ถอดรหัสเหตุสลดโรงเบียร์ เมื่อ "ประตู" ที่คุ้นเคยไม่ใช่ "ทางออก" จากกองเพลิง
ในแง่วิศวกรรมความปลอดภัยของอาคาร จะมีประโยคสากลที่ว่า
Every door is an exit, but not all exits are doors หรือ ประตูทุกบานคือทางออก แต่ไม่ใช่ทางออกทุกทางที่เป็นประตู
นี่คือหลักเตือนใจนักออกแบบว่า มนุษย์ในภาวะวิกฤตจะวิ่งหาประตูที่คุ้นเคยก่อนเสมอ ขณะเดียวกันโครงสร้างอาคารก็ต้องเตรียม "ทางออกแบบอื่น" ที่ไม่ใช่แค่ "ประตู" ไว้รองรับ
ทว่า ในเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว บริเวณ ซ.ลาดพร้าว 1 เมื่อกลางดึกวันที่ 12 ก.ค. เข้าสู่ 13 ก.ค.2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 27 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก ได้กลายเป็นการสลับด้านหลักสากลนี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะที่นี่ ประตูไม่ใช่ทางออก และทางออกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ประตู ก็ไม่มีอยู่จริง
เมื่อทุกประตูต้องเป็นทางออก แต่ประตู "โรงเบียร์" ไม่เป็น "ทางออก"
ทางร้านเคยชี้แจงในการรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ก่อนหน้านี้ว่า "ทางเข้าออกถึง 4 ทาง และจะเปิดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทีมงาน การ์ด และน้อง ๆ ในร้านสามารถแก้ไขปัญหาได้"
ถอดรหัสเหตุสลดโรงเบียร์ เมื่อ "ประตู" ที่คุ้นเคยไม่ใช่ "ทางออก" จากกองเพลิง
แต่ในเหตุการณ์จริงพบว่า ประโยคนี้เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น เพราะจากรายงานระบุว่า ประตูทางเข้าออกมีขนาดแคบมาก เมื่อระบบปรับอากาศบนฝ้าเพดานเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ควันพิษหนาทึบจากสารเคมีของฉนวนและโฟมซับเสียงลามปิดพื้นที่อย่างรวดเร็ว ประกอบกับ ระบบไฟฟ้าดับมืดสนิท นักเที่ยวจำนวนมากจึงกรูเบียดเสียดกันไปที่ประตูหน้าตามสัญชาตญาณที่คนเรามัก "ออก" ทางประตูที่เรา "เข้า" จนเกิดการล้มทับและติดขัด ประตูหลักจึงสิ้นสภาพการเป็น "ทางออก" ตั้งแต่ 5 นาทีแรก
ข้อกังขาที่สะเทือนใจอีกอย่างคือ เจ้าหน้าที่กู้ภัยให้ข้อมูลเรื่อง "การล็อกประตูหนีไฟ" เพราะความกังวลของผู้ประกอบการว่าลูกค้าจะแอบเนียนเดินออก "เบี้ยวเงินค่าอาหารและเครื่องดื่ม" ส่งผลให้ประตูที่ควรทำหน้าที่เป็นทางออก กลายเป็นกำแพงทึบที่ถูกกุญแจล็อกไว้
เมื่อทุกทางออกไม่ใช่ประตู
ตามมาตรฐานความปลอดภัยชีวิต NFPA 101 คำว่า "Exit หรือ ทางออก" กว้างกว่าคำว่าประตูมาก โครงสร้างที่ปลอดภัยต้องมี หน้าต่างหนีไฟ ช่องเปิดกระจกที่ทุบง่าย หรือโครงสร้างระบายอากาศทางดิ่ง เพื่อช่วยชีวิตคนในกรณีที่ประตูหลักถูกไฟล้อม
แต่ในข้อเท็จจริงพบว่าโครงสร้างของ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียวมุงหลังคาเมทัลชีตแบบปิดทึบ มีหน้าต่างที่แคบ แม้ทุบกระจกคนก็ไม่สามารถลอดผ่านได้ ส่วนประตูหลักที่อยู่ด้านหน้า ก็ถูกเพลิงไหม้พวยพุ่งท่วมท้นจากปรากฏการณ์ Backdraft ทำให้สถานที่เกิดเหตุไม่มี "ทางออก" ในรูปแบบอื่นเลย
ผู้รอดชีวิตเล่าว่า นักเที่ยวที่หลงทิศท่ามกลางกลุ่มควันดำมืด วิ่งหนีตายเข้าไปในโซนด้านหลังร้านและกระจุกตัวเสียชีวิตอยู่ในห้องน้ำจำนวนมาก เพราะคิดว่ามีช่องทางออก แต่ห้องน้ำเหล่านั้นกลับไม่มีแม้แต่หน้าต่างบานเกล็ดหรือช่องเปิดสู่ภายนอก โซนนั้นจึงกลายเป็นห้องรมแก๊สพิษที่ไม่มีใครรอดชีวิตออกมาได้
5 กฎเหล็กระดับโลก ระบบทางออกตามมาตรฐานสากล
เพื่อแก้ไขปัญหาหน้างานและลดอัตราความสูญเสียในสถานบันเทิง หรืออาคารชุมนุมสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐานระดับโลกที่เป็นยอมรับอย่าง NFPA 101 (Life Safety Code) และ IBC (International Building Code) จึงได้มีการกำหนดเกณฑ์และกฎเหล็กสำคัญ 5 ประการในการออกแบบระบบทางออก (Means of Egress) เอาไว้ดังนี้
- Diagonal Rule (กฎระยะห่างทแยงมุม) ทางออกอย่างน้อย 2 ทางต้องวางห่างกันไม่น้อยกว่า "ครึ่งหนึ่ง" ของระยะทแยงมุมที่ยาวที่สุดของพื้นที่นั้น ๆ หากอาคารมีสปริงเกอร์ ระยะนี้อาจลดลงเหลือ 1 ใน 3 กฎนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงเพียงจุดเดียว ปิดกั้นทางหนีไฟทั้งหมดพร้อมกัน
- Panic Hardware (คานผลักหนีไฟ) สำหรับสถานบันเทิงหรือพื้นที่ที่มีการรองรับมวลชนหนาแน่นตั้งแต่ 50-100 คนขึ้นไป บานประตูในเส้นทางหนีไฟ จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์คานผลักหนีไฟ ที่สามารถใช้งานได้ง่าย และต้องปลดล็อกได้ด้วยแรงกดไม่เกิน 15 ปอนด์ ต้องไม่มีการใส่กลอนล็อกกุญแจ หรือใช้โซ่มาคล้องจากด้านในโดยเด็ดขาด เพื่อแก้ปัญหาความตกใจจนมือสั่นหมดแรง หรือ ความมืดจากควันไฟ ที่ทำให้ผู้ประสบภัยไม่สามารถมองหาหรือตกใจ จนไม่มีแรงหมุนลูกบิดประตูในทันที
- Outward Swing (การเปิดประตูออกสู่ภายนอก) ประตูทุกบานที่บรรจุอยู่ในเส้นทางหนีไฟและมีปริมาณผู้ใช้งานเกินกว่า 50 คนขึ้นไป จะต้องถูกออกแบบให้เป็นลักษณะเปิด "ผลักออกด้านนอก" ตามทิศทางของการเดินออกเสมอ
- Main Entrance Capacity (ศักยภาพทางออกหลัก): มาตรฐาน NFPA กำหนดว่าทางเข้าหลักต้องกว้างพอที่จะรองรับผู้อพยพได้ถึง 1 ใน 2 ถึง 2 ใน 3 ของจำนวนคนทั้งหมด เนื่องจากพฤติกรรมมนุษย์จะวิ่งกลับไปทางที่เข้ามาเสมอ การมีทางออกหลักที่กว้างกว่าปกติ จึงเป็นตัวช่วยรักษาชีวิตที่สำคัญที่สุด
- Positive Pressure & Smoke Control (ระบบอัดลมและควบคุมควัน) ในอาคารที่ไม่มีการระบายอากาศธรรมชาติ ต้องมีระบบอัดอากาศภายในบันไดหนีไฟเพื่อสร้างความดันบวก ไม่ให้ควันไหลเข้าไปในเส้นทางหนี และต้องใช้วัสดุตกแต่งผิวผนังที่มีอัตราการลามไฟไม่เกิน 75 และการกระจายควันไม่เกิน 450 ตามมาตรฐาน ASTM E84 เพื่อเพิ่มเวลาในการมองเห็น
NFPA 101 (Life Safety Code) หรือ มาตรฐานความปลอดภัยด้านชีวิต ซึ่งออกแบบโดยสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Fire Protection Association) เป็นมาตรฐานระดับสากลที่กำหนดข้อกำหนดการออกแบบอาคาร ทางหนีไฟ ระบบระบายควัน และการป้องกันอัคคีภัย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้อาคารในกรณีฉุกเฉิน
เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว กับมาตรฐานสากล จะพบช่องว่างที่รุนแรงแยกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.ขาดระบบระงับเหตุอัตโนมัติ แม้ว่ามาตรฐานสากลในปัจจุบัน จะบังคับอย่างเข้มงวดให้สถานบันเทิงที่มีความจุคนเกินกว่า 100 คนขึ้นไป จำเป็นต้องติดตั้งระบบสปริงเกอร์ฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ จากเอกสาร An Analysis to Establish a Nightclub Sprinkler Threshold เสนอว่าสถานบันเทิงที่จุคนตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จำเป็นต้องติดตั้งสปริงเกอร์ เนื่องจากพฤติกรรมมนุษย์ที่ดื่มแอลกอฮอล์ อยู่ในที่ที่แสงไฟสลัว และจำนวนคนแออัด ทำให้การอพยพล่าช้ากว่าไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ระบบสปริงเกอร์จึงทำหน้าที่สกัดเพลิงเพื่อซื้อเวลาในการอพยพและป้องกันคนสำลักควันพิษก่อนถึงทางออก
แต่ในข้อเท็จจริงของประเทศไทย อาคารจำนวนมากรวมถึงอาคารเก่า มักหาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงข้อบังคับดังกล่าว การขาดหายไปของสปริงเกอร์ส่งผลให้เพลิงไหม้สามารถพัฒนาความรุนแรงไปถึงจุดวิกฤต ที่เกิดการลุกไหม้ท่วมห้องพร้อมกัน ซึ่งเป็นการตัดโอกาสในการอพยพหนีไฟของผู้ประสบภัยโดยสิ้นเชิง
2.อุปสรรคในเส้นทางหนี จากรายงานพบว่าทางเดินหนีไฟฉุกเฉินถูกปิดกั้นและกีดขวางด้วยเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ หรือถูกดัดแปลงสภาพให้กลายเป็นพื้นที่ สำหรับเก็บสิ่งของเหลือใช้ ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐาน "Free and Unobstructed Egress ที่เส้นทางหนีไฟต้องโล่ง และปราศจากสิ่งกีดขวาง ตามมาตรฐาน NFPA 101
ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกใช้กระจกธรรมดาในโครงสร้างอาคารแทนการใช้กระจกนิรภัย ทำให้เมื่อเกิดความร้อนสูง กระจกจะแตกออกเป็นเศษคมขนาดใหญ่ ที่คอยทำร้ายและกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการหนีตายของผู้ประสบภัยเพิ่มเติม
3.การจัดการจำนวนคน สถานบันเทิงในพื้นที่ปิด มักประสบปัญหาการลักลอบรับจำนวนผู้เข้าใช้บริการ เกินกว่าความจุสูงสุดที่ได้รับการคำนวณตามกฎหมาย แม้ กฎกระทรวง กําหนดประเภทและระบบความปลอดภัย ของอาคารที่ใช้เพื่อประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ.2555 จะมีการกำหนดสัดส่วนพื้นที่ปลอดภัยไว้ที่ 1 ตร.ม./ต่อคน สำหรับพื้นที่คลับและบาร์
แต่ในความเป็นจริงมัก เมื่อคนตื่นตกใจกันมาก ๆ จะรีบวิ่งไปยังทางออก จนเกิดความแออัดขั้นวิกฤต และเกิดการเหยียบกันตาย ล้มทับกระจุกตัวกันอยู่ที่บริเวณหน้าประตูทางออกในที่สุด
ก็ไม่ถึงขั้นจะให้เลิกเที่ยว
การเที่ยวสถานบันเทิงให้ตัวเองปลอดภัย ควรเริ่มจากการสังเกตและจดจำตำแหน่งทางหนีไฟ รวมถึงแผนผังอาคารทันทีที่เข้าใช้บริการ เพื่อให้ทราบทางออกสำรองนอกเหนือจากทางเข้าหลักที่มักเกิดความแออัดจนกลายเป็นจุดติดขัด
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นักเที่ยวควรมองหาประตูที่ติดตั้งคานผลักหนีไฟ ที่สามารถเปิดออกได้ตามทิศทางการหนี และไม่มีการล็อกด้วยโซ่จากด้านใน นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่รับคนเกินความจุจนไม่มีพื้นที่ว่างเพียงพอ และจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคงสติสัมปชัญญะ เนื่องจากอาการมึนเมา จะส่งผลให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักเสมอว่า ประตูที่เห็นอาจไม่ใช่ทางออกปลอดภัยเสมอไป เพื่อป้องกันการวิ่งเข้าไปติดในห้องน้ำหรือห้องเก็บของที่เป็นทางตันในกองเพลิง
อ่านข่าวอื่น :
เปิดผังโรงเบียร์ลาดพร้าว ตำแหน่งประตู 4 จุด ท่ามกลางข้อสังเกตเส้นทางหนีไฟ
อัปเดตเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ยอดเจ็บ 71 คน เสียชีวิต 27 คน สูญหาย 45 คน
ตร.รอสอบปากคำ "เจ้าของร้าน" บาดเจ็บจากไฟไหม้อยู่ใน ICU