สะพัด! ”แบงก์ใหญ่“ เตรียมประกาศดีลเทก ”ดีบีเอส เวลธ์“ สัปดาห์นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เกิดกระแสข่าวในแวดวงการเงินว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) จากสถาบันการเงินต่างชาติแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดของธุรกรรมจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ตามกระแสข่าวที่ปรากฏระบุว่า ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งดังกล่าวคือ DBS Wealth ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการและเป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจของบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีฐานลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth: HNW) และผู้มีความมั่งคั่งสูงมาก (Ultra High Net Worth: UHNW) เป็นกลุ่มลูกค้าหลัก
จากการตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งข่าวในวงการสถาบันการเงิน ระบุว่า ยังไม่สามารถระบุได้ว่าธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อคือธนาคารแห่งใด เนื่องจากเป็นธุรกรรมที่มีความละเอียดอ่อน และอาจอยู่ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (Non-Disclosure Agreement: NDA) ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับมูลค่าการซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และขอบเขตของสินทรัพย์รวมถึงฐานลูกค้าที่จะอยู่ภายใต้ข้อตกลง ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม หากธุรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจริงและสามารถดำเนินการได้สำเร็จ จะเป็นโอกาสให้สถาบันการเงินผู้ซื้อขยายขนาดธุรกิจ Wealth Management ได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากข้อมูลที่มีการอ้างถึงระบุว่า DBS Wealth มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (Assets Under Management: AUM) ในประเทศไทยในระดับมากกว่า 100,000 ล้านบาท ขณะที่ก่อนหน้านี้ DBS มีเป้าหมายขยาย AUM ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แหล่งข่าวจากวงการธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาเข้าซื้อธุรกิจ Wealth Management ของกลุ่ม DBS ในประเทศไทย โดยยังต้องติดตามความชัดเจนเกี่ยวกับมูลค่าการซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม ตลอดจนขอบเขตของสินทรัพย์และฐานลูกค้าที่จะอยู่ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว
หากธุรกรรมเกิดขึ้น จะเปิดโอกาสให้ธนาคารผู้ซื้อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม HNW และ UHNW เพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) และต่อยอดรายได้ค่าธรรมเนียมในระยะยาว โดยจุดเด่นของธุรกิจ Wealth ของ DBS อยู่ที่ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารความมั่งคั่งและเครือข่ายการลงทุนในเอเชีย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์การลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าไทยที่ต้องการกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น
สำหรับข้อมูลที่มีการเปิดเผยก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ DBS Wealth Thailand ระบุว่า DBS มี AUM ในประเทศไทยประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วงต้นถึงกลางปี 2567 และก่อนหน้านี้มีเป้าหมายเพิ่ม AUM ในประเทศไทยเป็น 300,000 ล้านบาทภายในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการที่ยืนยันว่า AUM ในปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นถึงระดับเป้าหมายดังกล่าวแล้ว
ขณะที่การดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา DBS มีสัญญาณการขยายตัวของธุรกิจ Wealth ในประเทศไทย โดยข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2567 ระบุว่า AUM ของ Private Bank ในไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 35% และจำนวนผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า (Relationship Manager: RM) เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% สะท้อนถึงการขยายฐานธุรกิจและศักยภาพในการให้บริการลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่ง
ทั้งนี้ การประเมินมูลค่าธุรกิจ Wealth Management ไม่ได้พิจารณาเฉพาะฐานะทางการเงินหรือสินทรัพย์ของธุรกิจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงฐานลูกค้า HNW และ UHNW ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับ RM สินทรัพย์ที่สามารถโอนย้ายได้ (Transferable AUM) รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประเมินมูลค่าธุรกรรมควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)
สำหรับจำนวนลูกค้า Wealth และ Private Banking ในประเทศไทยนั้น DBS ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขต่อสาธารณะ ขณะที่ข้อมูลบริการ Wealth Management Thailand ระบุระดับสินทรัพย์ลงทุนประมาณ 120 ล้านบาท ส่วน DBS Private Bank Singapore กำหนดระดับสินทรัพย์ขั้นต่ำไว้ที่ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 160-170 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569
อย่างไรก็ตาม มีการประเมิน AUM ของ DBS ในประเทศไทยสำหรับปี 2569 ออกเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณี Bear ที่ระดับ 130,000-160,000 ล้านบาท กรณี Base ที่ระดับ 180,000-230,000 ล้านบาท และกรณี Bull ที่ระดับ 250,000-300,000 ล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงประมาณการเชิงวิเคราะห์ และไม่ใช่ตัวเลขที่ DBS เปิดเผยอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ ตัวเลข AUM ดังกล่าวไม่ใช่มูลค่าซื้อขายกิจการ และไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์ทั้งหมดจะถูกโอนมายังผู้ซื้อ เนื่องจากต้องขึ้นอยู่กับโครงสร้างของธุรกรรม ประเภทของสินทรัพย์และบริการที่อยู่ภายใต้ข้อตกลง ตลอดจนการตัดสินใจของลูกค้าในการใช้บริการต่อหลังการเปลี่ยนผู้ให้บริการ
หากธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวสามารถรับโอนและรักษาฐานลูกค้า รวมถึง AUM ได้ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ จะช่วยให้สามารถขยายขนาดธุรกิจ Wealth Management ได้รวดเร็วกว่าการเติบโตจากฐานธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว พร้อมเปิดโอกาสในการสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมการลงทุน การบริหารพอร์ต และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นของธนาคารให้แก่ฐานลูกค้าดังกล่าว
ขณะที่ปัจจัยสำคัญในการประเมินความคุ้มค่าของธุรกรรมไม่ได้อยู่ที่ราคาซื้อกิจการเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง AUM ที่สามารถรับโอนได้จริง อัตราการรักษาฐานลูกค้า ความสามารถในการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่รับโอน ตลอดจนการรักษาบุคลากรด้าน Wealth Management และ RM ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความต่อเนื่องในการให้บริการและการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้ารายใหญ่
แหล่งข่าวกล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจ Wealth Management ของไทยที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ทั้งจากธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ และสถาบันการเงินต่างประเทศ ซึ่งต่างเร่งพัฒนาบริการให้ครอบคลุมตั้งแต่การลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์การลงทุนทางเลือก ไปจนถึงการวางแผนบริหารและส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่น
ข้อมูลประมาณการตลาดที่มีการอ้างถึงระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารในธุรกิจ Wealth Management ของไทยอยู่ที่ประมาณ 19.3 ล้านล้านบาทในปี 2569 และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 22 ล้านล้านบาทภายในปี 2571 โดยมีแรงสนับสนุนจากความต้องการกระจายการลงทุนและการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินไปยังทายาทรุ่นใหม่
ด้วยแนวโน้มดังกล่าว ธุรกิจ Wealth Management จึงเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญในการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจผ่านการซื้อกิจการยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ คุณภาพคำแนะนำด้านการลงทุน และความสามารถในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพื่อรักษาฐานลูกค้าและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ดังนั้น ประเด็นดังกล่าวจึงยังต้องติดตามการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการจากบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป