ถอดรหัสทางรอด ‘อุตสาหกรรมปิโตรเคมี’ เจาะกลยุทธ์สู่ความยั่งยืน
- หน้าหลัก
- เศรษฐกิจ-ธุรกิจ
- การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม
- ข่าวประชาสัมพันธ์
ถอดรหัสทางรอด ‘อุตสาหกรรมปิโตรเคมี’ เจาะกลยุทธ์สู่ความยั่งยืน
เผยแพร่: 8 ก.ย. 2569 19:20 ปรับปรุง: 8 ก.ย. 2569 19:20 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการพึ่งพาตนเองของประเทศมหาอำนาจ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกำลังเผชิญกับพายุที่กระทบทั้งโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และโครงสร้างราคาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
งานสัมมนา The 17th PTT Group Petrochemical Outlook Forum ภายใต้แนวคิด “Resilience in a Shifting Global Landscape: สร้างความยืดหยุ่น ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่พลิกผัน” ซึ่งจัดโดย PRISM Petrochemical Market Outlook ของกลุ่ม ปตท. ได้สะท้อนมุมมองสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า เพื่อชี้นำทางรอดและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่อุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
จากการวิเคราะห์เชิงลึกของผู้เชี่ยวชาญ ได้ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประคองตัวให้รอดพ้นในระยะสั้น แต่คือการ “ปรับตัวเชิงโครงสร้าง” ตั้งแต่การยกระดับความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน การเดินหมากทางธุรกิจอย่างชาญฉลาดในตลาดพอลิโอเลฟินส์ ไปจนถึงการหาตลาดใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่มท่ามกลางสภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดอะโรเมติกส์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายเป็นเข็มทิศชี้วัดความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยต่อจากนี้
จากวิกฤตสู่ความพร้อม: สร้าง Resilience รับมือภูมิทัศน์โลกที่พลิกผัน
คุณพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ ประธานคลัสเตอร์ปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนสำคัญว่า ความผันผวนของโลกไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป หากแต่เป็น “ความปกติใหม่” (New Normal) การบริหารจัดการวิกฤตจึงต้องมองข้ามการคาดการณ์ทิศทางตลาดระยะสั้น ไปสู่การตั้งรับผ่าน 3 คำถามหลัก ได้แก่ “เกิดอะไรขึ้น?” , “เราเรียนรู้อะไร?” และ “ต้องเตรียมตัวอย่างไร?”
1. เกิดอะไรขึ้น?: วิกฤตเผยให้เห็น “ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่”
Supply Security ที่แท้จริง: ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงกลั่น ท่าเรือ คลังสินค้า ได้รับความเสียหาย ซึ่งใช้เวลาฟื้นฟูหลายเดือน การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะแม้จะซื้อจากผู้ผลิตหลายราย แต่หากอยู่ในภูมิภาคเดียวกันทั้งหมด เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตก็ยังคงเผชิญความเสี่ยงชุดเดียวกัน
ความสะดุดของห่วงโซ่อุปทาน: แม้ประเทศจะมีกำลังการผลิตส่วนเกิน แต่หากจุดใดจุดหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงขนส่ง เกิดการสะดุด ผลกระทบจะส่งต่อไปถึงสินค้าในชีวิตประจำวัน
พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนทันที: ความกังวลทำให้เกิดการเร่งสั่งซื้อ การกักตุนสต็อก หรือการเปลี่ยนข้อมูลจำเพาะของสินค้า จนกระทบต่อสมดุลของอุปสงค์ อุปทานในตลาด
2. เราเรียนรู้อะไร?: Resilience ระยะสั้น ต้องเดินคู่กับ Competitiveness ระยะยาว
ปิโตรเคมีคือ Backbone ของเศรษฐกิจ: ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบของบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า การแพทย์ และการก่อสร้าง การมอง Petrochemical Security จึงต้องมองตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
สร้าง Resilience + Competitiveness: ต้องสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับวิกฤติในวันนี้ และสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดในวันข้างหน้า กล้าทำเรื่องยาก เช่น ปรับ Portfolio ลดต้นทุน ปิด/ออกจากหน่วยผลิตที่แข่งขันไม่ได้ และเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High-Value Product: HVP)
Sustainability & Carbon Regulations: กฎระเบียบด้านคาร์บอนและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นต้นทุนและความสามารถในการเข้าถึงตลาดความยั่งยืนจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ
Data & Communication: ต้องมีข้อมูลที่แม่นยำ รวดเร็ว และเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงแหล่งเดียว (Single Source of Truth) เพื่อการตัดสินใจ พร้อมทั้งใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือบริหารความรู้สึก ทัศนคติ หรือความคิดเห็น (Sentiment) ของสังคมไม่ให้เกิดอาการกักตุนสินค้าจนวิกฤตรุนแรงขึ้น
3. เราต้องเตรียมตัวอย่างไร: 8 กลยุทธ์เปลี่ยน Crisis Management เป็น Preparedness
Diversification: กระจายผู้ผลิต, ประเทศต้นทาง และเส้นทางการขนส่ง
Single Source of Truth: เตรียมข้อมูลอุปสงค์ อุปทาน ปริมาณสำรองที่แม่นยำและเชื่อมโยงกัน
Contingency & Adaptive Plan: เตรียมแผนทางเลือกหลายฉากทัศน์ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
Competitiveness Plan: เพิ่ม Productivity, ลดต้นทุน, ทบทวน Asset/Portfolio และเร่งพัฒนาสินค้ามูลค่าสูง
Sustainability Readiness: เตรียมพร้อมต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอน/ก๊าซเรือนกระจก และมาตรฐานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน
Whole-of-Ecosystem Collaboration: สร้างช่องทางทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน ผู้แปรรูป และสถาบันต่างๆ
Communication Plan: สื่อสารเร็ว โปร่งใส ชี้ให้เห็นแผนรองรับเพื่อบริหารความรู้สึกของสังคม
Continuous Learning: ทำ After Action Review ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เพื่อปรับปรุง แผนธุรกิจอยู่เสมอ
คุณพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ กล่าวย้ำเพิ่มเติมว่า “ความหมายของ Resilience ไม่ใช่เพียงการประคองธุรกิจให้ผ่านไปได้ แต่คือความสามารถที่จะเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วกลับมาแข็งแรงกว่าเดิม วิกฤตทำให้เรามองเห็นความเสี่ยงเร็วขึ้น มีทางเลือกมากพอ และทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น”
The Polyolefin's Gambit: เดินหมากพลาสติกบนกระดานโลก
ด้าน “คุณพิมพ์กมน จุลเชาวน์” PRISM Expert เปรียบเทียบสถานการณ์ตลาดพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) กับการเล่นหมากรุก ที่ต้องวางเกมรุกให้ถูกจังหวะและตั้งรับอย่างรอบคอบ โดยจำแนกปัจจัยขับเคลื่อนตลาดผ่าน 4 ตัวหมากรุกที่จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนตลาดพอลิโอเลฟินส์
King (Market Core - อุปสงค์): หัวใจสำคัญของตลาด ตลาด Polyethylene (PE) และ Polypropylene (PP) ภาพรวมยังคงเติบโต โดยภูมิภาคที่เติบโตสูงสุดในอีก 4 ปีข้างหน้า (ปี 2570–2573) ได้แก่ เอเชียใต้ (+6.8% ถึง +7.4%) จากประชากรในอินเดีย ตามมาด้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (+4.1% ถึง +4.5%) สินค้ากลุ่มฟิล์ม (Film) และงานฉีด (Injection) เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
Queen (Volume Force – กำลังการผลิตใหม่): หมากทรงพลังที่กดดันตลาด โดยเฉพาะประเทศจีนที่เพิ่มกำลังการผลิตใหม่ Polyethylene (PE) สูงถึง 15 ล้านตัน และ Polypropylene (PP) 9 ล้านตัน ภายใน 4 ปี ส่งผลให้เกิดภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ทั่วโลก และทำให้อัตราการเดินเครื่องของผู้ผลิตปรับตัวลดลง จีนกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อรายใหญ่” สู่ “ผู้เล่นหลัก/ผู้ส่งออก”
BISHOP (Margin Edge - ความได้เปรียบด้านต้นทุน): การเดินทแยงมุมเชิงกลยุทธ์ผ่านวัตถุดิบและเทคโนโลยี โดยพบว่าการใช้วัตถุดิบอีเทน (Ethane) จะมีสัดส่วนสูงสุดถึง 41% ในปี 2573 และถ่านหิน (Coal) เติบโต +16.5% ร่วมกับการใช้เทคโนโลยี Crude Oil to Chemical (COTC) ซึ่งจีนครองส่วนแบ่งกำลังการผลิตถึง 90% ของโลก
KNIGHT (Adaptive Move - การปรับตัวเชิงกลยุทธ์): ทางรอดของธุรกิจ ในระยะสั้นมีการหยุดเดินเครื่องชั่วคราว การใช้มาตรการ Anti-Involution ป้องกันการแข่งราคา ส่วนระยะยาว มีการทำสัญญานำเข้าอีเทนระยะยาว (รวมถึงประเทศไทย) การควบรวมกิจการ (Consolidation) และการมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High-Value Product: HVP) และ ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Products)
ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทย ภาคการผลิตชะลอ แต่นำเข้าสินค้าจีนทะลัก แม้การผลิตพลาสติกไทยครึ่งปีแรกของปี 2569 จะชะลอตัว (โดยเฉพาะกลุ่มฟิล์ม หดตัว -22.9%) แต่อุปสงค์ของผู้บริโภคในประเทศยังเติบโตเฉลี่ย +2.2% ถึง +2.7% จนถึงปี 2573 ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการนำเข้าสินค้าพลาสติกสำเร็จรูปราคาถูกจากจีนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ถุงพลาสติก (+31%), กล่องลัง (+76%) และภาชนะปิดผนึก (+24%) ส่งผลกดดันต่อผู้ผลิตไทยโดยตรง
ทั้งนี้ ผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะ “ไม่มีเกมใดที่สามารถเอาชนะได้ ด้วยการเดินออกจากกระดาน (No game was ever won by resigning)”
Aromatics in Mayhem: สมรภูมิอะโรเมติกส์ ท่ามกลางทางแยกแห่งการอยู่รอด
ขณะที่ “คุณธนัญญา สงชู” PRISM Expert ได้ฉายภาพการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของตลาดสารกลุ่มอะโรเมติกส์ (Aromatics) จากยุคทองแห่งการเติบโตสูง (ปี 2015–2020) สู่ช่วงเวลาแห่งการชะลอตัวเชิงโครงสร้าง (ปี 2020–2025 เป็นต้นไป)
โดยระบุว่า ตลาด Paraxylene (PX) กำลังเผชิญอุปทานส่วนเกินจากการเร่งลงทุนโครงการปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในจีน ก่อนถึงเป้าหมายจุดสูงสุดของการปล่อยคาร์บอน (Carbon Peak) ปี 2030 และความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ปี 2060 แม้ความต้องการใช้ Paraxylene (PX) ในระยะยาวจะถูกขับเคลื่อนโดยจีนและอินเดียผ่านอุตสาหกรรมผลิตกรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์ (PTA) แต่อุปทานที่เติบโตเร็วกว่าอุปสงค์จะยังคงกดดันระดับการใช้กำลังการผลิตและส่วนต่างราคา (Spread) ในระยะยาว
ส่วน Benzene (BZ) ต้องรับแรงกดดันจากอุปทานใหม่ในจีน และการเพิ่มขึ้นของ Pyrolysis Gasoline (Pygas) ซึ่งเป็นผลพลอยได้ (Co-Product) จาก Naphtha Cracker ที่ขยายตัวตามความต้องการเอทิลีน ขณะที่อุปสงค์ปลายน้ำ (SM, Phenol, Caprolactam) ยังเติบโตในระดับจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
ด้านเมกะเทรนด์ท้าทายใหม่ที่ต้องจับตา ทั้งกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต้องยอมรับว่า การบริโภคน้ำมันเบนซินที่ลดลงในระยะยาว ส่งผลให้ความต้องการใช้สารเพิ่มค่าออกเทนในน้ำมันเบนซิน (Reformate) ลดลง โรงกลั่นจึงต้องนำส่วนเกินมาผลิตเป็นสาร Aromatics มากขึ้น ซ้ำเติมสภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาด
ขณะที่ด้านการพัฒนาด้านความยั่งยืน (Sustainability) จะเห็นว่า กฎระเบียบสิ่งแวดล้อมผลักดันให้เกิดการนำ PET รีไซเคิล (rPET) กลับมาใช้ในบรรจุภัณฑ์และขวดเครื่องดื่มมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้วัตถุดิบดั้งเดิมชะลอตัว และกระทบต่ออุปสงค์พาราไซลีน (PX) ในระยะยาว
กลยุทธ์การปรับตัว ต้องให้ความสำคัญกับการเจาะตลาดใหม่ และรุกสู่อุตสาหกรรม High-Tech โดยขยายสู่ตลาดภูมิภาคใหม่ที่มีศักยภาพ มุ่งเน้นภูมิภาค แอฟริกา ที่กำลังเติบโตจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ อินเดีย ที่ภาครัฐส่งเสริมอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า ประกอบกับจำนวนประชากรที่ขยายตัว
ขณะเดียวกันต้องสร้าง New S-Curve ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เพราะการเติบโตของเทคโนโลยี AI และการประมวลผลข้อมูล ผลักดันความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งในกระบวนการผลิต (Fabrication) ต้องใช้สารเคมีและตัวทำละลาย (Solvents) ความบริสุทธิ์สูง เช่น High-Purity Toluene, Acetone และ Isopropyl Alcohol (IPA) ซึ่งนับเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างความต้องการใช้สารอะโรเมติกส์
“คำถามสำคัญของตลาดอะโรเมติกส์ในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียง 'ตลาดจะกลับมาแข็งแกร่งเมื่อใด' แต่คือ 'ผู้ประกอบการจะปรับตัวอย่างไร เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาด” คุณธนัญญา สงชู กล่าวย้ำในตอนท้าย