classicliterature.it.com

การลักลอบขนกัญชาจากไทยไปต่างประเทศ ท่ามกลางสุญญากาศทางกฎหมายกัญชา

ประเทศไทยออกประกาศปลดกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้กัญชากลายเป็นสมุนไพรควบคุม และบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีสามารถซื้อกัญชาเพื่อสูบผ่อนคลายในเชิงสันทนาการได้

เบื้องหลังนโยบายดังกล่าว เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยให้ข้อมูลว่า ช่วงเวลาดังกล่าวคณะรัฐมนตรี ที่นำโดยอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข จากพรรคภูมิใจไทย ชูนโยบายเรื่องกัญชาเสรีในการหาเสียงทางการเมือง มีการตกลงกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า  ถ้ากระทรวงสาธารณสุขปลดล็อกกัญชาเสรี จะต้องมีพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ออกมาควบคู่ แต่ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวกลับไม่ผ่านการเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ ทำให้นโยบายกัญชาเสรีถูกประกาศใช้โดยกระทรวงสาธารณสุข ในขณะที่ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ถูกตีตกจากรัฐสภาท่ามกลางปัญหาการเมืองในประเทศไทย

เมื่อเป็นเช่นนั้น นโยบายกัญชาเสรีจึงขาดกลไกทางกฎหมายเฉพาะควบคุม ก่อให้เกิดปัญหาการลักลอบนำเข้าและส่งออกกัญชา โดยไม่มีบทลงโทษที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมาย 2 ฉบับที่ใช้จัดการปัญหาดังกล่าวคือ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542  มีบทบัญญัติว่า การส่งออกกัญชามีบทลงโทษตามมาตรา 78 คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ที่มีบทบัญญัติว่า การลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร  มีบทลงโทษความผิดฐานลักลอบส่งออกจำคุกไม่เกิน 10 ปี โทษปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของกลางที่ยึดได้ อย่างไรก็ดี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ให้อำนาจคณะกรรมการเปรียบเทียบในการยุติคดีในชั้นศุลกากรได้ เงื่อนไขคือหากผู้กระทำผิดยอมรับสารภาพ ยอมยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน และจ่ายค่าปรับตามที่กำหนด คดีจะถือว่าสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องไปถึงศาล ความสะดวกในการยอมความได้กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้กลุ่มลักลอบขนกัญชายอมเสี่ยงเดินทางเข้าประเทศไทย และขนกัญชาไปยังต่างประเทศ 

จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ปัจจุบันกัญชามีสถานะเป็นสมุนไพรควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งหมายความว่าแม้การครอบครองและการค้ากัญชาภายในประเทศจะถูกกฎหมายในทางเทคนิค สำหรับการใช้ทางการแพทย์และเชิงพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาต แต่การส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาตยังคงผิดกฎหมาย แต่มีบทลงโทษที่ไม่เข้มงวด จากการขาดกฎหมายควบคุมกัญชาโดยเฉพาะ ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายในการลักลอบส่งออก

ช่องทางลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศ

“คำว่า ‘กัญชาเสรี’ ไม่ใช่คำที่ถูกต้องในการอธิบายสถานะกัญชาในประเทศไทย เพราะเรามีข้อห้ามในการแปรรูปและส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มาจากกัญชา”

อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ให้สัมภาษณ์โดยเน้นย้ำถึงกระบวนการควบคุมการนำเข้า-ส่งออกกัญชาผิดกฎหมายที่ ป.ป.ส. ยังคงเฝ้าจับตา ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ช่องทางที่นิยมที่สุดคือทางสนามบิน ผ่านการลักลอบขนโดยกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสาร, รองลงมาคือการขนส่งผ่านทางพัสดุ และการขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์ร่วมกับสินค้าอื่นๆ ทางเรือ 

ข้อมูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระบุว่า การสกัดกั้นกัญชาทางท่าอากาศยานผ่านความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากร, บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งชาติ (NCA) ของสหราชอาณาจักร ได้มีข้อตกลงร่วมกันในโครงการปฏิบัติการสกัดกั้นการลำเลียงกัญชาผ่านทางสนามบิน สรุปสถิติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-ธันวาคม 2568 สามารถตรวจพบการกระทำความผิดรวม 789 คดี จากสัมภาระ 1,193 ใบ จับกุมผู้ต้องหา 789 ราย ตรวจยึดกัญชาน้ำหนักรวมประมาณ 19,200 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 144 ล้านบาท 

ทั้งนี้ สัดส่วนผู้กระทำผิดจำแนกตามสัญชาติมาจาก 47 สัญชาติ พบว่าผู้กระทำผิดสัญชาติอังกฤษมีจำนวนมากที่สุดจำนวน 421 ราย คิดเป็น 53.4% ของผู้กระทำผิดทั้งหมด ในส่วนของสัญชาติอื่นๆ 367 รายมาจาก 46 สัญชาติได้แก่ มาเลเซีย (52 ราย) อินเดีย (49 ราย) ฝรั่งเศส (37 ราย) ไทย (28 ราย) อเมริกัน (21 ราย) และที่เหลือเป็นสัญชาติอื่นๆ โดยจุดหมายปลายทางที่พบการนำเข้ากัญชาสูงสุด ได้แก่ ยุโรปและสหราชอาณาจักร เช่น London, Glasgow, Birmingham, Edinburgh ในเอเชียเช่น Hong Kong, Bengaluru, Kolkata, Shanghai และอเมริกาใต้ เช่น Sao Paulo, และตะวันออกกลาง เช่น Dubai, Doha 

นอกจากนี้ สายการบินที่ถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบขนกัญชาพบว่ามีการใช้สายการบินหลากหลายสัญชาติ โดยกระจุกตัวอยู่ในสายการบินระหว่างประเทศขนาดใหญ่เป็นหลัก

สายการบินที่พบการกระทำผิดสูงสุด ได้แก่ Qatar Airways จำนวน 138 คดี คิดเป็น 17.6%, Thai Airways จำนวน 105 คดี คิดเป็น 13.4%, Etihad Airways จำนวน 80 คดี คิดเป็น 10.2%, Cathay Pacific จำนวน 78 คดี คิดเป็น 9.9%, Gulf Air จำนวน 56 คดี คิดเป็น 7.1%, สายการบิน 5 อันดับแรกรวมกันคิดเป็นประมาณ 58% ของคดีทั้งหมด 

ถัดมาที่การสกัดกั้นการลำเลียงกัญชาทางพัสดุไปรษณีย์ ข้อมูลจากปปส. ระบุว่า มีการจับกุมรวมในปี 2568 ทั้งสิ้น 2,385 ราย น้ำหนักรวม 4,658 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 67.02 ล้านบาท จำแนกเป็นการลักลอบนำเข้า 26 ราย น้ำหนัก 117 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 1.50 ล้านบาท และการลักลอบส่งออก 2,359 ราย น้ำหนัก 9,540 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 65.52 ล้านบาท และการสกัดกั้นการลำเลียงกัญชาทางท่าเรือตรวจพบเฉพาะการส่งออกจำนวน 7 ราย น้ำหนักรวม 6,055 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 87.30 ล้านบาท

ในจำนวนการจับกุมทั้งหมด มีกรณีศึกษาการลักลอบที่น่าสนใจเช่น กรณีที่หนึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรและตำรวจสกัดกั้นขบวนการลักลอบขนดอกกัญชา ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ระหว่างเดือนมีนาคม–กันยายน 2568 รวม 7 คดี น้ำหนักของกลางรวม 406 กิโลกรัม โดยผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ ใช้เส้นทางบินที่ซับซ้อนเพื่อเลี่ยงมาตรการตรวจค้นที่เข้มงวด กลุ่มผู้กระทำผิดเลือกใช้สนามบินนานาชาติสมุยเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อหลีกเลี่ยงระบบคัดกรองที่มีความเข้มข้นสูงและฐานข้อมูลความเสี่ยงที่หนาแน่น ณ สนามบินสุวรรณภูมิ จากนั้นต่อเครื่องบินไปยังประเทศสิงคโปร์ในฐานะจุดแวะพัก ก่อนจะเดินทางต่อไปยังปลายทางสุดท้ายคือสหราชอาณาจักร

กรณีศึกษาที่สองปปส.ร่วมกับกรมศุลกากร จับกุมชาวต่างชาติ 2 คนที่เข้ามายังประเทศไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยว และเตรียมลักลอบนำกัญชาน้ำหนักรวมกว่า 36 กิโลกรัม โดยสำแดงเท็จเป็นหมอน เพื่อเตรียมส่งพัสดุระหว่างประเทศไปยังประเทศอังกฤษ และกรณีศึกษาที่สาม มีการตรวจพบกัญชาอัดแท่งและช่อดอกกัญชา และกัญชามวนน้ำหนักรวมกว่า 1.4 ตัน มูลค่า 25 ล้านบาท ถูกซุกซ่อนในตู้สินค้าสองตู้ เตรียมส่งออกไปสหราชอาณาจักร ผู้ส่งออกทั้งสองรายนำข้อมูลการส่งออกเข้าสู่ระบบกรมศุลกากร รายหนึ่งสำแดงเป็นถุงมือผ้า อีกรายสำแดงเป็นพื้นยางฟิตเนส

“เราตรวจยึดได้ทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติของกรมศุลกากร”

ศิวชาติ ฉัตรตรัสตรัย หัวหน้าฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 1 ส่วนสืบสวนปราบปราม 3 กรมศุลกากร ให้ข้อมูลว่ารูปแบบการอำพรางขึ้นอยู่กับประเภทของการขนส่ง ถ้าเป็นพัสดุไปรษณีย์หรือกระเป๋าสัมภาระ ก่อนหน้านี้จะพบว่ามีการอำพรางอยู่ในสิ่งของอื่นๆ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, อาหารแห้ง หรือใช้เสื้อผ้าปกปิดอำพราง แต่ปัจจุบันพบว่าเมื่อมีการสุ่มตรวจเปิดกล่องพัสดุต้องสงสัยจะเจอหีบห่อกัญชาเลย ผู้ลักลอบไม่นิยมอำพรางไปกับสิ่งของชนิดอื่น เนื่องจากต้องการความคุ้มค่าทางปริมาณต่อการขนส่งหนึ่งครั้ง และเนื่องจากต้นทุนราคากัญชาในประเทศไทยนั้นถูกมาก การลักลอบส่งออกสำเร็จเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถสร้างกำไรได้หลายเท่าตัว

ในขณะที่กรมศุลกากรระบุว่า การตรวจยึดกัญชาทางการขนส่งทางอากาศกลายเป็นเรื่องปกติที่ตรวจยึดได้ในทุกวัน ความท้าทายในการตรวจติดตามกับตกอยู่ที่การลักลอบส่งออกทางท่าเรือ แม้ว่าจะมีจำนวนความถี่ในการลักลอบขนที่ต่ำ 1-2 เดือนต่อครั้ง แต่ด้วยปริมาณการลักลอบส่งออกที่สูงมากกว่า 1 ตันขึ้นไปต่อครั้ง ทำให้มีความเสี่ยงสูงหากมีการหลุดรอดไปแม้เพียงครั้งเดียว

ในภาพรวมการลักลอบส่งออกกัญชาทั้งหมดในประเทศไทยพบว่า จำนวนปริมาณที่กรมศุลกากรตรวจยึดได้ปี 2567 ทั้งหมด 786 คดีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 4,598 กิโลกรัม ในส่วนของปี 2568 ตรวจยึดทั้งหมด 3,135 คดี น้ำหนักรวมอยู่ที่ 34,719 กิโลกรัม และในปี 2569 เฉพาะมกราคมเดือนเดียว 464 คดี น้ำหนักรวม 6,500 กิโลกรัม แนวโน้มการลักลอบส่งออกกัญชาและตรวจจับได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

เบื้องหลังการกลายเป็นแหล่งลักลอบขนกัญชาระดับโลก

ประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยระบุว่า ขบวนการลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศเฟื่องฟู เพราะประเทศไทยไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจน ทั้งที่จริงหากประเทศไทยมีพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ออกมา กระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายกัญชาต้องมีการควบคุมตั้งแต่การผลิต แปรรูป และส่งออก

ประสิทธิ์ชัยย้ำว่าตอนนี้ประเทศไทยกำลังแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสกัดจับ ควบคุมการลักลอบขนกัญชา แต่จำนวนเจ้าหน้าที่กลับไม่เพียงพอ แทนที่จะใช้การออกกฎหมายควบคุม เพื่อให้ผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเต็มที่  สอดคล้องกับอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ที่กล่าวว่า ปปส.ไม่สามารถเข้าจับกุมการลักลอบขนกัญชาได้เหมือนในอดีต ความรับผิดชอบไปตกอยู่ในความดูแลของกรมศุลกากร เพราะว่าเมื่อกัญชาออกจากยาเสพติดประเภทที่ห้า ส่งผลให้ ปปส.จึงไม่สามารถใช้กฎหมายยาเสพติดในการปฏิบัติงานได้ 

อย่างไรก็ดี ปปส. ยังคงทำหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของขบวนการเหล่านี้อยู่ เพราะเครือข่ายยาเสพติดยังคงเป็นเครือข่ายเดิมที่มีการค้ากัญชาและยาเสพติดประเภทอื่นๆ รวมกัน อารีภักดิ์สันนิษฐานว่าเครือข่ายผู้ซื้อกัญชาจากต่างประเทศมีเครือข่ายที่ติดต่อซื้อกัญชาจากไทยตั้งแต่ต้น มีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง X ในการติดต่อสื่อสาร เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อพวกเขาส่งคนเข้ามารับสินค้า จะได้กัญชาที่มีคุณภาพในเกรดที่พวกเขาต้องการ ซึ่งอุปสรรคตอนนี้คือผู้บังคับใช้กฎหมายในไทยไม่สามารถเอาผิดตัวการได้ ทำได้เพียงจับกุมและยึดของกลางคนขนย้ายเท่านั้น จากข้อจำกัดทางกฎหมายที่พวกเขาเผชิญ

ทางฝั่งช่อขวัญ คิตตี้ ช่อผกา นักเคลื่อนไหวกัญชาเสรีและอดีตเจ้าของร้านค้าปลีกกัญชาให้ข้อมูลว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้อกัญชานำกลับไปยังประเทศตนเอง มีทั้งการติดต่อซื้อโดยตรงจากฟาร์มและการตระเวนซื้อจากร้านค้าปลีกทั่วไป ซึ่งคนขายโดยส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่ากัญชาที่ตนเองขายไปนั้น จะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ 

ในฐานะอดีตเจ้าของร้านค้าปลีกกัญชา ช่อขวัญระบุว่าธุรกิจกัญชาในประเทศไทยตอนนี้ ถ้าอยากทำกำไรต้องมีธุรกิจส่วนหนึ่งอยู่นอกเหนือกฎหมาย เช่น การลักลอบขายโดยไม่มีใบรับรอง การทำเช่นนี้ทำให้ธุรกิจกัญชาที่มีใบอนุญาตการขายถูกต้องตามกฎหมายไม่สามารถแข่งขันได้ อีกทั้งความคลุมเครือของกฎระเบียบได้ผลักให้ร้านค้ากัญชากลับไปมีสถานะกึ่งผิดกฎหมาย ยิ่งซ้ำเติมให้การลักลอบส่งออกกัญชา ควบคุมและตรวจสอบได้ยากขึ้น 

ด้านทอฝัน ช่วยชู นักข่าวสืบสวนจากสำนักข่าว Thai PBS ที่ติดตามทำข่าวการลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์ว่าตราบเท่าที่ พ.ร.บ.กัญชา กัญชงยังไม่ถูกบังคับใช้ การลักลอบขนกัญชาไปยังต่างประเทศก็ยังคงดำเนินต่อไป ช่องว่างทางกฎหมายมีส่วนอย่างมาก ที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางในการทำธุรกิจลักลอบขนกัญชา

