classicliterature.it.com

บทเรียนจากเนปาลสู่น่าน และคำถามต่อการอนุรักษ์ในโลกภูมิอากาศใหม่

วิกฤตภัยพิบัติในเนปาลและน้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดน่าน เป็น 2 เหตุการณ์ที่โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า ‘สมการป่าไม้’ แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไปในโลกภูมิอากาศใหม่

  • ป่าเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำ ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของลุ่มน้ำ
  • ป่าชุมชนก้าวหน้า แต่การพัฒนายังอยู่ภายใต้อำนาจอีกชุดหนึ่ง
  • จากบทเรียนเนปาลถึงคำถามต่อ Nature Positive
  • เมื่อป่ากลายเป็นบริการและคาร์บอนกลายเป็นสินค้า
  • จากเนปาลกลับมามองน่าน
  • สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอาจใหญ่กว่านโยบายป่าไม้

บทความของ ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงาน Thai Climate Justice for All (TCJA) หรือเครือข่ายความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ เสนอว่า สาเหตุของภัยไม่ได้มาจากเพียงการตัดไม้ทำลายป่า แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศโดยรวม

บทเรียนจากเนปาลสู่น่าน และคำถามต่อการอนุรักษ์ในโลกภูมิอากาศใหม่

ขณะที่เขียนบทความนี้ เนปาลยังอยู่ท่ามกลางวิกฤตภัยพิบัติครั้งใหญ่ กระแสน้ำ โคลน หิน และตะกอนมหาศาลจากเทือกเขาหิมาลัยได้กวาดลงมาตามระบบแม่น้ำ Lhende Khola, Bhote Koshi และ Trishuli ทำลายหมู่บ้าน ถนน สะพาน โรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง

ข้อมูลวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ระบุว่าพบผู้เสียชีวิตในเนปาลแล้วอย่างน้อย 157 คน และยังมีผู้สูญหายมากกว่า 400 คน การค้นหาและกู้ภัยยังดำเนินอยู่ ตัวเลขความสูญเสียจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก

การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเบื้องต้นชี้ว่า จุดเริ่มต้นของภัยไม่ได้เกิดจากฝนหนักหรือการสูญเสียป่าในบริเวณต้นกำเนิด หากสัมพันธ์กับการพังของมวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนจากบริเวณธารน้ำแข็งบนภูเขาสูง ก่อนเคลื่อนตัวลงสู่หุบเขาและพัฒนาเป็นกระแสน้ำและตะกอนที่มีพลังทำลายล้างสูง บางพื้นที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 9 เมตรภายในครึ่งชั่วโมง

แม้สาเหตุโดยตรงของการพังทลายยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่บริบทระยะยาวชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ระบบธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัยกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วภายใต้อุณหภูมิที่สูงขึ้น

สำหรับผม เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวภัยพิบัติจากประเทศห่างไกล เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน ผมเคยเดินทางไปเนปาลเพื่อศึกษาและเรียนรู้เรื่องการจัดการป่าชุมชน ได้เข้าไปพบกลุ่มผู้ใช้ป่า พูดคุยกับชาวบ้าน และเห็นพื้นที่ซึ่งคนในชุมชนร่วมกันกำหนดกติกาการใช้และดูแลป่าด้วยตนเอง

สิ่งที่น่าสนใจในเวลานั้นไม่ใช่เพียงต้นไม้ที่กลับมา แต่คือการเปลี่ยนสถานะของชาวบ้านจากผู้ถูกควบคุมการใช้ป่า มาเป็นผู้มีอำนาจและความรับผิดชอบต่อป่าที่ตนพึ่งพา เนปาลจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของโลกว่า การรักษาป่ากับสิทธิชุมชนไม่จำเป็นต้องเดินสวนทางกัน

สองทศวรรษผ่านไป ความสำเร็จนั้นยังมีอยู่ ปัจจุบันเนปาลมีกลุ่มผู้ใช้ป่าชุมชนมากกว่า 22,000 กลุ่ม ดูแลป่าประมาณ 2.3 ล้านเฮกตาร์ หรือประมาณร้อยละ 35 ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ครอบคลุมราว 3 ล้านครัวเรือน

งานศึกษาระยะยาวจำนวนมากยืนยันบทบาทของระบบนี้ต่อการฟื้นตัวของป่า โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาตอนกลาง สิ่งที่ภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้ผมต้องกลับมาคิดจึงไม่ใช่ว่า ป่าชุมชนเนปาลล้มเหลวหรือไม่ หากเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น ต่อให้เราจัดการป่าได้ดี แต่ภูมิทัศน์ที่ป่านั้นดำรงอยู่กำลังถูกเปลี่ยนจากภูมิอากาศ ถนน เขื่อน พลังงาน และระบบเศรษฐกิจในอีกทิศทางหนึ่ง ความสำเร็จของการรักษาป่าเพียงส่วนหนึ่งจะเพียงพอหรือไม่

ป่าเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำ ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของลุ่มน้ำ

ความเข้าใจว่าป่าเป็นต้นน้ำมีพื้นฐานทางนิเวศวิทยาที่สำคัญ ป่าช่วยรักษาหน้าดิน เพิ่มการซึมของน้ำ ลดการกัดเซาะ ชะลอการไหลบ่า และรักษาเสถียรภาพของระบบนิเวศ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความจริงส่วนนี้ถูกทำให้กลายเป็นสมการว่า มีป่ามากย่อมมีน้ำท่วมน้อย หรือเมื่อเกิดน้ำป่าและดินถล่มก็ต้องย้อนกลับไปหาการตัดป่าเป็นสาเหตุอันดับแรก

กรณีเนปาลทำให้สมการดังกล่าวใช้ไม่ได้ จุดเริ่มต้นของภัยครั้งนี้อยู่เหนือแนวป่าและมีพลังมากเกินกว่าป่าตอนล่างจะหยุดยั้งได้ สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ป่าหมดความสำคัญ แต่ทำให้เราต้องวางป่าไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ป่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบภูเขาและลุ่มน้ำ ซึ่งทำงานร่วมกับธรณีวิทยา ความลาดชัน แม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ การใช้ที่ดิน และภูมิอากาศ

ในขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์ของเนปาลกำลังถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากโครงสร้างพื้นฐาน เฉพาะเครือข่ายทางหลวงแห่งชาติมีความยาวกว่า 11,000 กิโลเมตร ยังไม่รวมถนนระดับจังหวัดและถนนชนบทจำนวนมากที่เจาะเข้าสู่พื้นที่ภูเขา การตัดไหล่เขาไม่ได้สร้างผลกระทบเพียงพื้นที่ป่าที่หายไปตามแนวถนน แต่สามารถเปลี่ยนฐานของลาดเขา ตัดทางน้ำ รวมการไหลของน้ำไปยังจุดใหม่ และทำให้ดินกับหินไม่เสถียร

ไฟฟ้าพลังน้ำเป็นอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนภูมิทัศน์ รายงานของการไฟฟ้าเนปาลระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 ถึง 2568 มีโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเดินเครื่องแล้ว 204 โครงการ กำลังผลิตรวมเกือบ 2,930 เมกะวัตต์ อีก 142 โครงการ มากกว่า 4,300 เมกะวัตต์อยู่ระหว่างก่อสร้าง และอีก 148 โครงการ กว่า 4,200 เมกะวัตต์อยู่ในขั้นพัฒนา เมื่อรวมโครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว มีถึง 494 โครงการ กำลังผลิตรวมกว่า 11,400 เมกะวัตต์

จำนวนเมกะวัตต์บอกเพียงส่วนหนึ่งของเรื่อง เพราะโรงไฟฟ้าพลังน้ำมาพร้อมถนน อุโมงค์ เหมืองหิน พื้นที่ทิ้งวัสดุ สายส่ง และการเปลี่ยนทางน้ำ งานศึกษาปี 2568 พบว่า ผู้เกี่ยวข้องร้อยละ 80 เห็นว่าการรักษาปริมาณน้ำเพื่อระบบนิเวศในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำยังไม่เพียงพอ ร้อยละ 72 เห็นผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และร้อยละ 56 เห็นการลดลงของน้ำท้ายน้ำ พร้อมกับปัญหาการติดตาม EIA และการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าถนนหรือเขื่อนเป็นสาเหตุของการพังของธารน้ำแข็งครั้งนี้ แต่ทำให้เห็นว่า ภัยจากภูมิอากาศกำลังเคลื่อนผ่านภูมิทัศน์ที่มนุษย์เปลี่ยนโครงสร้างไปแล้วมากเพียงใด

ตรงนี้เองที่ตัวเลขพื้นที่ป่าเริ่มไม่เพียงพอ ป่าสามารถเพิ่มขึ้นได้พร้อมกับภูเขาที่เปราะบางขึ้น พื้นที่สีเขียวเพิ่มได้พร้อมกับแม่น้ำที่ถูกตัดความต่อเนื่อง ความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าจึงไม่อาจใช้แทนคำว่า ความสมบูรณ์ทางนิเวศของภูมิทัศน์ทั้งหมด

ป่าชุมชนก้าวหน้า แต่การพัฒนายังอยู่ภายใต้อำนาจอีกชุดหนึ่ง

บทเรียนที่ลึกกว่านั้นอยู่ที่โครงสร้างอำนาจ เนปาลกระจายสิทธิในการจัดการป่าไปสู่ชุมชนอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ได้หมายความว่าหลักการเดียวกันจะครอบคลุมการตัดสินใจเรื่องถนน เขื่อน เหมือง หรือโครงสร้างพื้นฐาน ชุมชนสามารถวางแผน ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ และแบ่งผลประโยชน์จากป่าชุมชน

แต่เมื่อพื้นที่เดียวกันกลายเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนา การตัดสินใจกลับเข้าสู่กฎหมาย หน่วยงาน และอำนาจอีกชุดหนึ่ง การกระจายอำนาจด้านป่าไม้จึงสามารถดำรงอยู่พร้อมกับการรวมศูนย์อำนาจด้านการพัฒนาได้โดยไม่ขัดแย้งกันในโครงสร้างของรัฐ

รายงานปี 2568 ที่ศึกษากรณีโครงการพลังงาน Likhu, Tanahu, Upper Trishuli 1 และ Upper Arun พบปัญหาในการดำเนินหลักการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และมีข้อมูลครบถ้วน หรือ FPIC ของชนพื้นเมือง ตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูล การปรึกษาหารือ ไปจนถึงการดำเนินโครงการ สิ่งนี้ทำให้คำว่า ‘การมีส่วนร่วม’ ต้องถูกถามใหม่ การได้รับเชิญเข้าประชุมไม่เท่ากับการมีอำนาจตัดสินใจ และสิทธิในการดูแลต้นไม้ก็ไม่เท่ากับสิทธิในการกำหนดว่าภูเขาที่ต้นไม้นั้นตั้งอยู่จะถูกเปลี่ยนไปอย่างไร

ขณะเดียวกัน ชุมชนเองก็ไม่ใช่หน่วยที่เป็นเนื้อเดียวกัน ความแตกต่างด้านเพศ ฐานทรัพยากร ชนชั้น และอำนาจต่อรองมีผลต่อการตัดสินใจภายในกลุ่ม งานศึกษาใหม่ยังพบอีกว่า การอพยพแรงงานและการลดการพึ่งพาฟืนหรือของป่า ทำให้คนวัยแรงงานและเยาวชนจำนวนหนึ่งออกจากพื้นที่ การมีส่วนร่วมในการจัดการป่าลดลงในบางแห่ง ทั้งที่สภาพป่ากลับดีขึ้น นี่เป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจ

ป่าอาจฟื้นเพราะแรงกดดันจากการใช้ทรัพยากรลดลง แต่ฐานทางสังคมของผู้ดูแลป่ากลับอ่อนลง ในบางพื้นที่ การลดการเก็บฟืนและจัดการชีวมวลยังทำให้เชื้อเพลิงสะสมและเพิ่มความเสี่ยงไฟป่า ขณะที่การฟื้นตัวของสัตว์ป่าสร้างความขัดแย้งกับเกษตรกรเพิ่มขึ้น

ความยั่งยืนจึงไม่ใช่ภาวะปลายทางที่เมื่อฟื้นป่าสำเร็จแล้วทุกอย่างจะหยุดนิ่ง หากเป็นความสามารถของสังคมในการปรับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ เมื่อประชากร เศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และภูมิอากาศเปลี่ยนไป

จากบทเรียนเนปาลถึงคำถามต่อ Nature Positive

เมื่อมองจากภูมิทัศน์จริงของเนปาล กระแส Nature Positive ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากรัฐ ธุรกิจ และสถาบันการเงินทั่วโลกจึงมีคำถามสำคัญที่ต้องพิจารณา เป้าหมายที่จะหยุดและพลิกกลับการสูญเสียธรรมชาติภายในปี 2573 มีความสำคัญ และความพยายามล่าสุดก็พัฒนาไปไกลกว่าการนับพื้นที่สีเขียว โดยเริ่มวัดทั้งความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลาย ความสมบูรณ์ และความยืดหยุ่นของระบบนิเวศ Nature Positive Initiative รายงานว่าในปี 2568 มีบริษัท 29 แห่งทดลองใช้ตัวชี้วัดดังกล่าวในกว่า 50 พื้นที่ของ 23 ประเทศ

สิ่งที่เนปาลเตือนเราคือ ต่อให้การวัดแต่ละพื้นที่ดีขึ้น เราก็ยังอาจมองไม่เห็นผลรวมของภูมิทัศน์ ป่าชุมชนอาจมีสภาพดีขึ้น โรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งอาจผ่าน EIA บริษัทหนึ่งอาจรายงานผลลัพธ์ด้านธรรมชาติเป็นบวก แต่หากผลสะสมของถนน เขื่อน เมือง และภูมิอากาศกำลังทำให้ความต่อเนื่องของระบบภูเขาและลุ่มน้ำลดลง เราอาจมีโครงการที่ Nature Positive อยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่ยังคง Nature Negative จึงต้องแยก Nature Positive ในฐานะเป้าหมายของสังคม ออกจาก Nature Positive ในฐานะบัญชีขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง

กรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง มอนทรีออลเองก็ก้าวไกลกว่าการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ให้ถึงร้อยละ 30 เป้าหมายที่ 1 กำหนดให้พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การวางแผนที่บูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพและมีส่วนร่วม เป้าหมายที่ 2 ให้ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมอย่างน้อยร้อยละ 30 โดยคำนึงถึงความสมบูรณ์และความเชื่อมโยงทางนิเวศ ส่วนเป้าหมายที่ 3 หรือ 30 คูณ 30 กำหนดว่าพื้นที่คุ้มครองและ OECMs ต้องมีความเชื่อมโยง บริหารอย่างเป็นธรรม และเคารพสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น รวมถึงดินแดนดั้งเดิมของพวกเขา หากประเทศไทยนำ 30 คูณ 30 ไปตีความเพียงการขยายพื้นที่อนุรักษ์ โดยไม่ได้เปลี่ยนระบบสิทธิและการจัดการภูมิทัศน์ ก็อาจบรรลุตัวเลขโดยพลาดสาระสำคัญของกรอบโลกเสียเอง

เมื่อป่ากลายเป็นบริการและคาร์บอนกลายเป็นสินค้า

คำถามเดียวกันควรถูกส่งไปถึงการจ่ายค่าบริการระบบนิเวศ หรือ PES จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้มีเหตุผลสำคัญ ผู้ที่ดูแลต้นน้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพสร้างประโยชน์ให้คนอื่น แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนของการอนุรักษ์ การจัดสรรทรัพยากรให้ผู้ดูแลธรรมชาติจึงสามารถเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรมได้

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์กับธรรมชาติถูกลดรูปเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ซื้อบริการ หากผู้สร้างแรงกดดันต่อลุ่มน้ำสามารถจ่ายให้ชุมชนรักษาป่าต้นน้ำ แล้วถือว่าหน้าที่ทางนิเวศของตนสิ้นสุดลง เครื่องมือที่ตั้งใจสนับสนุนผู้ดูแลธรรมชาติอาจกลับกลายเป็นการย้ายความรับผิดชอบจากผู้สร้างปัญหาไปยังผู้รักษาป่า

ป่าคาร์บอนและคาร์บอนเครดิตทำให้ข้อจำกัดนี้เห็นชัดขึ้น เพราะป่าถูกแปลงเป็นพื้นที่ ชีวมวล อัตราการเติบโต และตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตัวเลขเหล่านี้จำเป็นต่อการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก แต่ไม่ได้บอกว่าป่านั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพเพียงใด ระบบน้ำทำงานอย่างไร มีความหมายต่ออาหาร ภาษา ความเชื่อ หรือวิถีชีวิตของคนอย่างไร และจะทนต่อไฟป่า ภัยแล้ง หรือภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปได้เพียงใด

กรณีเนปาลทำให้ปัญหาเรื่องความถาวรของคาร์บอนยิ่งน่าคิด โลกที่ร้อนขึ้นกำลังเพิ่มความเสี่ยงจากไฟป่า ภัยแล้ง ความไม่เสถียรของภูเขา และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ คาร์บอนที่ถูกคำนวณว่าจะกักเก็บอยู่ในป่าหลายสิบปีจึงอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนจาก Climate Change ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่เครดิตเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้

คำถามที่ลึกกว่าประสิทธิภาพของตลาดจึงอยู่ที่วิธีคิดต่อธรรมชาติ Nature Positive, PES และคาร์บอนเครดิตมีความแตกต่างกันและไม่ควรถูกเหมารวมเป็นเรื่องเดียว แต่มีแนวโน้มร่วมกันประการหนึ่ง คือการทำให้ธรรมชาติสามารถวัด เปรียบเทียบ คิดเป็นหน่วย และในบางกรณีสามารถแลกเปลี่ยนหรือชดเชยกันได้

ทว่าป่าแห่งหนึ่งไม่ใช่ป่าอีกแห่งหนึ่ง แม่น้ำสายหนึ่งไม่ใช่แม่น้ำอีกสายหนึ่ง และความสัมพันธ์ที่ผู้คนสร้างกับภูเขามาหลายชั่วคนไม่สามารถสร้างทดแทนขึ้นใหม่ในอีกพื้นที่หนึ่งด้วยจำนวนเงินหรือเครดิตที่เท่ากัน

เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์จึงควรอยู่ภายใต้หลักความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สิทธิชุมชน สิทธิของธรรมชาติ และความเป็นธรรมทางสังคมและนิเวศ ไม่ใช่ปล่อยให้เครื่องมือเหล่านั้นย้อนกลับมากำหนดว่า ธรรมชาติส่วนใดมีคุณค่าเพราะสามารถคำนวณราคาได้

จากเนปาลกลับมามองน่าน

น้ำท่วมใหญ่ที่น่านมีจุดกำเนิดต่างจากเนปาล ฝนหนักและฝนสะสมเป็นตัวจุดชนวนสำคัญ ขณะที่น่านยังมีพื้นที่ป่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของจังหวัด แต่ก็ผ่านการเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นเกษตรเชิงพาณิชย์อย่างเข้มข้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

งานศึกษาจากข้อมูลดาวเทียมในช่วงปี 2544 ถึง 2559 พบการสูญเสียป่ามากกว่า 412,000 ไร่ ราวร้อยละ 92 ของพื้นที่ที่สูญเสียถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตร และพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างราคาข้าวโพดกับการสูญเสียป่า

ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำเรากลับไปสู่คำอธิบายว่า ชาวบ้านปลูกข้าวโพดจึงทำให้น้ำท่วม เพราะเบื้องหลังการตัดสินใจของครัวเรือนคือระบบรับซื้อ บริษัทอาหารสัตว์ ปัจจัยการผลิต สินเชื่อ ถนน นโยบายเกษตร และความไม่มั่นคงของสิทธิในที่ดิน ภูเขาน่านจึงไม่ได้ถูกเปลี่ยนจากการตัดสินใจของเกษตรกรแต่ละครัวเรือนเท่านั้น หากถูกสร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ของรัฐ ตลาด และชุมชนที่สะสมมาหลายทศวรรษ ฝนที่ตกลงมาจึงไม่ได้ตกบนธรรมชาติที่ว่างเปล่า แต่ตกลงบนภูมิทัศน์ที่มีประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจและอำนาจอยู่ภายใน

Climate Change ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์นี้รุนแรงขึ้น แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นคำอธิบายใหม่ที่กลบปัญหาเดิม ภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนขนาดและความถี่ของภัย ขณะที่การใช้ที่ดิน ถนน ระบบแม่น้ำ เมือง ความยากจน และสิทธิเป็นตัวกำหนดว่าภัยนั้นจะสร้างความเสียหายกับใครและมากเพียงใด

นี่เป็นเหตุผลที่กรอบเซนไดว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติมองภัยผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง hazard ความเปราะบาง การเปิดรับภัย และศักยภาพในการรับมือ ไม่ใช่มองภัยธรรมชาติเป็นเหตุเพียงลำพัง

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอาจใหญ่กว่านโยบายป่าไม้

หากประเทศไทยจะเรียนรู้จากเนปาลอย่างจริงจัง การเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนหรือทำพื้นที่อนุรักษ์ให้ถึงเป้าหมาย 30 คูณ 30 ยังไม่เพียงพอ สิทธิชุมชนต้องขยายจากสิทธิในการใช้และดูแลทรัพยากร ไปสู่สิทธิในการร่วมกำหนดอนาคตของแม่น้ำ ภูเขา และภูมิทัศน์ที่ตนดำรงชีวิตอยู่ การมีส่วนร่วมต้องเกิดตั้งแต่การกำหนดว่าจะพัฒนาหรือไม่และพัฒนาแบบใด ไม่ใช่เริ่มขึ้นเมื่อโครงการถูกตัดสินใจไปแล้ว

การจัดการภาครัฐก็ต้องออกจากการแบ่งธรรมชาติตามเขตอำนาจของหน่วยงาน ป่า น้ำ เกษตร ถนน พลังงาน เมือง และภัยพิบัติจำเป็นต้องพบกันในระดับลุ่มน้ำและภูมิทัศน์ การประเมินผลกระทบต้องมองผลสะสมของโครงการหลายประเภทพร้อมกับความเสี่ยงภูมิอากาศ ไม่ใช่ทำ EIA ของเขื่อน ถนน หรือเหมืองแต่ละแห่งราวกับสิ่งเหล่านี้ไม่เคยพบกันในโลกจริง

สิทธิของธรรมชาติสามารถเป็นอีกฐานหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน เพราะทำให้เกิดขอบเขตที่ไม่อาจแก้ด้วยการจ่ายเงินชดเชยหรือ offset ได้ทั้งหมด แม่น้ำต้องมีน้ำและพื้นที่เพียงพอที่จะยังดำรงความเป็นแม่น้ำ ป่าต้องรักษาความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ พืช สัตว์ และวัฒนธรรมที่ทำให้มันยังเป็นป่า ภูเขาไม่ควรถูกลดเหลือเป็นเพียงพื้นผิวสำหรับวางโครงสร้างพื้นฐาน

นี่ทำให้ความเป็นธรรมทางสังคมและความเป็นธรรมทางนิเวศต้องถูกคิดร่วมกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาไม่ควรสามารถผลักความเสี่ยงไปยังชุมชนชายขอบ และมนุษย์ในปัจจุบันก็ไม่ควรสามารถผลักต้นทุนทางนิเวศไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นหรือคนรุ่นต่อไปได้โดยไม่มีขอบเขต

ยี่สิบปีหลังจากผมเคยเดินทางไปเรียนรู้ป่าชุมชนของเนปาล ประเทศนี้กำลังส่งบทเรียนอีกชุดหนึ่งกลับมาให้เรา ป่าชุมชนยังมีความสำคัญ แต่การดูแลป่าที่ดีเพียงส่วนหนึ่งไม่อาจรับประกันความมั่นคงของภูมิทัศน์ทั้งหมด เราสามารถมีป่ามากขึ้นพร้อมกับภูเขาที่เปราะบางขึ้น มีพลังงานสะอาดพร้อมกับความไม่เป็นธรรมทางนิเวศ หรือมีโครงการที่ประกาศว่า Nature Positive อยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่ผลรวมยังคงเป็นลบต่อธรรมชาติได้

บทเรียนจากเนปาลสู่น่านจึงไม่ควรพาเรากลับไปหาสมการง่าย ๆ ว่า มีป่าก็ไม่มีน้ำท่วม หรือไม่มีป่าจึงเกิดภัย หากควรพาเราไปไกลกว่านั้น ให้เห็นป่า ภูเขา แม่น้ำ ถนน พลังงาน ตลาด ชุมชน สิ่งมีชีวิต และภูมิอากาศเป็นความสัมพันธ์ชุดเดียวกัน และทำให้การจัดการภัยพิบัติกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนวิธีพัฒนา ไม่ใช่เพียงการรับมือหลังภัยเกิดขึ้น

ในโลกที่ภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ความมั่นคงของเราอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์สามารถจัดการธรรมชาติได้เก่งเพียงใดอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่า เราจะเรียนรู้ที่จะจัดความสัมพันธ์ของตัวเองกับธรรมชาติใหม่ได้ทันหรือไม่

Update: 2026-08-28
Tags: