classicliterature.it.com

บี้นายกฯจริงใจปราบโกง! ‘ชัชชาติ’ชูใช้เทคโนโลยีสู้

ACT ปลุกสังคมต้านโกง "ไม่รับ ไม่จ่าย ไม่โกง ไม่เงียบ" บี้นายกฯ จริงใจปราบทุจริตให้เข้มข้นเด็ดขาด "พจน์" ประกาศเอกชนไม่จ่ายปิดช่องคอร์รัปชัน กระทุ้งรัฐแก้กฎหมายลดใช้ดุลยพินิจ "ชัชชาติ" ลั่นอย่าจับแค่คนโกง ต้องรื้อทั้งระบบ ซัดซื้อเสียง-ซื้อเก้าอี้ต้นตอคอร์รัปชัน แนะใช้เทคโนโลยีขจัดพื้นที่ตบทรัพย์

ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 6  กันยายน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) พร้อมกับภาคีเครือข่าย จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2569 ภายใต้หัวข้อ  "โกงได้ แก้ได้ เปลี่ยนความสิ้นหวังเป็นพลังของคนทั้งประเทศ โชว์พลัง ไม่ทน ไม่เฉย ไม่ชิน" โดยนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ACT  กล่าวบนเวทีว่า พลังของประชาชนที่ไม่เฉย ไม่ทนต่อการต้านคอร์รัปชัน สร้างความสั่นสะเทือนได้  โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันมุ่งมั่นสร้างเครื่องมือให้พลังของประชาชนให้รวมเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เช่น ข้อตกลงคุณธรรม และโครงการสร้างความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ ที่เปิดให้ประชาชนช่วยตรวจสอบโครงการรัฐ ปกป้องเงินภาษีของประชาชนได้กว่า 8.8 หมื่นล้านบาท ใน 11 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้านที่ช่วยดูความผิดปกติในพื้นที่ ทำให้นำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง ทั้งอาหารกลางวันเด็ก ตำราเรียน เสาไฟกินรี จนถึงโครงการที่ปล้นเงินภาษี และมีเครื่องมือจับโกงภาคประชาชน จับสัญญาณความผิดปกติ พฤติกรรมที่เข้าข่ายฮั้วประมูล แชตฟ้องโกง ทันใจ โดยเครื่องมือดังกล่าวทำให้เสียงประชาชนไม่เงียบหาย

 “สิ่งที่องค์กรอยากเห็น ไม่ใช่เป็นนักปราบโกง  แต่เมื่อเห็นสิ่งที่ผิด อย่าเงียบ พบความไม่ชอบมาพากล อย่าเฉย เมื่อรู้ว่าโกง อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะหากไม่เงียบ ไม่เฉย และลุกช่วยตรวจสอบ จะกลายเป็นพลังแก้คอร์รัปชัน ทั้งนี้ ผมขอให้ช่วยกันเพื่อให้การโกงเกิดได้ยาก ผ่าน 4 คำง่ายๆ ไม่รับ ไม่จ่าย ไม่โกง ไม่เงียบ” นายมานะระบุ

ทั้งนี้ ประชาชนไม่ควรถูกคาดหวังให้ต่อสู้กับคอร์รัปชันโดยลำพัง แต่ภาครัฐต้องโปร่งใส เอาผิดคนโกงอย่างจริงจัง ภาคธุรกิจต้องแข่งขันกันด้วยความสามารถ ไม่ใช่สินบน สื่อมวลชนกล้าตรวจสอบไม่ละเว้น และประชาชนต้องกล้าเปิดโปง มั่นใจว่าคนไทยทั้งประเทศอยากเห็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ฐานะผู้นำของรัฐบาล แสดงความจริงใจปราบโกงของประเทศให้เห็นอย่างเข้มข้นและเด็ดขาด

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ธุรกิจจะเลือกโกง หรือเลือกแก้" ว่า  คอร์รัปชันคือมะเร็งร้ายที่กัดกินสังคมไทย ซึ่งสถานการณ์การเมือง การปกครองและสังคม ไม่ตอบสนองสิ่งที่ต้องการแก้ไข เพราะนับวันยิ่งหนักและลามไปทุกส่วน เพราะไม่ใช่แค่การค้า จ่ายง่าย จบ ทุกระบบในขั้นตอนราชการ ทำให้เมื่อเดือนตุลาคม 2568 กกร.ตั้งคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ร่วมทำเอกสารวิชาการเพื่อเป็นไปตามหลักสากล จากการขับเคลื่อนที่ผ่านมา 11 เดือน ถือว่าประสบความสำเร็จไปได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่พอใจ

"นายกฯ ก่อนรับตำแหน่ง ได้มาที่สภาหอการค้าฯ เพื่อฟังคำเสนอแนะ ซึ่งนำเสนอวาระแห่งชาติไป 6 ข้อ และต้องทำเรื่องต่อต้านปราบปรามคอร์รัปชันให้จริงจัง และก่อนการเลือกตั้ง มหาวิทยาลัยหอการค้าฯ ทำแบบสอบถามเรื่องการซื้อเสียงเมื่อ ม.ค.2569 พบว่ามีการซื้อเสียง 1,000 บาท สูงสุด 7,000 บาท หลังจากนายกฯ รับตำแหน่ง ได้ตั้งกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ และทำงานร่วมกันขับเคลื่อน ทั้งนี้ จากการหารือเห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่แค่ ฟ้อง จับ จบ แต่ต้องแก้ที่รากของปัญหาคือ กฎหมายที่เอื้ออาทรให้กับผู้ใช้กฎหมายเป็นช่องทางคอร์รัปชัน และได้ตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ทำงานร่วมกัน” นายพจน์ระบุ

ทั้งนี้ ดัชนีวัดการคอร์รัปชันของประเทศไทยอยู่ในอันดับตกต่ำ และหากไม่แก้ไขจะเป็นอันตราย โดยเป้าหมายสำคัญคือการปลูกฝังจิตสำนึกของประชาชน เยาวชน ให้เห็นความเลวร้ายของการคอร์รัปชัน รวมถึงต้องปิดช่องคอร์รัปชัน ที่เกิดจากการใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูก โดยจากการทำงานร่วมกับนายปกรณ์ 7 เดือน ได้เสนอให้แก้กฎกระทรวง ประกาศกรม ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันการทำงานของรัฐบาลต้องโปร่งใส เปิดเผย การใช้ระบบดิจิทัล เพราะเมื่อการจัดซื้อจัดจ้างถูกเปิดเผย จะลดคอร์รัปชันได้จริงจัง ลดใช้ดุลยพินิจ

 “วันนี้ภาคเอกชนต้องร่วมมือไม่จ่ายก่อน หากเอกชนไม่จ่าย จะลดลงไปมาก แต่มีเอกชนถามกลับว่าไม่จ่าย จะไม่ได้งาน หรืองานเดินไม่ได้ ต้องทำอย่างไร คือต้องแก้กฎหมายเพื่อลดใช้ดุลยพินิจ ต่อด้วยการเปิดเผยข้อมูล เพื่อสร้างชอบธรรมกับสิ่งที่ได้ทำอย่างถูกต้อง หากคนจ่ายอยู่ ต้องมีคนรับ หากปิดช่องจ่ายก็จบ คือ ความโปร่งใส เชื่อมระบบดิจิทัล ลดดุลยพินิจ แก้กฎหมาย ภาคเอกชนเราวันนี้ เกือบครบทุกองค์กร พร้อมใจกันขับเคลื่อนหยุดโกง และปีหน้ามีสิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อดึงภาคประชาชนและสังคมเข้ามาร่วมกับ กกร. เพื่อหยุดการโกงที่เป็นปัญหาของสังคม” นายพจน์ระบุ

ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในเวทีเสวนา "โกงได้ แก้ได้" ว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องมองให้เห็นทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจับคนที่กระทำผิดเป็นรายกรณี ซึ่งปัญหามีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การทุจริตที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างที่มีราคาสูงผิดปกติ ไปจนถึงรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งการเอื้อประโยชน์ การรับผลประโยชน์ การหลีกเลี่ยงกลไกตรวจสอบ การใช้ดุลยพินิจ การตีความกฎหมายที่เปิดช่องให้เกิดประโยชน์แก่บางฝ่าย รวมถึงการใช้นโยบายหรือการแต่งตั้งบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ

"ถ้าจะจัดการปัญหาคอร์รัปชันให้ได้จริง เราต้องไม่มองเพียงว่ามีใครเป็นคนโกง แต่ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นทางว่าใครมีอำนาจ ใครเป็นคนตัดสินใจ ระบบเปิดช่องตรงไหน และประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าระบบยังเอื้อให้คนไม่ดีเข้ามามีอำนาจ ต่อให้มีกลไกตรวจสอบจำนวนมาก ปัญหาก็ยังเกิดซ้ำได้ ดังนั้นการสร้างระบบที่โปร่งใสและทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การลงโทษคนที่กระทำผิด" นายชัชชาติระบุ

โดยต้นตอสำคัญประการหนึ่งของปัญหาทุจริตอยู่ที่กระบวนการแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากร หากมีการซื้อขายตำแหน่งหรือปล่อยให้บุคคลที่ไม่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งตั้งแต่แรก ย่อมส่งผลต่อการทำงานขององค์กรในระยะยาว เช่นเดียวกับการซื้อเสียงทางการเมือง เพราะเมื่อได้ตำแหน่งมาจากการใช้เงิน อาจเกิดแรงกดดันให้ต้องแสวงหาผลประโยชน์เพื่อชดเชยต้นทุนที่เสียไป

"ผมคิดว่าการต่อต้านการโกงไม่ควรเป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทุกคนต้องรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง ถ้าเป็นผู้นำก็ต้องสร้างมาตรฐานให้เห็นชัด ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานตามกฎหมายและความถูกต้อง ถ้าเป็นประชาชนเมื่อพบสิ่งผิดปกติก็ต้องกล้าแจ้ง และภาครัฐต้องทำให้คนที่แจ้งรู้สึกว่าการแจ้งของเขามีความหมายและนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง เมื่อแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง ระบบโดยรวมก็จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น" นายชัชชาติกล่าว

สำหรับกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายชัชชาติกล่าวว่า แนวทางหนึ่งที่นำมาใช้คือการเปลี่ยนกระบวนการให้บริการประชาชนจากการติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรงไปสู่ระบบออนไลน์ โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเดิมใช้เวลาประมาณ 45 วัน แต่ผ่านระบบออนไลน์ลดเวลาเหลือ 14 วัน วิธีนี้ไม่เพียงทำให้ประชาชนสะดวกขึ้น แต่ยังลดพื้นที่ที่คนสองฝ่ายต้องมาเจอกันและต่อรองกัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์ได้ จึงเปลี่ยนจากการใช้ดุลยพินิจของบุคคลไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี.

Update: 2026-09-06
Tags: