนาจตัดสิน และในบางสถานการณ์ต้องเลือกเก็บความรู้สึกส่วนตัวไว้เพื่อให้งานเดินต่อไป
หากมองผ่านแนวคิดแรงงานทางอารมณ์ สิ่งที่คนทำงานเหล่านี้ทำจึงไม่ใช่เพียงการ ‘ควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้เป็นมืออาชีพ’ เท่านั้น แต่อารมณ์และความสัมพันธ์บางส่วนกลับเข้าไปเป็นองค์ประกอบของกระบวนการผลิตโดยตรง การใจเย็น การรักษาบรรยากาศ การประคองความสัมพันธ์กับแฟนคลับ หรือการไม่แสดงความไม่พอใจบางอย่างออกมา จึงสามารถเป็นแรงงานอีกประเภทหนึ่งที่มองเห็นได้ยากกว่าชิ้นงานที่ปรากฏบนหน้าจอ และในอุตสาหกรรมซีรีส์วาย ความรู้สึกเองก็ไม่ได้อยู่นอกระบบเศรษฐกิจ ความรัก ความผูกพัน ความฟิน ความคาดหวัง หรือแม้แต่ความผิดหวัง สามารถขับเคลื่อนผู้คนให้ซื้อสินค้า เดินทาง ขึ้นเทรนด์ สร้างคอนเทนต์ ปกป้องศิลปิน วิจารณ์ค่าย หรือกระทั่งมอบแรงงานให้กับอุตสาหกรรมได้
เมื่อมองจากตรงนี้ ประโยคของคุณเอที่ว่า ‘คนดูคือผู้กำกับไปแล้ว’ จึงไม่ได้หมายความว่าแฟนคลับสามารถเดินเข้าไปสั่งคนในห้องตัดต่อได้จริงๆ แต่ในประสบการณ์ของคุณเอ ความรู้สึกและความคาดหวังของผู้ชมมีน้ำหนักมากพอจะย้อนกลับเข้าไปถึงการตัดสินใจขององค์กร และเมื่อองค์กรขยับตามความต้องการเหล่านั้น ภาระบางส่วนก็สามารถส่งต่อมาถึงคนทำงานได้อีกทอดหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับค่ายจึงซับซ้อนกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ผู้ซื้อ’ กับ ‘ผู้ขาย’ เพราะแฟนคลับไม่ได้ลงทุนเพียงเงิน แต่ยังลงทุนเวลา ความรู้สึก และความผูกพันกับศิลปิน ขณะเดียวกัน ฐานแฟนคลับเหล่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่เติบโตรอบซีรีส์และศิลปิน และตรงกลางระหว่างสองด้านนั้น มีคนทำงานคอยรับ แปล และจัดการความคาดหวังอยู่
การมองเห็นอำนาจของแฟนคลับในลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าเสียงของแฟนคลับเป็นปัญหา หรือบริษัทไม่ควรรับฟังเสียงจากสาธารณะ ตรงกันข้าม การวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบสามารถเป็นแรงผลักให้องค์กรต้องอธิบาย ตอบสนอง หรือรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองได้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เมื่อเสียงจากภายนอกมีพลังมากพอจะเดินทางเข้าไปถึงกระบวนการตัดสินใจภายในองค์กร ผลของการตัดสินใจเหล่านั้นอาจเดินทางต่อไปถึงคนอีกหลายกลุ่มในกระบวนการผลิต คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าองค์กรควรฟังใคร หากอยู่ที่ว่า เมื่อความต้องการจากหลายฝ่ายไม่ตรงกัน ใครมีพื้นที่อธิบาย ใครมีส่วนตัดสินใจ และใครเป็นคนรับผลของการตัดสินใจนั้น
ในอุตสาหกรรมที่ค่าย ศิลปิน แฟนคลับ และคนทำงานเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด อำนาจไม่ได้เดินทางเพียงจากบนลงล่างและไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ เสียงของแฟนคลับอาจกดดันบริษัท บริษัทอาจกำหนดเงื่อนไขให้คนทำงาน ขณะที่ความรักและความผูกพันของแฟนคลับก็สามารถกลายเป็นทั้งพลังต่อรอง พลังทางเศรษฐกิจ และอย่างที่เห็นจากกรณีของคุณบี กลายเป็นแรงงานได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่อยู่หลังความฟินจึงไม่ใช่สมรภูมิที่มีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ร้ายและอีกฝ่ายเป็นเหยื่ออย่างตายตัว หากเป็นพื้นที่ที่ความรัก เงิน อำนาจ ชื่อเสียง และการทำงานเข้ามาต่อรองกันอยู่ตลอดเวลา ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครคือผู้ร้ายของเรื่องนี้ แต่อยู่ที่ว่า ในสมรภูมิที่ทุกฝ่ายต่างมีบางอย่างต้องรักษาไว้ อำนาจในการกำหนดกติกากลับไม่ได้กระจายอยู่ในมือของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
เมื่อความสำเร็จอาจต้องนับมากกว่าตัวเลข
ย้อนกลับไปยังภาพที่เราเห็นในตอนต้น ตัวเลขมูลค่าตลาด การเปิดตลาดต่างประเทศ และมูลค่าการเจรจาทางการค้าบอกเราว่าอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นแค่ไหน คอนเทนต์ไทยเดินทางออกไปได้ไกลเพียงใด และความนิยมเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเท่าไร แต่หลังจากเดินผ่านหน้าจอเข้าไปถึงหลังฉาก คำถามอาจไม่ใช่ว่าเราควรเลิกนับตัวเลขเหล่านั้น หากคือ เรากำลังนับอะไรไม่ครบอยู่หรือเปล่า?
เพราะในขณะที่เรานับมูลค่าตลาด จำนวนเรื่อง ประเทศที่คอนเทนต์เดินทางไปถึง หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ถูกประเมินขึ้น ยังมีบางอย่างที่ไม่ค่อยปรากฏอยู่ในสมการเดียวกัน มีชั่วโมงทำงานที่ยืดออกไปเมื่องานต้องแก้ซ้ำ มีความรู้สึกที่ต้องเก็บไว้เพื่อให้งานเดินต่อ มีความเสี่ยงที่คนทำงานบางคนต้องหาทางจัดการด้วยตัวเอง มีคนที่ต้องรับผลจากการตัดสินใจทั้งที่ไม่ได้มีอำนาจร่วมตัดสินใจเท่ากับคนอื่น และยังมีเวลา แรงกาย ตลอดจนความผูกพันของแฟนคลับที่สามารถเข้าไปกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างมูลค่าได้ สิ่งเหล่านี้อาจวัดยากกว่ารายได้ และอาจไม่มีตัวเลขก้อนเดียวที่สรุปมันได้ แต่วัดยากไม่ได้แปลว่าไม่มีต้นทุน และมองไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มีคนกำลังแบกมันอยู่
ตรงนี้เองที่คำถามเรื่องซอฟต์พาวเวอร์อาจต้องขยับไปอีกขั้น หากเป้าหมายคือการทำให้คอนเทนต์ไทยเดินทางได้ไกลขึ้น การสร้างตลาดใหม่และขยายฐานผู้ชมย่อมมีความสำคัญ แต่การเติบโตอย่างยั่งยืนอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าอุตสาหกรรมสามารถไปได้ไกลเพียงใดเท่านั้น หากอยู่ที่ว่าคนซึ่งทำให้มันเคลื่อนไปข้างหน้าสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้หรือไม่ คำว่า ‘เติบโต’ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมที่ดีจะต้องไม่มีเส้นตาย ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีเสียงวิจารณ์ หรือไม่มีแรงกดดันจากตลาด สิ่งเหล่านี้แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ในงานสร้างสรรค์ที่มีคนจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่อาจทำได้คือทำให้ต้นทุนของความสำเร็จไม่ถูกผลักไปอยู่กับคนบางกลุ่มอย่างเงียบๆ
สำหรับคนทำงาน นั่นอาจเริ่มจากการมีพื้นที่ให้เสียงของคนที่รับผลจากการตัดสินใจมีน้ำหนักอยู่ในกระบวนการตัดสินใจด้วย การรับมือกับการคุกคามหรือการตามไปถึงพื้นที่ส่วนตัวไม่ควรถูกทิ้งให้เป็นภาระของแต่ละคนเพียงลำพัง ขณะเดียวกัน การรับฟังแฟนคลับก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการส่งต่อทุกความต้องการลงไปเป็นภาระของคนทำงานโดยไม่มีพื้นที่ให้ต่อรอง ส่วนแรงงานที่เกิดจากความรักและความสมัครใจอย่าง ‘กองไปฟรี’ ก็อาจไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี สิ่งสำคัญกว่าคือการมองเห็นว่า เวลา แรงกาย และความรู้สึกที่แฟนคลับยินดีมอบให้นั้นไม่ได้อยู่นอกกระบวนการผลิต แต่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างมูลค่าได้จริง คำถามเรื่องการดูแล ข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจ และขอบเขตของความสมัครใจจึงควรถูกถามตามมาด้วย
แน่นอนว่าไม่มีระบบใดทำให้ค่าย คนทำงาน ศิลปิน และแฟนคลับต้องการสิ่งเดียวกันได้ตลอดเวลา และความสำเร็จของอุตสาหกรรมก็คงไม่ได้หมายถึงวันที่ความขัดแย้งทั้งหมดหายไป แต่อาจหมายถึงการมีระบบที่ทำให้คนซึ่งอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งเหล่านั้นมีเสียง มีพื้นที่ต่อรอง และไม่ต้องรับต้นทุนของการเติบโตเพียงลำพัง เมื่อรัฐกำลังพูดถึงการพาซีรีส์วายไทยไปยังตลาดใหม่ๆ คำถามเรื่องอนาคตของอุตสาหกรรมจึงไม่ควรมีเพียงว่า เราจะพาซีรีส์วายไทยไปได้ไกลแค่ไหน แต่อาจต้องถามพร้อมกันว่า เรากำลังพาคนที่สร้างมันไปด้วยหรือเปล่า
หากซอฟต์พาวเวอร์คือพลังที่ทำให้วัฒนธรรมไทยเดินทางออกไปสร้างความรู้สึก ความผูกพัน และมูลค่าในสายตาของผู้คน คำถามที่สำคัญไม่แพ้การพามันไปให้ไกลขึ้นจึงอาจเป็นว่า เราจะสร้างอุตสาหกรรมแบบไหนไว้รองรับคนที่ทำให้พลังนั้นเกิดขึ้น เพราะท้ายที่สุด ความฟินบนหน้าจอไม่ได้เกิดขึ้นเอง ก่อนจะมาถึงคนดู มันผ่านมือ ผ่านเวลา ผ่านความรู้สึก และผ่านแรงงานของคนจำนวนมาก คำถามจึงอาจไม่ใช่ ซีรีส์วายไทยประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะตัวเลขจำนวนมากตอบคำถามนั้นไปแล้ว แต่คือ เราจะเรียกมันว่า ‘ความสำเร็จ’ แบบไหน หากการเติบโตของอุตสาหกรรมยังเดินเร็วกว่าการเติบโตของเงื่อนไขที่รองรับคนซึ่งทำให้มันเกิดขึ้น
อ้างอิงจาก
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. (2567). Series Y เสริมพลังธุรกิจภาพยนตร์ไทยสู่ตลาดโลก. กองข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า.
https://www.dbd.go.th/data-storage/attachment/6c7bcfc4578da33433d53f74.pdf
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ. (2568, 27 กุมภาพันธ์). DITP เดินหน้าขยาย Soft Power ไทยในไต้หวัน. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.
https://www.ditp.go.th/post/h0zbxryzgj116s2pzhsd0ako
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ. (2569, 7 มกราคม). DITP ไฟเขียวจัด 6 กิจกรรมดันซีรีส์วายไทยเจาะตลาดต่างประเทศปี 2569. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์.
https://www.ditp.go.th/post/ditpnew/ghqi2b2h65bot4u9nak14l8o
Hesmondhalgh, D., & Baker, S. (2008). Creative work and emotional labour in the television industry. Theory, Culture & Society, 25(7–8), 97–118.
https://doi.org/10.1177/0263276408097798
Hesmondhalgh, D., & Baker, S. (2011). Creative labour: Media work in three cultural industries. Routledge.
https://doi.org/10.4324/9780203855881
Hochschild, A. R. (1983). The managed heart: Commercialization of human feeling. University of California Press.
SCB Economic Intelligence Center. (2025, January 7). ไขความลับซีรีส์วายไทยเหตุใดจึงติดเทรนด์โลก. https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9687/h3fuc83e5r/In-focus-BL-GL-20250107.pdf
BL soft power คนทำงานเบื้องหลัง ซีรีส์วาย วทันยา นามเมือง วัฒนธรรมแฟนคลับ อุตสาหกรรมซีรีส์ไทย อุตสาหกรรมบันเทิง แฟนคลับ แรงงานทางอารมณ์ แรงงานสร้างสรรค์