classicliterature.it.com

ทุนโลกไหลมา แต่ต้องมี “ฝายทางปัญญา”

เงินทุนก็เหมือนน้ำ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง น้ำไหลเข้ามาเท่าไร? แต่คือ เมื่อน้ำไหลผ่านแล้ว ผืนดินของเราชุ่มขึ้นหรือไม่?

  • 3 คำถามที่บอร์ดควรชวนฝ่ายจัดการขบคิด

นี่คือสิ่งที่ผมนึกถึงหลังฟัง Tonson Santitarn Sathirathai – ดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ‘ดร.ต้นสน’ พูดเรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย บนเวที Techsauce Global Summit 2026 วันที่ 26 สิงหาคม 2569

ครึ่งปีแรก มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ตัวเลขสวยครับ แต่ตัวเลขสวย ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะแข็งแรงเสมอไป เหมือนคนถ่ายรูปขึ้นกล้อง ก็ไม่ได้แปลว่าผลตรวจสุขภาพจะดี โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า ทุนเข้ามาเท่าไร แต่คือเราเก่งขึ้นเพราะทุนเข้ามา หรือเพียงมีของที่เก่งขึ้นมาตั้งอยู่ในประเทศไทย?

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตด้วยการเพิ่ม Input – คน แรงงาน ทรัพยากร และกำลังการผลิต แต่เมื่อคนเกิดน้อยลง สังคมสูงวัยขึ้น โมเดลเดิมก็เริ่มหมดแรง

เราจึงต้อง ‘ทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น ทำสิ่งเดิมด้วยวิธีใหม่ และทำสิ่งใหม่ที่โลกต้องการ’

เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคน Tech แต่คือ วาระเศรษฐกิจของประเทศ

ดร.ต้นสน อธิบายว่า โลกกำลังเปลี่ยนจาก ‘Efficiency-first → Security-first’ จาก ‘Just in Time → Just in Case’

เมื่อก่อนบริษัทถามว่า ‘ผลิตที่ไหนถูกที่สุด?’ วันนี้ต้องถามเพิ่มว่า ‘ถ้าเกิดวิกฤต ของจะยังส่งมาได้หรือไม่?’

โลกจึงเริ่มกระจายฐานการผลิต และนี่คือโอกาสของไทยในการเป็น Trusted Connector

แต่เราคงชนะด้วยแรงงานราคาถูกตลอดไปไม่ได้ เพราะถ้ายุทธศาสตร์คือ ‘ถูกกว่า’ วันหนึ่งย่อมมีคนถูกกว่าเรา

การลงทุนใหม่กำลังเข้ามาทั้ง AI Infrastructure, Advanced Electronics, Robotics, Bioeconomy และ Green Economy

ดร.ต้นสนจึงตั้งคำถามสองข้อที่ผมคิดว่าสำคัญมาก

‘ไทยทำอะไรให้ New Economy ได้บ้าง?’ และ ‘New Economy ทำอะไรให้ไทยได้บ้าง?’

สองประโยคดูคล้ายกัน แต่ความหมายต่างกันมาก

คำถามแรกคือ เราจะดึงการลงทุนเข้ามาอย่างไร

คำถามที่สองคือ การลงทุนนั้นจะเปลี่ยนประเทศไทยอย่างไร

เราสามารถมี Data Center ระดับโลกตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ แต่หาก AI ไม่ได้เพิ่ม Productivity ให้โรงงาน ฟาร์ม SMEs และคนไทย มันก็อาจเป็นเพียง ‘เกาะแห่งความเจริญ’ ที่มาตั้งอยู่บนแผนที่ประเทศไทย

เพราะ การมีเทคโนโลยีอยู่ในประเทศ ไม่ได้แปลว่าประเทศมีความสามารถด้านเทคโนโลยี

ไทยอาจไม่ต้องแข่งสร้าง LLM ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สามารถสร้าง AI Applications ในสนามที่เรามีความรู้ ข้อมูล และตลาดอยู่แล้ว เช่น สุขภาพ ท่องเที่ยว เกษตร โลจิสติกส์ และบริการทางการเงิน

Longevity Economy ก็เช่นกัน

เรามีจุดแข็งด้านการแพทย์และ Wellness แต่เราจะขยับจาก ‘ให้บริการเก่ง’ ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และ Intellectual Property ได้หรือไม่?

เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกสนาม แต่ต้องรู้ว่า สนามไหนที่เรามีสิทธิ์ชนะ

ประโยคหนึ่งของ ดร.ต้นสน ที่ผมชอบที่สุดคือ

“We should not simply count the dollars. We must turn capital into capabilities.”

การลงทุนรอบนี้คาดว่าจะสร้างงานประมาณ 82,000 ตำแหน่ง และการจัดซื้อในประเทศราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ตัวเลขเหล่านี้สำคัญ แต่ผมคิดว่าเราต้องถามต่อว่า ‘คนไทยเก่งขึ้นหรือไม่?’ ‘บริษัทไทยขยับขึ้นไปอยู่ใน Supply Chain ที่มีมูลค่าสูงขึ้นหรือไม่?’ ‘เราได้สร้าง Technology, Know-how และ IP ของตัวเองหรือไม่?’ และเมื่อสิทธิประโยชน์หมดลง ‘ความสามารถเหล่านั้นยังอยู่หรือไม่?’

เพราะสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียง Capital Inflow แต่คือ Capability Left Behind

และนี่ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้าง ‘ฝายทางปัญญา’ ฝายที่ดีไม่ได้มีไว้หยุดน้ำ แต่มีไว้ ชะลอ กระจาย และเปิดโอกาสให้น้ำซึมลงสู่ผืนดิน

ทุนต่างประเทศก็ควรทำงานเช่นเดียวกัน

โรงงานเข้ามา — คนไทยได้ทักษะ

เทคโนโลยีเข้ามา — บริษัทไทยได้ Know-how

Supply Chain เข้ามา — SMEs ไทยเข้าไปมีส่วนร่วม

บริษัทระดับโลกเข้ามา — มหาวิทยาลัย Startup และงานวิจัยไทยเติบโตตาม

จนเกิดวงจร

Capital → Knowledge → Capability → Ecosystem

นี่คือความแตกต่างระหว่างประเทศที่เพียง ‘รับการลงทุน’ กับประเทศที่ ‘ใช้การลงทุนสร้างความสามารถของตัวเอง’

ฟังจบ ผมเลยคิดว่า ประเทศไทยอาจต้องการ ‘ต้นสน’ แบบนี้อีกสัก 100 ต้น ไม่ใช่เพื่อปลูกป่า แต่เพื่อช่วยกันสร้าง ‘ฝายทางปัญญา’

3 คำถามที่บอร์ดควรชวนฝ่ายจัดการขบคิด

  • ทุนและเทคโนโลยีที่ไหลผ่านองค์กร กำลังทิ้ง ‘ความสามารถอะไร’ ไว้กับเรา?

นอกจากรายได้และกำไร เราได้คนที่เก่งขึ้น Know-how, Technology, Data หรือ IP ที่จะยังอยู่ แม้วันหนึ่งพันธมิตรจะจากไปหรือไม่?

  • เรากำลังสร้าง ‘ฝาย’ หรือเพียงยืนดู ‘น้ำไหลผ่าน’?

Supplier คน งานวิจัย Startup และ Ecosystem รอบตัวเรา กำลังเติบโตไปพร้อมกับเราหรือไม่?

  • อีก 3–5 ปี หากกระแสทุนรอบนี้ผ่านไป เราจะเก่งขึ้นกว่าเดิมตรงไหน?

เพราะคำถามของบอร์ดไม่ควรมีเพียง ‘ทุนใหม่จะสร้างกำไรให้เราเท่าไร?’ แต่ต้องถามด้วยว่า ‘เมื่อทุนไหลผ่านไป องค์กรของเราจะเก่งขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน?’

และสำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงว่า ‘ทุนไหลเข้ามาเท่าไร?’ แต่อาจต้องวัดว่า ‘ทุกหนึ่งบาทที่ไหลเข้ามา ทิ้งความสามารถไว้กับประเทศไทยเท่าไร?’

เพราะทุนโลกก็เหมือนน้ำ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงมีน้ำไหลผ่าน แต่หลังน้ำผ่านไป ผืนดินของเราต้องอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม

มิฉะนั้น การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์อาจเหลือไว้เพียง ‘ตัวเลขระดับน้ำสูงสุด’ บนกำแพงเศรษฐกิจไทย

ภาพ: meunierd / Shutterstock

Update: 2026-09-13
Tags: