classicliterature.it.com

การผลิตครูของเอสโตเนีย-ฟินแลนด์: คุณภาพการศึกษาขั้นสูงของประเทศดาวรุ่งแห่งยุโรป

กว่าทศวรรษที่เทพนิยายการศึกษาฟินแลนด์ได้กลายเป็นแม่แบบการศึกษา เนื่องจากการได้รับผลคะแนน PISA สูงลิ่ว และขึ้นครองอันดับ 1 ของโลก ยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศแนวหน้าในยุโรปหลายแห่งที่เจอกับสถานการณ์ตรงกันข้ามที่เรียกว่า PISA Shock การศึกษาแบบฟินแลนด์กลายเป็นยี่ห้อยอดนิยมในฐานะการศึกษาแบบใหม่ที่เปิดประตูให้กับผู้คน ความโด่งดังของมันไปอยู่ในกระทั่งหนังสารคดีเสียดสีสังคมอเมริกันอย่าง Where to Invade Next (2015) ของไมเคิล มัวร์ ที่สะท้อนว่าระบบการศึกษาของฟินแลนด์เปี่ยมคุณภาพไปพร้อมกับการนำเสนอว่า มีการบ้านน้อยมาก ไม่มีการสอบมาตรฐาน ชั่วโมงเรียนน้อย การเรียนอย่างมีความมสุข การสร้างโรงเรียนที่มีความเท่าเทียมกัน ฯลฯ 

แต่ในช่วงหลัง พบว่าฟินแลนด์ไม่สามารถรักษาระดับคะแนน PISA ได้ในระดับสูงสุดเหมือนเดิม ในทางกลับกัน ประเทศที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่ออย่างเอสโตเนีย เข้าป้ายคะแนนสูงสุดในหมู่ประเทศยุโรปด้วยกัน โดยเฉพาะปีล่าสุด 2025 ที่เพิ่งประกาศไป กระนั้น คะแนนของทั้งยุโรปก็ยังเป็นรองกลุ่มประเทศในเอเชียที่มีฐานวัฒนธรรมขงจื่ออย่างสิงคโปร์, มาเก๊า, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และฮ่องกงซึ่งเราจะกล่าวถึงในครั้งต่อๆ ไป แต่ในบทความนี้จะนำเสนอระบบการผลิตครูของ 2 ประเทศที่แม้จะมีความสัมพันธ์กันทั้งในฐานะเพื่อนบ้านและอิทธิพลทางการเมือง แต่ค่อยๆ เติบโตไปคนละทิศละทาง

ประเทศเอสโตเนียเป็นประเทศขนาดเล็กมีประชากรเรือนล้าน เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ก่อนจะประกาศอิสรภาพในปี 1991 หากมองไปที่แผนที่ของประเทศ จะเห็นว่าฝั่งตะวันออกติดรัสเซีย ฝั่งใต้ติดกับลัตเวีย ตอนเหนือติดอ่าวฟินแลนด์และทะเลบอลติก และหากล่องเรือขึ้นไปทางเหนือก็จะไปเจอประเทศฟินแลนด์ ความใกล้ชิดของฟินแลนด์จะเห็นได้จากภาษาที่ภาษาเอสโตเนียถือว่าร่วมรากกับภาษาฟินนิช และจะได้รับอิทธิพลอีกมากในช่วงที่จะประกาศเอกราช

การปฏิวัติด้วยเสียงร้องเพลง เป็นชื่อเรียกของการประท้วงเพื่อเรียกร้องเอกราชของเอสโตเนีย แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟินแลนด์ ว่ากันว่าปลายทศวรรษ 1980 ต่อต้นทศวรรษ 1990 ฟินแลนด์ทำตัวราวกับพี่ใหญ่ที่สนับสนุนทางการเงิน การฝึกอบรมและส่งทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือเอสโตเนียสร้างรัฐประชาชาติขึ้นมาเพื่อเป็นกันชนกับสหภาพโซเวียต และการช่วยเหลือหนึ่งในนั้นคือ ด้านการศึกษาพบว่า ได้มีการส่งคนรุ่นใหม่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในฟินแลนด์ เช่นเดียวกับการฝึกอบรมในโปรแกรมต่างๆ ตั้งแต่ปี 1988-1991 ส่งผลต่อการสร้างข้ารัฐการ, นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในเวลาต่อมา

เอสโตเนียเริ่มเข้าร่วมวัดผล PISA ตั้งแต่ปี 2006 ในครั้งแรกก็ติดอันดับ 13 ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ลักษณะดังกล่าวจึงนำมาสู่คำถามว่า เบื้องหลังความน่าตื่นตาของตัวเลขนี้ ระบบผลิตครูที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเป็นอย่างไร


แนวคิดทางการศึกษาเอสโตเนีย: ไผ่แยกกอไปจากรุ่นพี่อย่างฟินแลนด์


การปฏิรูปการศึกษา Peruskoula (basic school) ของฟินแลนด์เริ่มขึ้นในปี 1972 โดยเงื่อนไขสำคัญของกระบวนการปฏิรูปอยู่ที่การลดความตึงเครียดระหว่างชนชั้นทางสังคมและพรรคการเมืองที่สะสมมาจากช่วงสงครามโลก, การเน้นย้ำความเสมอภาคของการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจ, การมีส่วนร่วมของผู้ได้เสีย, รัฐสภาให้ความสำคัญกับกฎหมายระบบโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญต่อการปฏิรูปในอนาคต, ระบบรัฐการฟินแลนด์ถูกทำให้ยืดหยุ่นมากกว่าประเทศอื่นๆ, โครงสร้างบริหารทั้งระดับชาติและท้องถิ่นการันตีความยั่งยืนของการปฏิรูป, การจัดโครงสร้างใหม่ของระบบการศึกษาทำให้เทศบาลสามารถยกระดับการศึกษาและลงทุนในสถาบันการศึกษา เนื่องจากรัฐสนับสนุนเงินอย่างมาก การจัดองค์กรโรงเรียนใหม่ ทำลายผลประโยชน์ของชนชั้นนำเดิมและโครงสร้างแบบเดิมนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการปฏิรูป จากนั้นไป โรงเรียนทุกแห่งๆ จะได้รับการสนับสนุนอย่างเท่าเทียมกัน บนฐานของแนวคิดของประเทศรัฐสวัสดิการ

ความเท่าเทียมของฟินแลนด์มีแกนหลักสำคัญอยู่อย่างน้อย 2 ประการในสายตาผู้เขียน นั่นคือการกระจายอำนาจไปที่เทศบาลและคุณภาพของการผลิตครู ระบบของฟินแลนด์จะเป็น 9+3 นั่นคือการศึกษาพื้นฐาน 9 ปีแรก ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น และ 3 ปีหลังเป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นแบ่งเป็นสายวิชาการและสายอาชีพ อยู่ภายใต้อำนาจของท้องถิ่นในการสนับสนุนและควบคุมคุณภาพ จึงนับเป็นการศึกษาแบบกระจายอำนาจ มีการสอบวัดมาตรฐานเพียงเล็กน้อย โดยวางอยู่บนรากฐานของการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดยไม่คำนึงพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจ กว่าจะถึงระดับมัธยมปลาย 

การศึกษาแบบเอสโตเนียนั้นแตกต่างออกไปคือ เทศบาลจะควบคุมการศึกษาจนถึงมัธยมต้น (9 ปีแรก) ขณะที่อีก 3 ปีหลังจะถูกควบคุมโดยรัฐบาลกลาง ทั้งยังเน้นการสอบวัดมาตรฐานระดับชาติ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการวัดและประเมินผลที่เข้มข้น เรียกได้ว่าหากเอสโตเนียจะเน้นการวัดผลการเรียนรู้อย่างจริงจังแล้ว ฟินแลนด์กลับอยู่บนการเรียนรู้บนฐานปรากฏการณ์ และให้อิสระกับนักเรียนในการค้นหามากกว่า สำหรับฟินแลนด์การสอนจะวางให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางโดยมีครูเป็นผู้จัดกระบวนการมากกว่าผู้สอน จึงเน้นการทำความเข้าใจในเชิงลึกมากกว่าการจดจำ ในห้องเรียนแบบฟินแลนด์จึงเน้นเทคโนโลยีน้อยกว่าของเอสโตเนีย แต่มุ่งเน้นไปที่การสื่อสารกันทางสังคม การถกเถียงและการใช้วิธีคิดเชิงวิพากษ์

จุดเด่นของเอสโตเนียคือ ในห้องเรียนจะเน้นการใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อจัดการเรียนรู้ ประเมินผล และการสื่อสาร ทั้งยังเน้นวิชาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) และ digital literacy ตั้งแต่ยังเล็ก การเรียนบนฐานเรียนรู้ผ่านโครงการเป็นเรื่องปกติ ภายใต้หลักสูตรที่มีโครงสร้างชัดเจน  การที่เอสโตเนียเน้นด้านการเทคโนโลยีดิจิทัล มาจากนโยบายระดับชาติที่วางแผนมาอย่างดี ตั้งแต่หลังประกาศอิสรภาพก็วางแผนในอนาคตไว้กับนวัตกรรมทางดิจิทัลโดยเฉพาะโปรแกรมที่ชื่อแปลว่า ‘เสือทะยาน’ (Tiger Leap) เมื่อปี 1997 ที่สร้างระบบคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตโยงใยกับทุกโรงเรียน และสร้างการแข่งขันบนแกนหลักที่ว่าด้วย digital literacy ทุกวันนี้จึงมีการสอนโค้ดดิ้งกันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ


การผลิตครูของฟินแลนด์: ระบบปิดอันเข้มงวดบนฐานการศึกษาเสมอภาค


การผลิตครูของฟินแลนด์อยู่บนฐานคิดว่า วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงและต้องเป็นระบบปิด หลักการสำคัญของผลิตครูนั้นมี 3 ประการคือ คุณค่าและทัศนคติที่อยู่เบื้องหลังหลักสูตร ประการที่สอง ขอบเขตของความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่ควรเรียนและสุดท้ายคือ ที่มาของขอบเขตของความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่ควรเรียนว่าเป็นมาอย่างไร

การเป็นระบบปิดทำให้ฟินแลนด์เข้มงวดการสอบตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย มีการสอบ 2 รอบ รอบแรกคือการสอบ VAKAVA (Valtakunnallinen kasvatusalan valintakoeverkosto) เป็นการสอบข้อเขียนในเวลา 3 ชั่วโมง เน้นการสอบอิงบทความวิจัย ผู้สอบจะได้บทความเกี่ยวการศึกษา จิตวิทยาหรือสังคมวิทยาเพื่อประกอบการตอบคำถามเพื่อเน้นการวิเคราะห์ขั้นสูง การคิดเชิงตรรกะ และการประมวลผลข้อมูลเชิงวิชาการ

เมื่อผ่านการสอบรอบนี้แล้วจะสอบในรอบต่อไปคือ การสอบวัดความถนัดครู การสอบรอบนี้จะอยู่บนฐานของ MAP หรือโมเดลเชิงกระบวนการสมรรถนะครูพหุมิติที่วัดความสามารถใน 5 ขอบเขต ได้แก่ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนการสอน, ทักษะทางปัญญา, ทักษะด้านสังคม, ทัศนคติและคุณลักษณะส่วนบุคคล และความเป็นอยู่ทางวิชาชีพที่ดี โดยจะวัดจากศักยภาพในการเรียนรู้, ความสามารถในการเข้าถึงความรู้และมีทักษะที่ต้องการ, ความมุ่งมั่นที่จะสำเร็จการศึกษา และมีเหมาะสมต่อภารกิจทางการศึกษา เพื่อให้เห็นภาพการสอบ มีตัวอย่างการสอบวัดความถนัดครูในระดับอนุบาลที่ผู้เขียนบล็อกระบุไว้ว่าจะมีการสอบสัมภาษณ์และสถานการณ์กิจกรรมกลุ่ม ก่อนจะเริ่มกลุ่มได้รับแจกหนังสือการ์ตูนแล้วก็เปิดวงอภิปรายกันและทำโน้ต จากนั้นก็ถูกเชิญเข้าห้องเรียน ในห้องนั้นจะมีผู้สมัคร 4 คน นั่งเก้าอี้หันหน้าเข้าหากันโดยไม่มีโต๊ะ จะมีผู้สังเกตการณ์อยู่ข้างๆ โดยไม่รบกวนการสนทนาใช้เวลา 15 นาที จากนั้นก็จะนำไปสู่ขั้นตอนการสัมภาษณ์ใช้เวลา 10 นาที ทำการอภิปรายถึงประเด็นต่างๆ แล้วก็ตามด้วยคำถามง่ายๆ อย่างทำไมถึงอยากเป็นครู การสอบบางกรณีแทนที่จะเป็นการ์ตูนก็เป็นบทความ เมื่อส่งเข้าไปในห้องเรียนก็จะมีอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการออกแบบโฆษณาเกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาลที่แห่งนั้นใช้เวลา 15 นาทีเช่นกัน ก็จะเป็นคำถามว่า เหตุใดจึงอยากเป็นครูโรงเรียนอนุบาล ทำไมถึงเลือกที่นี่ ทำไมถึงอยากสอนเด็กเล็ก ฯลฯ

คุณสมบัติของคนที่เป็นครูฟินแลนด์นั้น ตามกฎหมาย จะแบ่งเป็นครูระดับปฐมวัย, ครูระดับประถมศึกษา, ครูระดับมัธยมศึกษา, ครูอาชีวศึกษา และครูแนะแนว ครูระดับปฐมวัยกับครูอาชีวศึกษานั้นเพียงแค่จบปริญญาตรีก็ได้ แต่นอกจากเหนือนั้นต้องจบปริญญาโท ขณะที่ครูระดับประถมศึกษาเน้นว่าจะต้องจบปริญญาโทด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เท่านั้น ขณะที่ครูระดับมัธยมศึกษาที่มักจะเป็นผู้สอนวิชาเอก แต่ต้องผ่านการเรียนวิชาชีพครู 60 หน่วยกิตการศึกษายุโรป (หรือ ECTS : European Credit Transfer and Accumulation System) เสียก่อน

ตัวอย่างหลักสูตรวิชาชีพครู 60 หน่วยกิต แบ่งเป็นหมวดวิชาพื้นฐาน 25 หน่วยกิต และหมวดวิชาเฉพาะทาง 35 หน่วยกิต หมวดวิชาพื้นฐาน ได้แก่ ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เบื้องต้น, จิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการศึกษา, การสอนและการวัดและประเมินผลเบื้องต้น, การศึกษาและเลี้ยงดูในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคม, การสนับสนุนผู้เรียนและความเป็นอยู่ที่ดี, การบริหารจัดการการศึกษาและวัฒนธรรม และการฝึกสอนเตรียมความพร้อม หมวดวิชาเฉพาะทาง ได้แก่ วิทยาการสอนวิชาเฉพาะ ที่แบ่งเป็น 3 วิชา นั่นคือ พื้นฐานการสอน, การพัฒนาสู่การเป็นครูสอนวิชาเฉพาะ, ครูสอนวิชาเฉพาะในฐานะผู้เชี่ยวชาญและขับเคลื่อนชุมชน และ สัมมนาวิจัยวิทยาการสอนวิชาเฉพาะ, การฝึกหัดครูแบบมีผู้แนะนำขั้นต้น, ขั้นสูง และเชิงประยุกต์

ความขึ้นชื่ออีกประการของระบบการผลิตครูฟินแลนด์ก็คือ การทำวิทยานิพนธ์ในฐานะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่มีงานวิจัยเป็นฐาน (research-based teacher education) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกับการผลิตครูมาเกือบ 50 ปี งานวิจัยถือเป็นฐานสำคัญในการปรับปรุงการสอน ยิ่งการมีชื่อเสียงจากคะแนน PISA แนวคิดด้านการผลิตครูเช่นนี้ก็ได้รับการตอบรับมากเป็นงานตามตัว จะพบงานวิจัยเชิงคุณภาพกลับยึดครองตำแหน่งแห่งที่ของงานวิจัยด้านการศึกษา ซึ่งแตกต่างจากเมืองไทยที่งานวิจัยเชิงปริมาณเป็นใหญ่ แต่ก็มีการวิจัยเชิงสำรวจวิทยานิพนธ์เหล่านี้ว่า ผลการวิจัยอาจยากที่จะประยุกต์ความรู้บนฐานวิจัยไปสู่แนวปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้


การผลิตครูของเอสโตเนีย: ระบบเปิดอันยืดหยุ่นสร้างสมรรถนะในการแข่งขัน


ประเทศเอสโตเนียได้สร้างกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ หรือ Estonian Qualifications Framework (EstQF) ไว้ตั้งแต่ปี 2005 แบ่งเป็น 8 ระดับ สัมพันธ์กับระดับการศึกษา เช่น  Level 1 คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน เทียบกับแรงงานพื้นฐานทั่วไป, Level 5 วุฒิอาชีวศึกษาระดับสูง เทียบกับช่างเทคนิค, Level 6 คือ ปริญญาตรี เทียบกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ครูระดับปฐมวัยและครูอาชีวศึกษาระดับต้น ส่วน Level 7 คือ ปริญญาโท เทียบกับ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส, ผู้จัดการและครูผู้สอนระดับพื้นฐานและมัธยมปลาย อันที่จริงของฟินแลนด์ก็มีกรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่ชื่อ FiNQF แต่ด้วยระบบการผลิตครูแบบปิดของฟินแลนด์จึงต่างไปกับวิธีการจัดการของเอสโตเนีย นั่นคือ ไม่ได้ใช้เพื่อเทียบสำหรับการโอนเข้ามาในระบบครู

ภายใต้ EstQF Level7 ของครู ระบบต้องการให้พวกเขาเหล่านั้นมีสมรรถนะในการสนับสนุนผู้เรียน, วางแผนการเรียนรู้และจัดกิจกรรมการสอน, การสอนที่เข้าใจผู้เรียนที่มีความแตกต่างและแนะนำนักเรียนเพื่อใช้เทคโนโลยีดิจิทัล, การสะท้อนกลับและพัฒนาด้านทางวิชาชีพ, การสร้างความร่วมมือกับผู้เรียนและผู้ปกครอง และการพัฒนา สร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมด้านการวิจัย 

ดังนั้น หากเลือกเป็นครูระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จะต้องได้ EstQF Level7 ก็ต้องไปเรียนปริญญาตรี 3 ปี (ไม่จำเป็นต้องสายครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์) แล้วต่อด้วยปริญญาโททางด้านการศึกษาอีก 2 ปี ตัวอย่างเช่นในระบบของมหาวิทยาลัย Talin จะแบ่งกลุ่มหลักสูตรเป็น ปริญญาตรีด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์และทั่วไป แล้วมีหลักสูตรปริญญาโทด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เช่น หลักสูตรครูด้านประวัติศาสตร์และสังคมศึกษา, หลักสูตรครูปฐมวัย, หลักสูตรครูพลศึกษา, หลักสูตรครูศิลปะ หรือหลักสูตรครูผู้สอนหลายวิชา ฯลฯ 

ขอยกตัวอย่างหลักสูตร 2 หลักสูตรเทียบกับคือ ครูประถมศึกษา ระดับปริญญาตรี-โท และครูผู้สอนหลายวิชา ระดับปริญญาโท หลักสูตรครูประถมศึกษาใช้เวลาเรียน 5 ปี จำนวน 300 หน่วยกิต แบ่งเป็นกลุ่มวิชาต่างๆ (ตัวเลขในวงเล็บคือหน่วยกิต) ที่เป็นวิชาบังคับได้แก่ หมวดวิชาทั่วไประดับมหาวิทยาลัย (18), วิจัยเบื้องต้น (18 ซึ่งมีเรียนถึง 3 วิชา แบ่งเป็นวิธีวิทยาวิจัยการศึกษา, การวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ และสัมมนาวิทยานิพนธ์), วิชาด้านการสอน (66 แบ่งเป็น 11 วิชา สัมพันธ์กับการสอนที่หลากหลายของชั้นประถมศึกษา), วิชาที่ใช้สอนสำหรับชั้นประถมศึกษา (36), การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ (18 แบ่งเป็น 3 วิชา), วิชาการศึกษาทั่วไปและจิตวิทยา (42 แบ่งเป็น 7 วิชา เน้นการทำความเข้าใจการเรียนรู้และพัฒนาการและให้คำปรึกษานักเรียน), วิทยานิพนธ์ (18) วิชาบังคับเลือก ได้แก่ วิชาเลือกสำหรับวิชาชีพครู (18), ความเชี่ยวชาญทางภาษา (6) และวิชาเลือกเสรี (60) จะเห็นว่ากลุ่มวิชาที่มากที่สุดคือ ด้านการสอนและการศึกษาทั่วไปและจิตวิทยา และยังต้องทำวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาด้วย

ส่วนหลักสูตรครูผู้สอนหลายวิชานั้นจะเป็นหลักสูตรระดับปริญญาโทที่รองรับกับผู้ที่แม้จะไม่ได้เรียนด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ใช้เวลาเรียน 2 ปี จำนวน 120 หน่วยกิต แบ่งเป็นกลุ่มวิชาต่างๆ ที่เป็นวิชาบังคับได้แก่ กลุ่มวิชาวิจัยบนฐานสมรรถนะ (12), กลุ่มวิชาในด้านการศึกษาและจิตวิทยา (30 แบ่งเป็น 4 วิชา) วิทยานิพนธ์ (15) และมีวิชาบังคับเลือก ได้แก่ การสอนและการฝึกปฏิบัติ (30 มีหลากหลายวิชาให้เลือกขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการสร้างความเชี่ยวชาญด้านใด), วิชาแกนหลัก (33 เน้นการสร้างความลึกซึ้งของความรู้ในวิชาที่สอนและสร้างความเชื่อมโยงกับวิชาที่แตกต่างกันและในขอบเขตเดียวกันได้) จะเห็นว่ากลุ่มวิชาที่มากที่สุดคือ ด้านการศึกษาและจิตวิทยา, การสอนและการฝึกปฏิบัติ และ วิชาแกนหลัก โดยเฉพาะ 2 วิชาหลังจะเป็นตัวกำหนดความถนัดและความเชี่ยวชาญในการสอนต่อไป น่าสังเกตว่าระดับปริญญาโทจะไม่เน้นการเรียนการสอนเป็นวิชาย่อยๆ สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนที่ต่างจากหลักสูตรปริญญาตรี-โทที่เรียนเต็มเวลา แต่หลักสูตรนี้ก็ยังต้องทำวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาเช่นกัน ทั้งสองหลักสูตรระบุว่า การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์จะต้องเปิดให้เข้าถึงได้โดยสาธารณะ

ด้วยกลไกเช่นนี้ทำให้ช่องทางการเป็นครูจึงยังเปิดกว้างเสมอ แม้ตอนเรียนปริญญาตรีจะยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเป็นครูก็ตาม ที่การผลิตครูของเอสโตเนียเป็นระบบที่เปิดมากกว่าฟินแลนด์ นอกจากเหตุผลว่า ปรัชญาการศึกษาและการมองโลกที่ต่างกันแล้ว เอสโตเนียยังประสบปัญหาครูขาดแคลน จึงพยายามดึงดูดบุคลากรข้ามสายงานมาเป็นครู เห็นได้จากการตั้งเป้ายกระดับค่าตอบแทนครูให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยแรงงานของประเทศ 120% เพื่อดึงคนเก่งเข้ามา 

ที่น่าสังเกตคือ มีการสร้างโปรแกรม ‘Noored Kooli’ (Youth to school) เพื่อดึงผู้มีความสามารถที่ไม่ต้องจบครูก็มาสอนได้ แบบเดียวกับ ‘Teach for America’ ของสหรัฐอเมริกาที่มีการจูงใจให้คนเปลี่ยนสายมาเป็นครู กรณี Noored Kooli จะพัฒนาความเป็นครูใน 2 ปี ในปีแรกจะเน้นการพัฒนาศักยภาพรายบุคคลและการเสริมทักษะการเรียนรู้ ส่วนปีที่ 2 จะพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำและริเริ่มโครงการที่สร้างสรรค์ร่วมกันในโรงเรียน เพื่อยกระดับทักษะการเรียนรู้, ทักษะทางสังคม รวมไปถึงแรงจูงใจของนักเรียน การสร้างความเป็นผู้นำทำให้ผู้จบหลักสูตรนี้จึงไปเป็นครู หรือกระทั่งผู้บริหารโรงเรียน หลักสูตรนี้ยังสร้างบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอีกไม่น้อย 

อีกส่วนคือการให้ผู้มีวุฒิปริญญาตรีสาขาอื่นเข้ามาเรียนโมดูลวิชาครู เพื่อต่อยอดให้ได้ EstQF Level7 แสดงให้เห็นการสร้างสะพานเข้าไปเชื่อมกับคนนอกสายการสอนที่มีความสามารถให้เข้ามาเป็นครูได้ โดยเฉพาะวิชาทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ และคณิตศาสตร์ที่เปิดรับกันอย่างกว้างขวาง เข้าใจว่าบางแห่งผู้สอนที่จบศาสตร์เหล่านี้โดยตรงแต่ไม่มีวุฒิครูก็ใช้ช่องทางนี้ในการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทไปด้วย

ตามที่กล่าวมา อาจเทียบทิศทางการผลิตครูและระบบการศึกษาของทั้งสองประเทศว่า มีพื้นฐานที่ต่างกัน ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย และรัฐสวัสดิการที่พยายามสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ การผลิตครูมีลักษณะเป็นระบบปิดมากกว่า และให้ความสำคัญกับวิชาชีพครูเป็นอย่างสูง ขณะที่เอสโตเนียนั้นเน้นสร้างการแข่งขันของปัจเจกและความยืดหยุ่นมากกว่าเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และลดปัญหาการขาดแคลนครูจึงพยายามสร้างแรงจูงใจเพื่อจะดึงคนมีพรสวรรค์เข้ามาเป็นผู้สอนในโรงเรียน 

เมื่อเทียบกับระบบการศึกษาของไทยแล้ว ในเชิงคุณภาพก็ถือได้ว่าฟ้ากันเหว รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจสังคมและจำนวนประชากรที่มากกว่าทั้งสองประเทศอย่างมาก การศึกษาของไทยยังรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทั้งในเชิงพื้นที่ และการกระจายทรัพยากร ขณะที่ระบบผลิตครูเองก็ประสบปัญหาจากการที่รับนักศึกษามหาศาล จำนวนการสอบแข่งขันแต่ละปีเป็นประจักษ์พยานเช่นนี้ แต่ที่น่าตกใจก็คือ จำนวนผู้สอบผ่านตามเกณฑ์ก็ยังน้อยแสนน้อย ยังไม่นับว่า ข้อสอบคัดเลือกของวิชาเอกเองก็เป็นปัญหาในระดับที่ว่า ความยากเทียบไม่ได้กับข้อสอบของนักเรียนระดับมัธยม แล้วเราจะคาดหวังอะไรกับคุณภาพการศึกษา หากหวังจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ระบบการผลิตครูที่มีคุณภาพ มิใช่หรือที่เราจำเป็นต้องเรียกร้องและสร้างจินตนาการใหม่ถึงมัน ในฐานะการศึกษาของคนทั้งมวล

การผลิตครูจากทั่วโลก การศึกษาในฟินแลนด์ ครู ฟินแลนด์ ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ระบบการศึกษา ระบบผลิตครู สาธารณรัฐเอสโตเนีย เอสโตเนีย

เรื่อง: ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

อาจารย์สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์สังคม การศึกษา การกระจายอำนาจ พื้นที่เมือง-ชนบทและแรงงาน การศึกษาระดับปริญญาโทและเอกของเขาได้ประสบการณ์มาจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปลี่ยนสายมาจากการเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรในสมัยปริญญาตรี คอลัมน์ของเขาเน้นไปที่การอ่านประวัติศาสตร์สังคมไทยผ่านวรรณกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อประชานิยมทั้งหลาย

Update: 2026-09-23
Tags: