classicliterature.it.com

ยุทธศาสตร์ ‘คูเวต-กาตาร์’ ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ


การฟื้นตัวของ “ราคาน้ำมันดิบโลก” ถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญสุดต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันดิบ Brent ที่เคยพุ่งสูงเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วงปลายเดือนเมษายน ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน แรงกดดันที่ผ่อนคลายลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการที่ลดลง แต่เกิดจากความพยายามของประเทศผู้ผลิต โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย อย่างคูเวต, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย ที่ร่วมมือกันแก้ปัญหาอุปทานตึงตัวด้วยการเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์การขนส่งบนจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

“ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่เป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของการจัดส่งน้ำมันดิบระดับโลก ต้องเผชิญกับภาวะตึงเครียดและความเสี่ยงจากความขัดแย้งในภูมิภาคและสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เรือพาณิชย์เอกชนจำนวนมาก ปฏิเสธที่จะรับความเสี่ยงในการเดินทางผ่านพื้นที่อันตราย ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันดิบที่ออกสู่ตลาดโลกอย่างมหาศาล ช่วงก่อนหน้านี้ โดยปริมาณการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซเคยลงไปแตะระดับเพียง 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ สร้างความวิตกกังวลให้กับนักลงทุนและภาครัฐทั่วโลกเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานครั้งใหม่

อย่างไรก็ตามประเทศผู้ผลิตได้ปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ตลาด ด้วยการนำเทคนิคการขนส่งรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า Shuttling หรือการขนส่งระยะสั้นมาใช้ เริ่มต้นจาก UAE ซึ่งเป็นชาติแรกที่บุกเบิกวิธีนี้ ก่อนที่ซาอุดีอาระเบีย, คูเวตและกาตาร์จะเจริญรอยตาม

เทคนิค Shuttling คือ การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไปยังจุดปลอดภัยบริเวณอ่าวโอมาน จากนั้นจึงทำการถ่ายน้ำมันแบบเรือต่อเรือ (Ship-to-Ship Transfer หรือ STS) ให้กับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงให้กับเรือพาณิชย์ของลูกค้ารายใหญ่ที่ไม่ต้องการแล่นเรือเข้าสู่พื้นที่ขัดแย้งโดยตรง

“คูเวต” และ “กาตาร์” เป็นสองกำลังหลัก ที่สามารถดึงปริมาณการส่งออกกลับมาได้ถึง 70% ของระดับปกติ จากเดิมที่เคยส่งออกรวมกันประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยคูเวต อาศัยความได้เปรียบจากการมีกองเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง (KPC) นำเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก (VLCC) จำนวน 11 ลำ ออกปฏิบัติการด้วยตนเอง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ข้อมูลติดตามเรือ ระบุว่า เรือของคูเวตส่วนใหญ่ได้ปิดระบบส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง (Transponder) ยาวนานกว่า 2 เดือน เพื่อพรางตัวและลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีระหว่างเดินเรือผ่านช่องแคบ

ขณะที่กาตาร์ เลือกใช้ยุทธศาสตร์การจับมือกับพันธมิตรพาณิชย์และผู้ขนส่งรายใหญ่ อย่าง TotalEnergies ในการจัดการเสนอขายน้ำมันดิบผ่านการถ่ายลำเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซอย่างรัดกุม ความพยายามเหล่านี้ดันให้ปริมาณน้ำมันดิบที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 7-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 75% ของระดับก่อนสงคราม และบางช่วงเวลาสถิติจาก Vortexa สูงเกือบ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้น้ำมันดิบจากคูเวต สามารถกลับมาเสนอขายในตลาด Spot เพิ่มเติมจากสัญญาขายระยะยาวในเอเชียอีกครั้ง

แม้ความเสี่ยงด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงอยู่และการเจรจาระหว่าง “เตหะราน” กับ “วอชิงตัน” ยังชะงักงัน แต่ความสำเร็จในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการปรับตัวทางยุทธศาสตร์ของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย นับเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่น และการบริหารจัดการความเสี่ยงในภาวะวิกฤตอย่างแท้จริง ที่ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความตื่นตระหนกในตลาดพลังงานโลกได้ทันท่วงที แต่ยังช่วยปักหลักราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับเสถียร สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ต่อเศรษฐกิจโลกอย่างเด่นชัด..

Back to top button

Update: 2026-08-30
Tags: