"ฤทธิรงค์ - น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ความยุติธรรมไทย
"ความยุติธรรม ก็คงเหมือนผี ทุกวันนี้เราเชื่อว่ามีผี แต่เราไม่เคยเห็นผี ผมพยายามเดินตามหามาตลอด แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้พบคือ คำพิพากษาฎีกา อย่างน้อยมันเป็นแสงหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า เราได้เจอความยุติธรรมแล้ว"
คำกล่าวของ "สมศักดิ์ ชื่นจิตร" บิดา "ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร" เหยื่อที่ถูกกลุ่มตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 7 นาย ควบคุมตัวและซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพในคดีชิงทองคำที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้กระทำเมื่อปี 2552 กระทั่งเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชดใช้ค่าเสียหาย รวมกว่า 4 ล้านบาท และให้เพิกถอนประวัติอาชญากรรมพร้อมลายพิมพ์นิ้วมือของ "ฤทธิรงค์" ออกจากฐานข้อมูลทะเบียนอาชญากรรม ถือเป็นปัจฉิมบทของการต่อสู้ทางคดี
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
จุดพลิกชีวิตจาก “เด็กนักเรียน ม.6 สู่ ผู้ป่วยจิตเวช”
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 ม.ค.2552 ขณะนั้น "ฤทธิรงค์" กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างเดิน ทางกลับบ้านได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 7 นาย จับกุมพร้อมทำร้ายร่างกาย และใช้ถุงดำคลุมศีรษะหนาถึง 4 ชั้น เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นผู้กระทำ หลังจาก "ฤทธิรงค์" หลบหนีการจับกุมมาได้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ครอบครัว ต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
ระหว่างเส้นทางต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมนั้น บาดแผลจากการถูกกระทำได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งโรคดังกล่าว เป็นภาวะความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้น หลังจากบุคคลนั้น เผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ รุนแรง หรือภัยคุกคามชีวิต
"แพะ" ซ้ำซาก ปลุกครอบครัว ทวงคืนความยุติธรรม
แม้ครอบครัวของ "ฤทธิรงค์" จะพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และทวงคืนความเป็นธรรมให้กับลูกชาย แต่หลายครั้งกลับพบว่า ฝ่ายคู่กรณี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ได้พยายามสกัดกั้นทุกช่องทาง ประหนึ่งต้องการให้ "ฤทธิรงค์" ตกเป็นแพะซ้ำซาก
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
เหตุการณ์ครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อลูกชายถูกชี้ตัวเป็นผู้ก่อเหตุชิงทรัพย์ "สร้อยคอทองคำ" น้ำหนัก 3 บาท จนตกเป็นผู้ต้องหา หลังเริ่มต่อสู้กลับต้องเผชิญคดีตามมากลายเป็นจำเลยในคดีอาญา ในครั้งนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุก 5 ปี ครอบครัวจึงต้องเดินหน้าต่อสู้ต่อ เพราะหากยอมถอย เท่ากับต้องปล่อยให้ลูกชายเข้าเรือนจำ
แต่เดิมผม ไม่ได้มีความรู้ด้านกฎหมาย ทำอาชีพช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ เพราะเรียนจบแค่ชั้น ป.7 ดังนั้นการต่อสู้คดีทั้งหมดจึงเป็นลักษณะ "สู้ไปพลาง ศึกษาไปพลาง" และแก้ปัญหาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ครั้งแรกได้เดินทางไปยัง สภ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เพื่อเข้าแจ้งความกรณีลูกชายถูกทำร้าย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อาศัยอยู่ แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า ไม่สามารถรับเรื่องได้ เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่เกิดเหตุ จึงต้องเดินทางไปที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี จุดเกิดเหตุ โดยเข้าใจว่า หลังแจ้งความแล้ว พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดี และส่งต่อให้อัยการเพื่อนำขึ้นสู่ศาล แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็น "เจ้าหน้าที่รัฐ" เรื่องกลับถูกส่งไปยัง ป.ป.ท. ทั้งที่เหตุเกิดในปี 2552 หากได้รับหนังสือแจ้งเมื่อปี 2558 ว่า มีการยุติเรื่อง เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ต้องเรียนรู้กระบวนการทางกฎหมายด้วยตัวเอง
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
สำหรับคดีดังกล่าว ตำรวจถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า ทำร้าย "ฤทธิรงค์" และศาลจะรับฟังว่า เขาถูกทำร้ายจนได้รับผลกระทบ แต่มีการรอการลงโทษ โดยศาลพิจารณาถึงวิชาชีพของจำเลยเป็นคุณ ซึ่ง "สมศักดิ์" ในฐานะบิดา ไม่เห็นพ้อง จึงยื่นอุทธรณ์
ผมมองว่า เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้รู้กฎหมาย และมีหน้าที่นำกฎหมายมาใช้เพื่อประโยชน์ และคุ้มครองประชาชน แต่กลับนำอำนาจดังกล่าวมาใช้ทำร้าย หรือบังคับประชาชนให้รับสารภาพ จึงยิ่งไม่ควรนำวิชาชีพมาเป็นเหตุบรรเทาโทษ
ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และทางครอบครัวไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา จึงรู้สึกติดค้างอยู่ในใจ และเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นจึงเป็นที่มาของการตัดสินใจ "ใช้สิทธิฟ้องคดี" ด้วยตัวเอง
หนึ่งในชนวนเหตุการณ์สำคัญ คือกรณีเจ้าหน้าที่ 1 ใน 7 คน ซึ่งครอบครัวกล่าวหาว่า ทำร้าย "ฤทธิรงค์" ระหว่างนำตัวไปค้นหา "ทองคำ" ของกลาง แต่ไม่พบ โดยศาลเห็นว่า การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นความผิดลหุโทษและคดีขาดอายุความ เนื่องจากเหตุเกิดปี 2552 แต่มีการฟ้องในปี 2558 จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวกลับมาฟ้องลูกชายในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
ครอบครัวจึงยื่นอุทธรณ์ ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ต่อมาคู่กรณียื่นฎีกา และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ส่งผลให้ลูกชายไม่มีความผิด
ผู้เป็นพ่อ ระบุว่า ในช่วงที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา เคยมีการนำคดีที่ฟ้องลูกชายมาต่อรองให้ครอบครัวถอนคดีหลัก แลกกับการถอนคดีที่ฟ้องลูกชาย แต่ตนปฏิเสธและยืนยันต่อสู้ต่อไป และเห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นลักษณะของ "การฟ้องปิดปาก" จากผู้ที่เคยตกเป็นผู้ต้องหา กลับต้องกลายเป็นจำเลยซ้ำอีกครั้ง
"ใครใหญ่" อำนาจรัฐ VS ประชาชน
"ไม่มีประชาชนตาดำๆ คนไหนอยากลุกขึ้นมาฟ้องเอง เพราะมันยาก และสิ่งที่ต้องเตรียมรับอีกอย่างคือ แรงกระแทกจากการถูกฟ้องกลับ ยิ่งกรณีของผมฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งต้องรู้ว่าแรงกระแทกกลับมาแน่นอน"
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
เมื่อถามถึงการต้องต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐและอิทธิพลที่มีอำนาจมากกว่าประชาชนธรรมดา นายสมศักดิ์ ระบุว่า สิ่งเดียวที่ยึดถือมาตลอดคือ "ถ้าเรากลัว เราก็แพ้" จึงต้องสลัดความกลัวออกจากชีวิต เพราะเวลานั้นไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการปกป้องครอบครัว และหากรู้ว่าการต่อสู้จะมีปัญหาตามมาไม่สิ้นสุด ก็อาจยอมแพ้ตั้งแต่ต้น
"ตอนนั้นผมรู้ว่ากำลังสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ผมเห็นว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมีอิทธิพลเชื่อมโยงอยู่ในพื้นที่ และไม่รู้หรอกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อเดินเข้าไปเรื่อย ๆ มันจะเห็นช่องไฟที่ปลายอุโมงค์ แม้เป็นแสงนิดเดียว แต่เมื่อเห็นแล้ว ก็ต้องเดินให้ถึง นั่นคือ สิ่งที่เติมพลังให้ผมมาตลอด 17 ปี"
เส้นทางยุติธรรม 17 ปี "ผลลัพธ์" ได้ไม่คุ้มเสีย
ตลอดระยะเวลา 17 ปี ที่ผ่านมา สมศักดิ์ บอกจำไม่ได้ว่าฟ้องร้องตำรวจและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปกี่คดี หรือเดินทางขึ้นศาลกี่ครั้ง แต่สิ่งที่ไม่เคยลืม คือ มีคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับลูกชายจำนวน 22 คำพิพาษา โดยคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ถือเป็นคำพิพากษาฉบับที่ 22 และเป็นปลายทางของการต่อสู้ โดยศาลได้พิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชำระเงินกว่า 4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ม.ค.2552 ถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
“17 ปีที่สูญเสีย ไม่คุ้มค่า... เพราะเงินทั้งหมดไม่สามารถแลกกับความรู้สึก ความเหนื่อยยาก การถูกข่มขู่คุกคาม รวมถึงความเจ็บป่วยของลูกชายที่ได้รับผลกระทบจากโรค PTSD ได้”
สมศักดิ์ เปรียบอาการของ “ลูกชาย” เหมือนแผ่นซีดีที่เกิดรอย แม้จะพยายามเช็ดให้กลับมาใช้งานได้ แต่บางช่วงก็ยังสะดุด และไม่มีทางกลับไปเป็นแผ่นใหม่เหมือนเดิม
นอกจากนี้ การต่อสู้ในแต่ละคดียังมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ตั้งแต่ค่าดำเนินคดี ค่าเดินทาง ค่าคัดเอกสาร เนื่องจากสำนวนแต่ละคดีไม่ได้มีเพียง 3-5 หน้า แต่บางสำนวนมีเอกสารหลายร้อยแผ่น ซึ่งจำเป็นต้องคัดทั้งหมดเพื่อไม่ให้รายละเอียดสำคัญตกหล่นจากการต่อสู้
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
แม้จะไม่คุ้มค่าสิ่งที่สูญเสีย แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกชื่นใจ คือ ประเด็น “การลบประวัติอาชญากร” เพราะ ก่อนหน้านี้ แม้ลูกชายจะพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว แต่ข้อมูลและลายพิมพ์นิ้วมือก็ยังถูกเก็บไว้ในระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครอบครัวจึงต่อสู้เรียกร้องให้นำข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบและทำลายลายพิมพ์นิ้วมือ
ที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก่อนที่วันที่ 31 ส.ค.2569 ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบและทำลายลายพิมพ์นิ้วมือ
คำพิพากษาดังกล่าว ไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับครอบครัว แต่ถือเป็นคุณูปการกับผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีหรือบันทึกประวัติ แต่หลังสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็สามารถนำคำพิพากษาคดีของตัวเองไปประกอบการเรียกร้องขอคืนสิทธิและลบประวัติออกจากระบบได้ จึงถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้สังคมเห็นว่า หากบุคคลไม่ได้กระทำความผิดและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้แล้ว ก็ไม่ควรต้องถูกตีตราด้วยประวัติอาชญากรต่อไป ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังเป็นหนึ่งในคดีที่ทำให้เกิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ
"สิ่งที่น่ากลัวคือ อำนาจ หากเป็นเอกชนอาจเรียกว่าอิทธิพล แต่เมื่อเป็นอำนาจรัฐ การที่ประชาชนจะเข้าไปต่อสู้เป็นเรื่องยาก และอาจต้องผ่านอุปสรรคหลายชั้นกว่าจะเดินไปถึงปลายทาง...และความยุติธรรมก็ไม่ต่างจากผี ทุกคนเชื่อว่ามีอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้พบเห็น" สมศักดิ์ เปรียบเปรยทิ้งท้าย
ยุติธรรมที่เดินทางมาช้า ฤา ความอยุติธรรม
แม้บางครอบครัวจะมีโอกาสได้รับความยุติธรรมบ้างแล้ว แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของ "น้องเมย" หรือ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันภายในโรงเรียนเตรียมทหาร เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 จนนำไปสู่การต่อ สู้ทางคดีและเรียกร้องความยุติธรรมยาว นานกว่า 9 ปี ยังมาไม่ถึง
ทั้ง ๆที่ “ครอบครัวตัญกาญจน์” ได้พยายามใช้ทุกช่องทางของกฎหมายในการร้องเรียน แต่ยังติดเรื่องข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญ ไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุบุคคลในครอบครัวไม่ได้รับราชการทหาร จึงไม่มีอำนาจในศาลทหาร และไม่สามารถร่วมในโจทย์ได้ เนื่องจากทุกอย่างต้องผ่านอัยการทหาร
แนะแนวทางครอบครัว ”น้องเมย” สู้ต่อ
น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด มองว่า คดีดังกล่าวยังมีจุดอ่อนใน 2 ประเด็น คือ มีการกระทำความผิด 2 ครั้ง ครั้งแรก 1 เป็นการทำร้ายร่างกายน้องเมย แต่ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิต หลังจากนั้นอีกประมาณ 2-3 เดือน พบข้อมูลว่า มีการทำร้ายน้องเมยอีกครั้ง จนเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต
เท่าที่ทราบ อัยการทหาร และ ศาลทหาร ดำเนินคดีเพียงการกระทำครั้งแรก ซึ่งประชาชนผู้เสียหาย และญาติผู้เสียหายไม่สามารถเข้าไปเป็นโจทก์ร่วมได้ จุดนี้ทำให้คนทั่วไปหลงเข้าใจว่า คดีถึงสุด เพราะไม่อาจเห็นความเป็นไปของคดีได้ อีกทั้งยังไม่ทราบว่า มีการดำเนินคดี แค่การทำร้ายในครั้งที่ 1 แต่ไม่ได้ดำเนิน คดีการทำร้ายในครั้งที่ 2
"ฤทธิรงค์- น้องเมย" เหยื่อคดีอาญา บนเส้นทาง "ทวงคืน" ยุติธรรมไทย
ในฐานะอัยการมองว่า การกระทำที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำคนละส่วนกัน แม้จะมีการฟ้องคดีการทำร้ายในครั้งที่ 1 ไปแล้ว ก็สามารถฟ้องในประเด็นการทำร้ายร่างกายในครั้งที่ 2 ได้ เพราะเหตุเกิดคนละวัน เวลา สถานที่ นับเป็นคนละเหตุการณ์ หรือคนละกรรม จึงสามารถฟ้องคดีใหม่ได้ ตามกฎหมายทหารเดิมจะต้องเป็นอัยการทหารเท่านั้น ที่สามารถฟ้องร้องได้ แต่หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา
หัวใจสำคัญของกฎหมายการฟ้องคดีฉบับนี้ คือ การเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเป็นโจทก์ฟ้องในศาลทหารได้ ทั้งในสถานการณ์ปกติและไม่ปกติ อีกทั้งยังมีสิทธิอุทธรณ์ ในสภาวะไม่ปกติที่ไม่ใช่สภาวะสงคราม ผู้เสียหายสามารถอุทธรณ์คำสั่งได้
นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงโครงสร้าง โดยให้ยกเลิกศาลจังหวัดทหาร ออกจากเขตอำนาจศาลทหารชั้นต้น และปรับปรุงอำนาจการวางระเบียบของเจ้ากรมพระธรรมนูญให้ครอบคลุมเฉพาะอัยการทหาร ซึ่งหากมีการประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้ว กฎหมายฉบับนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาลทหารได้โดยตรง และประเด็นนี้ ทำให้ครอบครัวน้องเมยสามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีในการกระทำครั้งที่ 2 ได้อีก และไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำ เพราะเป็นการกระทำความผิดในวัน เวลา สถานที่ และสาเหตุแห่งการตายแตกต่างกัน
รายงาน : พลอยพรรณ คล่องแคล่ว ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม ไทยพีบีเอส
อ่านข่าว :
กทม.เร่งค้นหาจุดรั่วท่อน้ำมัน 24 ชม. ยังไม่พบจุดรั่วที่ชัดเจน เล็งขุดเจาะต่อถึงแนวรถไฟ
ราคา“ทองคำ” เช้านี้ -650 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 68,700 บาท
เกิดไม่ทัน! ห้องเรียนสหรัฐฯ สอนเหตุ 9/11 อย่างไร เมื่อเด็กไม่มีความทรงจำร่วม