ยุคใหม่ของการค้ากัญชาในประเทศไทย

ความเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข แถลงว่า กระทรวงสาธารณสุขจะให้เวลากับร้านจำหน่ายกัญชา 3 ปีในการปรับเปลี่ยนสถานะเป็นคลินิกทางการแพทย์เพื่อที่จะดำเนินกิจการจำหน่ายต่อไปได้ สิ่งนี้ถูกเรียกว่าเป็น ‘จุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดช่วงเวลา 4 ปีแห่งความไม่แน่นอนทางกฎหมาย’ ตั้งแต่การยกเลิกการลงโทษทางอาญาสำหรับกัญชา

อย่างไรก็ดีประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ให้ความเห็นว่า “การลักลอบขนส่งกัญชายังมีอยู่ต่อไป และความวุ่นวายหลังจากนี้ คือการเกิดขึ้นใหม่ของกระบวนการกัญชาใต้ดิน”

เขาวิเคราะห์ว่า การพยายามผลักดันให้ร้านจำหน่ายกัญชาเปลี่ยนสถานะเป็นคลินิกทางการแพทย์ จะทำให้ผู้ขายบางส่วนที่ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะได้ กลับไปจำหน่ายกัญชาแบบผิดกฎหมายและยากต่อการควบคุม นอกจากนี้ ประสิทธิ์ชัยมองว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ครั้งหนึ่งเคยผลักดันนโยบายกัญชาเสรี ได้ละทิ้งเจตจำนงในการสานต่อนโยบายดังกล่าวแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีนโยบายอย่างชัดเจนว่า จะผลักดัน พ.ร.บ.กัญชา กัญชงต่อ ทำให้คาดการณ์ว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ประเทศไทยยังคงอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมายควบคุมกัญชา ซึ่งจะส่งผลไปถึงการลักลอบส่งออกที่จะตรวจติดตามได้ยากขึ้นกว่าเดิม

ฝั่งนพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทยให้ข้อเสนอทางนโยบายเร่งด่วนว่า ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมกัญชา ควรนำกัญชากลับไปสู่บัญชียาเสพติด  

“การลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศปีนี้จะเพิ่มขึ้น เพราะว่านักท่องเที่ยวยังคงเข้ามา และระบบการตรวจจับยังมีช่องโหว่” นพ.สมิทธิ์ระบุถึงจำนวนเจ้าหน้าที่สกัดกั้นที่มีจำนวนไม่เพียงพอ

วันนี้ อุตสาหกรรมกัญชาของไทยกำลังอยู่ในสภาวะสุญญากาศ ท่ามกลางการใช้ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 โดยการคุมเข้มช่อดอกกัญชาให้เป็นสมุนไพรควบคุม โดยเน้นใช้ทางการแพทย์และต้องมีใบสั่งแพทย์ในการซื้อเท่านั้น ทำให้สถานะของกัญชาเป็นเพียงสมุนไพรที่มีการควบคุมตามกฎหมายที่กำหนด โดยยังไม่ปรากฏแนวโน้มที่ชัดเจนว่า จะมีการนำกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดในอนาคตอันใกล้


บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลภายใต้รายงาน MEKONG RISK MONITOR ISSUE No. 3 ของทาง Global Initiative Against Transnational Organized Crime ในหัวข้อ ‘THAILAND’S CANNABIS BOOM HAS BECOME A PIPELINE FOR ILLICIT EXPORTS’ โดยสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://globalinitiative.net/…/mekong-risk-monitor-3/… 

กฎหมายกัญชา กัญชา กัญชาเสรี การลักลอบขนกัญชา ณฐาภพ สังเกตุ ณฐาภพ  สังเกตุ นโยบายกัญชา นโยบายกัญชาเสรี นโยบายเสรีกัญชา เสรีกัญชา

Update: 2026-09-14
Tags: